006 “คู่แข่งคือคู่ค้า ในโลกยุคใหม่”

006 “คู่แข่งคือคู่ค้า ในโลกยุคใหม่”

หลายคนกังวลว่าปลายปีนี้ไปถึงกลางปีหน้า เศรษฐกิจโลกน่าจะผันผวนหนัก คำถามต่อมาก็คือ…ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีแล้วจะทำอะไรกินดี หรือถ้าคนที่ลงทุนในตลาดหุ้นจะว่ายังไง

วันนี้ผมเลยอยากมาชวนคุยเรื่องทำมาหากินทั่วๆ ไป และแชร์แนวคิดสำหรับพี่น้องนักธุรกิจไทยรุ่นใหม่ว่าทำยังไงเราถึงจะอยู่รอดในโลกการค้ายุคใหม่ภายใต้เศรษฐกิจที่ผันผวนกันครับ

 

สวัสดีครับท่านผู้ฟังพี่น้องชาวไทยที่เคารพรักครับ
ครั้งนี้เป็นการพบกันครั้งที่ 6 ของรายการ Good Monday นะครับ

วันนี้ผมจะพยายามเอาเป็นเรื่องทำธุรกิจทั่วไปเพราะว่าอยากจะกลับไปที่หลักของการทำธุรกิจทั่วไปว่า ทำอย่างไรให้เราเติบโตเข้มแข็ง

ก็จะเอาชีวิตเก่าๆมาเล่าให้ฟังแต่ก็หมายความว่าประกอบกับเรื่องราวที่เคยได้ยินได้ฟังในช่วงนี้จากการเดินทางไปต่างประเทศ
ก็สิ่งที่เป็นห่วงก็คือว่า ยิ่งเจอนักธุรกิจจากจุดนั้นจุดนี้ มุมนั้นมุมนี้ของโลก ทุกคนกำลังบอกว่าปลายปี 2019 เนี่ยอันตรายนะจนถึงกลางปี 2020 ก็คือปี 2563

อาการเศรษฐกิจของโลกจะหนักเพราะว่ามันจะผันผวนมาก มันจะเกิดวิกฤต วิกฤติในตรงนั้นตรงนี้เพราะฉะนั้นเนี่ยเราต้องแข็งแรงไว้นะ นี่คือสิ่งที่นักธุรกิจก็เจอกันเตือนกัน ผมก็เลยอยากจะมาเล่าเรื่องการทำมาหากินทั้งหลายเพื่อที่เราจะได้รู้ว่าเราควรจะทำยังไง
วันนี้ทุกคนก็บอกแล้วจะทำอะไรกินดี ลงทุนในตลาดหุ้นจะว่าไง ผมก็อยากจะบอกว่า หุ้นจะผันผวนตั้งแต่กลางปี19 ไป การขึ้นลงจะหวือหวามาก ซึ่งภาษานักเล่นหุ้นก็บอกว่า ถ้ามันขึ้นลงแรงอย่างนี้ต้องไปหากินกับเดลต้า เดลต้าแปลว่าไง แปลว่าความแตกต่างระหว่างราคาที่มันขึ้นลงในระยะเวลาไม่ยาวนัก ก็คือว่าสมมุติว่าหุ้นตัวนึงเนี่ยเคยราคา 100 วันนี้ตกลงมาเหลือ 70 ก็ตกมาเยอะ ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนี้ยังดีอยู่ Volume การซื้อขายแต่ละวันก็เยอะ การบริหารก็ดูยังดีอยู่ เราก็น่าจะเข้าไปซื้อที่ 70 แล้วพอถึงเวลาไม่ต้องรอให้กลับไปที่ 100 ใหม่ สัก 80 ก็ขายแล้วก็กลับมานั่งรอใหม่อย่างนี้เขาเรียกว่าหากินกับเดลต้า

ตรงนี้ช่วงตลาดผันผวนนักเล่นหุ้นมืออาชีพก็จะไปนั่งหากินไปเดลต้าคือผลต่างระหว่างการขึ้นลงที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว แต่ต้องเลือกนะครับ เลือกบริษัทที่มันมีความมั่นคง บริษัทที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีนักลงทุนซื้อหุ้นวันหนึ่งจำนวนมาก แล้วปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนี้ยังดีอยู่นะครับ ถ้าอย่างนี้ไม่เสี่ยงแต่ก็ต้องเข้าไวออกไว้นะครับ

แล้วคนก็ถามว่าแล้วจะทำมาหากินอะไรดีนอกจากเล่นหุ้น ช่วงนี้ก็ต้องคิดว่าเทคโนโลยีกำลังมาแรง เพราะฉะนั้นเนี่ยการทำมาหากินเลยต้องพยายามอิงเทคโนโลยีไว้ ถึงแม้ว่าเราไม่ใช่เป็นบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีก็ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น ความแม่นยำในการทำนายความแม่นยำในการมีข้อมูลของตัวเองในการศึกษาข้อมูลของคนอื่นจึงเป็นเรื่องสำคัญ

พูดวกมาถึงเรื่องนี้เนี่ยผมก็เลยอยากจะบอกว่า คนไทยเรามีจุดอ่อนอย่างหนึ่งเราคิดว่าการแข่งขันกันต้องเป็นศัตรูกัน จริงๆแล้วเนี่ยมันไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน อยากให้วิเคราะห์จากคำว่า Zero sum Game

Zero sum Game ในวงการธุรกิจนี้คือว่าถ้าคุณแพ้ผมคือชนะ ถ้าคุณชนะคือผมแพ้ มันไม่มีอะไรในโลกแบบนี้ล่ะครับว่า ชนะ 100% แพ้ 100% ภาษาทุนนิยมเศรษฐกิจทุนนิยมคือเขาบอกว่า If you can’t beat them, better join them คือถ้าเอาชนะเขาไม่ได้เป็นพวกเขาดีกว่า นั่นคือการค้าขายในเศรษฐกิจทุนนิยม เค้าถึงบอกว่าการค้าการขายเศรษฐกิจทุนนิยมมันต้อง Compete ต้องแข่งขัน แล้วก็ต้อง collaborate ต้องร่วมมือด้วยมันไม่สามารถแข่งขันอย่างเดียวหรือร่วมมืออย่างเดียวนะครับ แข่งขันอย่างเดียวไม่ร่วมมือกับใครเลยเนี่ยมันก็จะกลายเป็นว่าเราก็จะมีความรู้สึกว่ามันทำการค้าแบบเครียดครับ

อย่างจีนกับไทยเนี่ย เราไม่สามารถที่จะบอกว่า จีนคือคู่แข่งขันเรา100%ก็ไม่ใช่ จีนเป็นตลาดของเรา 100%ก็ไม่ใช่ เพราะเราก็เป็นตลาดของเขาเขาก็เป็นตลาดของเราแต่ตลาดเขาใหญ่กว่า การแข่งขันสินค้าเขาเข้ามาของเราเยอะกว่า สินค้าของเราไปหาเขาน้อยกว่า เราจะปรับตัวอย่างไร อันนี้คือสิ่งที่เป็นโลกยุคใหม่ที่ต้องคิดว่าการแข่งขันการค้านั้นต้องมีแต่ต้องมีความร่วมมือไปด้วย
คู่แข่งของเรากลายเป็นตลาดของเราก็ได้ เหมือนตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในปี 1994 ผมเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศผมก็ไปเยือนประเทศสิงคโปร์

รัฐมนตรีต่างประเทศที่เป็นคนสิงคโปร์ที่ต้อนรับผม พาไปพบนายกของเขาตาม protocol ระหว่างประเทศนะครับ ตอนนั้นนายกของเค้าก็คือ โก๊ะ จ๊กตง ไปถึงเห็นหน้าผมก็เข้ามาเช็คแฮนด์แล้วก็บอกว่า Thailand and Singapore are competitor but don’t worry the cake is getting bigger please sit down sit down

นั่นคือเป็นคำสนทนาที่ผมไม่คิดว่าผู้นำประเทศประเทศหนึ่งเนี่ยต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศหนึ่งแล้วคุยกันแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าเขาทุกประเทศเนี่ยเขาเน้นเรื่องการบริหารเศรษฐกิจเพราะเศรษฐกิจนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่เราจะแข็งแรงไม่แข็งแรงประชาชนจะแข็งแรงไม่แข็งแรง เขาก็เลยต้องมาสนใจเรื่องเศรษฐกิจ เขาก็บอกว่าเขายอมรับว่าไทยกับสิงคโปร์เป็นคู่แข่งขันแต่เขาบอกว่าไม่ต้องห่วงหรอกเพราะว่าโลกมันเชื่อมโยงกันตลาดมันใหญ่ขึ้น เหมือนเค้กมันก้อนใหญ่ขึ้น เราจะแข่งกันยังไงเราก็อิ่มทั้งคู่ เราไม่มีการอดตายทั้งคู่นั่นคือสิ่งที่เป็นโลกยุคใหม่ที่ต้องคิดว่าเรามีเพื่อนธุรกิจที่อาจจะทำเหมือนกันบ้างคล้ายกันบ้างก็ไม่จำเป็นต้องไปกังวลว่า เราจะต้องคบกันแบบชนิดที่มันจำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน ไม่เป็นเพื่อนกันมันเป็นเพื่อนกันได้นะครับ

ครั้งหนึ่งเนี่ยผมตอนผมทำธุรกิจอยู่ผมก็เชิญนักธุรกิจรุ่นหนุ่มหนุ่ม ซึ่งประสบความสำเร็จในวันนั้นมาประมาณ 10 คนมาตั้งเป็นก๊วนกันพบกันเดือนละครั้ง

ก็บางทีก็คนนั้นเลี้ยงคนนี้เลี้ยงตอนหลังมาแล้วบอกว่าเอางี้ดีกว่าเราลงขันเอาเงินไปใส่กันคนละไม่มากแล้วก็ไปให้เพื่อนคนหนึ่งในนั้นที่เก่งเรื่องหุ้นเก่งเรื่องการเงินไปเล่นหุ้น เรากำไรหุ้นนี่แหละมากินมาเที่ยวกันก็มีความสนิทสนมชิดเชื้อกันบางทีก็ร่วมมือกันทางธุรกิจบ้างแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องเศรษฐกิจบ้างอะไรบ้าง ก็ได้ประโยชน์ครับ บางคนก็ทำธุรกิจคล้ายคลึงกันแข่งขันกันแต่ก็ไม่ได้เอาเป็นเอาตายอะไรกันเพราะว่าเนื่องจากว่าตลาดมันใหญ่ขึ้นจริงๆ ยิ่งแข่งยิ่งตลาดเยอะ เพราะว่าต่างคนต่างโฆษณาต่างคนขยายขยายฐานลูกค้านะครับ

การทำธุรกิจเนี่ยต้องอย่าไปคิดว่าเราต้องเป็นศัตรูคนนั้นคนนี้สู้เราเป็นเพื่อนดีที่สุด อันนี้ก็อยากให้สังคมไทยคิดอย่างนี้เป็นอย่างนี้ผมเลยเล่าเรื่องการตั้งก๊วนของผมให้ฟังนะครับ

เมื่อก่อนนี้ก่อนนะผมจะเริ่มตั้งก๊วน ผมเป็นนักธุรกิจ ตอนนั้นเป็นเรื่องที่…ขอโทษ…โทษนะครับ ปากกัดตีนถีบ ยังไม่มีตังค์กู้แบงค์ แบงค์ก็ไม่ให้กู้เพราะไม่มีไม่มีอะไรไปจำนองจำนำแบงค์

ก็ใช้วิธีการเล่นแชร์ซึ่งคนจีนสมัยนั้นนักธุรกิจสมัยนั้นจะรวมตัวตั้งแชร์ ตอนนี้เหลือน้อยก็มีบ้างแต่น้อย เพราะว่าแหล่งกู้เงินมันมีมากกว่าเดิม เดิมมันไม่มีแหล่งกู้ก็ใช้เพื่อนฝูงรวมกัน ใครเปียให้ดอกเบี้ยสูงกว่านั้น เอาไปใช้ทุกคนก็มาลงขันกันทุกรอบใครเปียได้คนนั้นไปใช้แล้วก็ผลัดกันไปผลัดกันไป มันก็ผลัดกันเอาเงินกองกลางมาวางไว้นะครับ สมมุติว่าเดือนละแสนก็ 10 คนก็ 1 ล้านมาวางไว้ ใครเปียดอกเบี้ยสูงก็ไปกินเอาไปบริหารทำมาหากิน เดือนต่อไปอีกคนนึงเปียได้ แล้วคนที่เอาไปล้านนึงต้องเอามาใช้แสนนึงเค้าเรียกว่าเล่นแชร์

การเล่นแชร์กันในหมู่คนจีนเยอะพ่อค้าจีนเพราะว่าจะได้เอาเงินมาให้เหมือนกับมาลงกองทุนเพื่อให้เพื่อนผลัดกันเอาไปทำมาหากินกันเองนะครับ ก็เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดการเกิดเป็นพันธมิตรทางการค้ากันเป็นเพื่อนฝูงกันคุยกันรู้เรื่องกู้ยืมเงินกันได้นั่นคือในอดีตซึ่งผมก็คิดว่าสมัยนี้มันมีน้อยไปหน่อย เลยคิดว่าโดยเฉพาะคนที่ไปเรียนในโครงการต่างๆเช่นไปเรียน RE บ้าง ไปเรียน Next tycoon บ้างอะไรบ้าง ก็มีเพื่อนมีก๊วนเนี่ยถ้าหากว่าจะคบกันติดต่อกันเป็นก๊วนกันในเชิงของธุรกิจก็จะทำให้คนทุกคนมีโอกาสทางธุรกิจ

เอาเรื่องโบราณโบราณเรื่อง 1 สมัยพ่อผมเนี่ย

พ่อผมไปทำร้านกาแฟอยู่หัวมุมในตลาดที่จะเข้าตลาดสันกำแพงอยู่บ้านนอกเนี่ย ก็พ่อผมขายกาแฟตอนเช้าก็จะให้ร้านแขกขายโรตีมาทำโรตีขายอยู่หน้าบ้าน หน้าร้านกาแฟ อีกข้างนึงก็จะมีคนจีนทําปาท่องโก๋ขาย ปรากฎว่ากาแฟที่บ้านพ่อผมก็ขายดิบขายดีเพราะว่าคนอยากมากินปาท่องโก๋อยากมากินโรตีก็กิน ก็กินทั้งโรตีปาท่องโก๋ก็ขายกาแฟไป ช่วงนั้นเป็นร้านกาแฟร้านเดียวที่คนแน่นไปหมดนั่นก็คือว่ารู้จักทำ alliance หรือพันธมิตรทางธุรกิจ หรือเป็นการเสริมพลังกัน Synergy กัน

ผมไม่มีปาท่องโก๋ขาย แต่ผมมีกาแฟขายก็มาเสริมพลังกันเป็นทั้ง Synergy เป็น Business alliance เป็นธุรกิจที่เป็นพันธมิตรกัน
ตอนกลางวันพ่อผมก็ให้รถเข็นก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อมาขาย จนทำให้ผมเนี่ยทุกวันนี้ชอบกินแต่ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น เนื้อปาท่องโก๋ โรตีอยู่นั่นแหละเพราะมันกินตั้งแต่เด็กๆ

นั่นคือสิ่งที่เอาธุรกิจที่เก่าๆมาปรับประยุกต์กับธุรกิจที่วิธีคิดใหม่ๆ เทคโนโลยีก็ดีตลาดที่มันกว้างไกลกว่าเดิมก็ดีมันจะทำให้นักธุรกิจเราเนี่ยแข็งแรงขึ้นที่พูดอย่างนี้ก็เลยอยากจะแนะนำให้ทุกคนได้ว่า เราทำธุรกิจเราต้องสร้างมิตรมากกว่าสร้างศัตรูเราต้องคิดว่าในประเทศนี้เรามีเพื่อนเยอะๆรวมกันให้แข็งแรงแล้วตลาดมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆตลาดต่างประเทศตลาดภูมิภาคมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการที่เรามีเพื่อนมี Connection เป็นเรื่องที่สำคัญ

แล้วนี่นะครับ know how สำคัญมากแต่ know who ยิ่งสำคัญกว่าเพราะฉะนั้นถ้ามีเพื่อน มี Connection มีเครือข่ายมีการประสานงานติดต่อข้ามประเทศอะไรบ้างเนี่ยก็จะทำให้ธุรกิจและแข็งแรง

เพราะฉะนั้นก็วันนี้ก็เลยอยากจะมาแนะนำว่าการทำธุรกิจยุคนี้อย่าไปคิดว่าคู่แข่งขันคือศัตรู เราต้องคิดว่าคู่แข่งขันคือผู้ที่จะต้องร่วมมือกันในการไปแข่งในพื้นที่อื่นบ้างหรือในการที่จะค้าขายร่วมกันบ้างนะครับ

ฝากแนะนำให้ท่านทั้งหลายว่าธุรกิจยุคนี้สร้างเพื่อนเถอะครับ สร้างเพื่อนเยอะๆแล้วเราจะแข็งแรงครับ
ขอให้โชคดีในปี 2019 – 2020 ความผันผวนทางเศรษฐกิจ สาธุอย่าให้มี แต่ถ้ามีแล้วก็ขอให้นักธุรกิจไทยอยู่รอดปลอดภัยทุกคนครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ

ดร.ทักษิณกับธุรกิจคอนโดมิเนียม

ดร.ทักษิณกับธุรกิจคอนโดมิเนียม

บทเรียนสำคัญในการเริ่มต้นชีวิต Entrepreneur ของดร.ทักษิณนั้นเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่หลายคนเรียกว่า “ทำอะไรก็ล้มเหลว” เนื่องจากทุกธุรกิจที่ทำในตอนนั้นไม่เป็นไปอย่างที่คิด ซึ่งสร้างหนี้สินให้กับชีวิตมากมายจนท่านเองก็เคยถามตัวเองว่าจะ “เลิกดีมั้ย?” มาหลายต่อหลายครั้งแต่สุดท้ายก็ไม่เคยย่อท้อ

ในทศวรรษที่ 2520 หลังปิดธุรกิจค้าขายผ้าไหม และกิจการโรงภาพยนตร์  ดร.ทักษิณ ได้หันเข้าสู่วงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะมองว่าธุรกิจการสร้างที่อยู่อาศัยในเมืองที่กำลังมีการขยายตัวอย่างกรุงเทพมหานครนั้นเป็นธุรกิจที่น่าจะเติบโตดี โดยในขณะนั้นโฟกัสไปที่การสร้างที่อยู่อาศัยที่เป็นตึกสูง ซึ่งถือเป็นแนวคิดใหม่มากสำหรับผู้คนในยุคนั้นที่อยู่ในเมืองที่เพิ่งเริ่มพัฒนาและประชากรเกือบทั้งหมดยังอาศัยอยู่ในบ้าน , ทาวน์เฮ้าส์และตึกแถว การขายอาคารชุดที่อยู่อาศัยมีสูงที่สุดก็มักจะไม่เกิน 2-3 ชั้นเพราะคนกรุงเทพยังไม่คุ้นชินกับการอาศัยอยู่ในอาคารที่สูงมาก ๆ 

ขณะที่สื่อในขณะนั้นก็มีส่วนในการสร้างทัศนคติต่อตึกสูงไปในทางที่ไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัย นักเขียนคอลัมน์ที่มีชื่อเสียงรายหนึ่งเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์คัดค้านอย่างรุนแรงที่จะให้มีการสร้างตึกสูงสำหรับอยู่อาศัย โดยให้เหตุผลว่าตึกสูงเกิดไฟไหม้ได้ง่าย ทำให้ทัศนคติของคนกรุงเทพที่มีต่อตึกสูงนั้นไม่สู้ดีนัก

แต่ดร.ทักษิณ มองเห็นว่าถ้าเมืองอย่างกรุงเทพจะต้องเติบโต ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องถูกบังคับให้การอยู่อาศัยกลางเมืองนั้นต้องขึ้นสูง ทั้งจากประชากรรุ่นใหม่วัยทำงานที่เป็นที่ต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงแรงกดดันของประชากรที่ต้องทำมาหากิน ขณะที่การเดินทางจากบ้านไปที่ทำงานจะเริ่มไกลขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจัยทั้งหมดนี้จะมีผลทำให้ทรัพยากรคือที่ดินกลางเมืองนั้นจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของทุกคนซึ่งในที่สุดก็จะตามมาด้วยราคาที่ดินที่จะสูงมากขึ้นจนคนหนึ่งคนสู้ราคาไม่ไหว การขึ้นสูงและแบ่งกันอยู่จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่กรุงเทพไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดร.ทักษิณจึงได้ตัดสินใจทุบทิ้งโรงภาพยนตร์ที่ตั้งอยู่ในย่านราชวัตรมูลค่า 18 ล้านบาท และกู้ยืมเงินธนาคารมาเพิ่มเติมอีก 20 ล้านบาท เพื่อเตรียมสร้างคอนโดมิเนียมที่มีความสูง 15 ชั้น ซึ่งถือว่าเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่แหวกแนวอย่างมากในเวลานั้น

แต่หลังจากได้รับอนุมัติเงินกู้มาเริ่มเดินหน้าก่อสร้างโครงการนี้ได้เพียงไม่นาน กระทรวงมหาดไทยก็ออกกฎระเบียบใหม่ห้ามสร้างตึกสูงเกินกว่า 7 ชั้นในเขตใจกลางเมือง โครงการอาคารที่อยู่อาศัย 15 ชั้นของดร.ทักษิณจึงจำเป็นจะต้องเหลือเพียง 7 ชั้นเท่านั้น ความเป็นไปได้ทุกอย่างของโครงการที่คิดเอาไว้นั้นพังทลายลงหมดพร้อมกับหนี้สิน 20 ล้านบาทที่มาอยู่ในมือแล้วเรียบร้อย

มิหนำซ้ำในช่วงเวลาที่กำลังก่อสร้าง มีภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องหนึ่งก็ช่วยซ้ำเติมให้สถานการณ์การขายคอนโดมิเนียมย่ำแย่ลงไปด้วย นั่นก็คือภาพยนตร์เรื่อง ‘The Towering Inferno’ (ตึกนรก) ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมของผู้คนจำนวนมากที่ต้องตายไปอันเนื่องมาจากไฟไหม้ตึกสูงและความผิดพลาดที่ทำให้ไม่สามารถจะช่วยเหลือหรือกู้ภัยได้ทันท่วงที เจอหนังแบบนี้ทำให้คนไทยที่แต่เดิมทีก็นิยมปลูกบ้านเตี้ยๆ อยู่แล้ว เมื่อได้เห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวนี้แล้วยิ่งทำให้ไม่มีใครอยากอาศัยบนตึกสูงเข้าไปอีก

เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ นอกจากเพื่อนสนิทของ ดร.ทักษิณ ไม่กี่คนที่ซื้อห้องชุดไปจำนวนหนึ่งแล้วนั้น ส่วนที่เหลือก็ไม่มีใครสนใจอีกเลย การ “สร้างเสร็จแล้วขายไม่ออก” ครั้งนั้นทำให้หนี้สินและดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายของ ดร.ทักษิณ ทวีคูณขึ้นไปเป็น 50 ล้านบาทในเวลาไม่นาน

หนังสือ THAKSIN’ S 24 HRS. AFTER THE COUP ซึ่งแปลบทสัมภาษณ์ของ ดร.ทักษิณ ซึ่งเคยตีพิมพ์เป็นภาษาจีนโดยหนังสือพิมพ์หมิงเป้า และเปิดตัวในงาน  Hong Kong Book Fair ระบุไว้ว่า “ดร.ทักษิณ เคยมีความคิดจะเลิกล้มทำธุรกิจ เพราะไม่ว่าประกอบกิจการด้านใดก็ล้มเหลว ยิ่งทำยิ่งขาดทุน เขาแทบจะไม่กล้าคิดเลยว่าหากอดรนทนทำต่อไปหนี้สินจะยิ่งสูงท่วมขึ้นมาอีกเท่าไร ดร.ทักษิณ คิดว่าบางทีตนเองอาจไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นนักธุรกิจ แต่ว่าหนี้สินจำนวนมากที่แบกรับอยู่ขณะนี้จะทำฉันใดดี หากอาศัยรายได้จากการเป็นข้าราชการชาตินี้ทั้งชาติก็คงชดใช้หนี้ไม่หมด” ซึ่งหนี้สินก้อนใหญ่ก้อนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ ดร.ทักษิณ ลาออกจากราชการขณะมียศเป็นพันตำรวจโท เพื่อมาทำธุรกิจอย่างเต็มตัวในที่สุด

การแข่งขันในธุรกิจเคเบิลทีวี

การแข่งขันในธุรกิจเคเบิลทีวี

อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ (Alvin Toffler) นักอนาคตศาสตร์เคยทำนายเอาไว้ในหนังสือ The Third Wave ว่าในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารนั้น “ความเร็ว” ในการรับรู้ข่าวสารถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องการ และธุรกิจที่นำเอาข้อมูลข่าวสารไปถึงผู้คนที่ต้องการนั่นแหละที่จะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุด “Information has become the world’s fastest growing and most important industry.” 

ดร.ทักษิณมีความเห็นว่าการเข้าถึงข้อมูลใน “คลื่นลูกที่สาม” นั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อผู้คนที่ต้องการพัฒนาตัวเองให้พ้นจากกับดักของคลื่นลูกที่สองที่สร้างจากระบบโครงสร้างแบบอุตสาหกรรมที่มีมาแต่เดิม และผู้คนจะต้องการความเป็น Personalised มากกว่าสิ่งที่ได้จากการนำเสนอและเรียนรู้กันแบบ Industrialised ที่เหมือนกันไปหมดทุกคนและได้รับการยกระดับไปทีละขั้น จากนี้เมื่อผู้คนรับรู้แล้วว่าพวกเขามีทางเลือกมากกว่าที่เคยมี โลกจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

หนึ่งในข้อมูลที่ว่านี้ก็คือการได้รับข่าวสารที่ตัวเองสนใจ เพื่อรับรู้ให้เร็วขึ้น เพื่อเรียนรู้ให้กว้างขวางขึ้น หรือเพื่อผ่อนคลายได้ตามใจชอบมากขึ้น ดังนั้นการที่ประเทศไทยมีทางเลือกในการรับชมโทรทัศน์จากสถานีโทรทัศน์ที่มีจำนวนแค่ห้าช่องในตอนนั้นจึงน้อยเกินไปที่จะทำให้คนไทยเข้าถึงพลังของคลื่นลูกที่สาม ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันในตอนนั้นมีผู้รับชมเคเบิลทีวีแบบเสียค่าสมาชิกรายเดือนเพื่อดูรายการที่ตัวเองต้องการในสหรัฐถึง 50 ล้านคน ซึ่งมีผลทำให้ผู้คนในสหรัฐรับรู้ข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและหลากหลายอย่างมาก ดร.ทักษิณมีความสนใจในเรื่องนี้จึงจัดตั้งบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง จำกัด (ไอบีซี) แล้วนำเสนอโครงการเคเบิลทีวีต่อองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) ในปีพ.ศ. 2528 เพื่อพิจารณาขอความเห็นชอบ แต่ได้รับการปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า “ยังใหม่เกินไป คนไทยยังไม่พร้อมที่จะจ่ายเงินรายเดือนเพื่อดูโทรทัศน์” 

หลังจากนั้นอีกสี่ปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเปลี่ยนไปสองคน รัฐบาลไทยได้เปิดประมูลและอนุมัติสัมปทานเคเบิลทีวีในที่สุด ซึ่งคนที่เตรียมตัวมานานที่สุดอย่างดร.ทักษิณก็ไม่พลาดการประมูลครั้งนั้นและเป็นผู้ชนะที่ได้รับสัมปทานไปอย่างไม่เกินคาดนัก โดยที่ไอบีซีเคเบิลทีวีเริ่มออกอากาศครั้งแรกในเดือนกันยายน 2532 มีเงินลงทุนเริ่มต้นไปมากกว่า 50 ล้านบาทและมีการลงทุนต่อเนื่องเพื่อให้คนไทยได้รับชมรายการที่น่าสนใจจากต่างประเทศเป็นครั้งแรกเช่นรายการข่าว (CNN) รายการกีฬา (ESPN) และรายการบันเทิง (HBO) รวมถึงช่องอื่น ๆ ที่เพิ่มเติมมาอีกหลายช่อง จึงต้องลงทุนต่อเนื่องอีกเดือนละ 4-5 ล้านบาท มีรายได้จากการเก็บค่าสมาชิกเดือนละ 600 บาท คนไทยจึงมีโอกาสได้รับข้อมูลข่าวสารระดับโลกถึงบ้านเป็นครั้งแรก

เพียงแค่ปีเดียว อสมท. ได้เปิดสัมปทานเคเบิลทีวีใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งสัมปทาน โดยผู้ชนะการประมูลครั้งใหม่นี้คือกลุ่มธนายงซึ่งใช้ชื่อธุรกิจว่า “ไทยสกายทีวี” ซึ่งทำให้การแข่งขันเริ่มดุเดือดขึ้นทันที เนื่องจากไทยสกายทีวีมีจุดเด่นที่การทำข่าวภายในประเทศและมีช่องรายการภาพยนตร์จีน โดยพ่วงเอาส่วนลดในการชมคอนเสิร์ตและกีฬานัดสำคัญเข้าไปภายในแพ็กเกจสมาชิกเดือนละ 1,000 บาทด้วย

เมื่อลูกค้าเริ่มตื่นตัว ตลาดเริ่มเติบโต การแข่งขันก็รุนแรงขึ้นตามลำดับ การลดแลกแจกแถมเพื่อแย่งชิงลูกค้าก็เป็นส่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในธุรกิจเคเบิลทีวีนั้นมีกลยุทธ์ที่มากมายกว่านั้น เช่นการแพร่ภาพช่องรายการของตัวเองบางช่องเข้าสู่ระบบสัญญาณของคู่แข่งเพื่อดึงดูดสมาชิกให้เปลี่ยนค่ายหรือแม้กระทั่งการจับได้ว่ามีการส่งคนมาทำงานเพื่อส่งข้อมูลสำคัญกลับไปให้คู่แข่งเป็นต้น

“ตอนแข่งขันกับธนายง การต่อสู้มันชัดเจนว่าเราชนะแต่เขายื้อมันก็เลยแรงขึ้น แต่แรงแล้วจบหรือเปล่ามันก็จบครับ ผมเจอคุณคีรีก็ทักกันดีไม่มีอะไร เราแข่งขันเรื่องเคเบิลทีวีระหว่างแข่งขันเกมอาจแรงไปนิดเป็นเรื่องธรรมดา” 

ดร.ทักษิณ กล่าวให้สัมภาษณ์เอาไว้ในหนังสือ “ทักษิณ ชินวัตร อัศวินคลื่นลูกที่สาม”

ดร.ทักษิณ นำพาไอบีซีเติบโตจนเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้สำเร็จในปี 2534 ด้วยหุ้นที่จดทะเบียน 36 ล้านหุ้น  มูลค่าในตลาดฯรวม 11,736 ล้านบาท     

แต่แล้วในปี 2536 มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาตลาดเคเบิลทีวีคือ ยูทีวี บริษัทในเครือเทเลคอมเอเชีย ที่ได้รับสัมปทานจาก อสมท. เช่นเดียวกัน การแข่งขันที่รุนแรงก็ยังดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนเมื่อเกิดวิกฤตการเงินในเอเชียในปีพ.ศ. 2540 ไอบีซี ตัดสินใจควบรวมกิจการกับ ยูทีวี และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ยูไนเต็ด บรอดคาสติง คอร์ปอเรชัน จำกัด หรือ ยูบีซี   แต่ไม่นาน ดร.ทักษิณก็ขายหุ้นยูบีซีทั้งหมดให้กับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท เทเลคอมเอเชีย จำกัด (มหาชน) จนมาเป็นทรู  วิชันส์ในปัจจุบัน   

“ผมเป็นคนชอบสร้างมิตร ไม่ชอบสร้างศัตรู แต่ถ้าจำเป็นต้องมีศัตรูก็ไม่รังเกียจ คนเราเกิดมามีมิตรเป็นเรื่องสนุกมาก มีศัตรูไม่ใช่เรื่องดีเลย ผมถือว่าการแข่งขันทางธุรกิจคือเกมกีฬา จบก็จบ เกมใหม่ค่อยว่ากัน วันนึงข้างหน้าเราอาจแข่งขันกันใหม่หรือกลับมาอยู่ข้างเดียวกันก็ได้”

ดร.ทักษิณ ชินวัตร
ธุรกิจให้เช่าคอมพิวเตอร์

ธุรกิจให้เช่าคอมพิวเตอร์

บิล เกตส์ก่อตั้งไมโครซอฟต์เมื่อปี 2518 และสตีฟ จ็อบส์ก็ได้ก่อตั้งแอปเปิลในปีต่อมา ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจเทคโนโลยีกำลังเริ่มเบ่งบานทั้งทางด้านคอมพิวเตอร์ , ซอฟต์แวร์และเทเลคอม เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ดร.ทักษิณกำลังศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกอยู่ในสหรัฐอเมริกา จึงซึมซับเอาบรรยากาศของความคึกคักก้าวหน้าที่เทคโนโลยีกำลังสร้างขึ้นมาให้แก่โลกนั้นมาอยู่ในตัว

เมื่อกลับมาที่เมืองไทยและเริ่มรับราชการไปพร้อม ๆ กับสร้างธุรกิจเล็ก ๆ ไปพร้อมกัน ดร.ทักษิณที่มีความสนใจเทคโนโลยีเป็นทุนเดิมนั้นก็ยังคงหาลู่ทางใหม่ที่จะเข้าสู่ธุรกิจเทคโนโลยีอยู่เสมอ แต่ก็ยังพอจะจดจำรสชาติของความผิดพลาดในธุรกิจค้าผ้าไหม , ธุรกิจโรงหนังและที่จำได้แม่นที่สุดคือการเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตจากธุรกิจคอนโดมิเนียมได้ดี ก้าวนี้ของดร.ทักษิณจึงเต็มไปด้วยความระมัดระวังซึ่งทำให้ธุรกิจเริ่มต้นและเติบโตได้ดี แต่ก็ไม่วายต้องมีเหตุการณ์สำคัญที่จะต้องเป็นบทเรียนอันเจ็บปวดอีกครั้งของชีวิต

IBM System 360 Tape Drive – License : Attribution 2.0 Generic (CC BY 2.0) , Erik Pitti : Wikimedia Commons

ในช่วงพ.ศ.2517-2520 นั้นธุรกิจใหญ่ในประเทศไทยเริ่มนำคอมพิวเตอร์มาใช้กันบ้างแล้ว เช่นธนาคารกรุงเทพ  และ ปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งผู้ค้ารายใหญ่เป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ระดับโลกเช่น IBM ที่มาเปิดสำนักงานในประเทศไทยและขายให้กับลูกค้าองค์กรใหญ่ที่สนใจโดยตรงโดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่กำลังเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก แต่มักจะติดปัญหาเรื่องงบประมาณที่ยังไม่ถูกจัดสรรมาลงทุนทางด้านนี้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจึงต้องพยายามที่จะขอเช่ามากกว่าซื้อ และอีกหนึ่งปัญหาที่สร้างอุปสรรคในการจัดหาคอมพิวเตอร์มาใช้ในหน่วยงานราชการคือการชำระเงินที่จะต้องทำเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

หลังจากที่มองเห็นปัญหาและได้เริ่มการเจรจาหาช่องทางธุรกิจกับผู้ค้ารายใหญ่อย่าง IBM ในปี 2525 ดร.ทักษิณตัดสินใจก่อตั้ง “ห้างหุ้นส่วน ไอซีเอสไอ จำกัด” เพื่อดำเนินธุรกิจให้เช่าคอมพิวเตอร์อย่างเป็นทางการ โดยห้างหุ้นส่วนนี้ทำการซื้อคอมพิวเตอร์จากต่างประเทศเป็นเงินสกุลดอลลาร์แล้วนำมาให้หน่วยงานรัฐที่สนใจใช้บริการเช่าคอมพิวเตอร์โดยชำระเป็นเงินบาทตามงบประมาณที่มี ถือเป็น Win-Win Situation ตามค่านิยมในการทำธุรกิจของดร.ทักษิณ

ลูกค้าหลักของ ดร.ทักษิณในขณะนั้นคือหน่วยงานรัฐบาลและสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยที่ต้องการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งลูกค้ารายแรกที่สำคัญคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและตามมาด้วยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

ก้าวถึงปีที่ 2 ของการทำธุรกิจ ดร.ทักษิณสามารถประมูลโครงการได้รวดเดียว 8 โครงการ ทำให้ ดร.ทักษิณตัดสินใจขยายกิจการด้วยการหาเงินมาลงทุนเพิ่มอีก 20 ล้านบาท และเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียนจากห้างหุ้นส่วนมาเป็น ‘บริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ จำกัด’ [ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ชินวัตรเทเลคอม จำกัด (มหาชน)] ขยายการดำเนินธุรกิจการให้บริการครบวงจรทั้งจำหน่าย ให้เช่าและซ่อมแซมเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งธุรกิจนี้ก็ดำเนินไปได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ก็เกิดเหตุขึ้นในปี พ.ศ. 2527 ที่เงินบาทถูกลดค่าลงอย่างหนักจาก 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ 21 บาทกลายเป็น 26 บาทในทันที การที่ค่าเงินเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ทำให้ ดร.ทักษิณ ขาดทุนเกือบ 20 ล้านบาทโดยที่ธุรกิจยังคงต้องดำเนินต่อไป

ขณะที่ค่าเงินบาทจะยิ่งมีแนวโน้มตกต่ำลงอีกจากสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลก ธนาคารที่เป็นผู้ให้สินเชื่อมาทำธุรกิจก็เกรงว่า ดร.ทักษิณจะไม่มีปัญญาใช้หนี้จึงเสนอให้เขาแปลงทรัพย์สินที่ปลอดภัยกว่า โดยแนะนำให้แลกเป็นเงินฟรังก์สวิสซึ่งธนาคารให้ความเห็นว่าน่าจะมีเสถียรภาพมากกว่าดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งดร.ทักษิณก็เห็นด้วยและตัดสินใจแปลงหนี้เป็นสกุลเงินใหม่ทันที แต่เรื่องก็กลับยิ่งเลวร้ายในเวลาอันรวดเร็วเพราะอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับเงินฟรังก์สวิสก็ได้รับผลกระทบไปด้วยจากที่เคยมีอัตราแลกเปลี่ยนที่ 13 บาท ต่อ 1 ฟรังก์กลายเป็น 22 บาทต่อ 1 ฟรังก์สวิส ยิ่งลดรุนแรงกว่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เสียอีก ทำให้ในขณะนั้น ดร.ทักษิณต้องแบกหนี้สินไม่ใช่แค่หลักสิบล้านบาทเท่าเดิมแต่จากการเปลี่ยนแปลงถึงสองเด้งในครั้งนี้ทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้นเป็น 200 ล้านบาท จากการตัดสินใจในครั้งนั้น

The Thaicom Moment

The Thaicom Moment

ช่วงต้นทศวรรษ 2530 เป็นช่วงที่ธุรกิจโทรคมนาคมของดร.ทักษิณนั้นเริ่มมั่นคงจนสามารถนำธุรกิจในเครือหลายบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถึงกระนั้นท่านก็ยังมองเห็นสิ่งที่ยังหายไปจากภาพใหญ่ของธุรกิจโทรคมนาคมของประเทศ ซึ่งนั่นก็คือ “การสื่อสารผ่านดาวเทียม” 

ถึงแม้ว่าในขณะนั้นทั่วทั้งประเทศไทยจะสามารถสื่อสารผ่านเครือข่ายภาคพื้นดินได้อย่างครอบคลุมแล้ว แต่ก็ยังมีจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ขาดไปอีกตัวหนึ่งนั่นคือช่องทางการสื่อสารข้อมูลผ่านทางอากาศทั้งแบบทั่วประเทศและข้ามประเทศของตัวเอง ซึ่งหลายสิบปีก่อนหน้านั้นประเทศไทยพึ่งพาอาศัยการเช่าช่องส่งสัญญาณดาวเทียมของชาติอื่นอยู่ตลอดเวลาทั้งที่เป็นกิจการในประเทศและกิจการระหว่างประเทศ เช่นการสื่อสารข้อมูลระหว่างองค์กร หรือแม้แต่การถ่ายทอดสัญญาณภาพต่าง ๆ ก็ต้องเช่าใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมของชาติอื่นทั้งสิ้น

อีกหลายตัวอย่างที่เป็นปัญหาการสื่อสารของประเทศไทยในช่วงนั้นคือต้นทุนและคุณภาพของการส่งสัญญาณให้ได้ทั่วประเทศ โดยจะเห็นการแยกกันของ Media ทั้งหลายเช่นการส่งสัญญาณทีวีผ่านเสาสูงของสถานีโทรทัศน์ภายในประเทศเช่นช่อง 3 , ช่อง 5 , ช่อง 7 , ช่อง 9 ที่นอกจากต่างคนต่างยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศเพราะการติดตั้งเสาสัญญาณในแต่ละท้องถิ่นที่ไม่เท่ากันแล้วยังต่างคนต่างแพร่ภาพด้วยคุณภาพที่ต่างกันอีกด้วย ขณะที่เสาสัญญาณที่ใช้สื่อสารโทรคมนาคมเช่นระบบโทรศัพท์ไร้สายและการส่งข้อความก็แยกออกไปอีกชนิดหนึ่ง ส่วนระบบการสัญญาณโทรศัพท์ตามบ้านก็แยกออกไปอีกเส้นทางหนึ่ง เมื่อต่างคนต่างทำเช่นนี้ก็มีผลทำให้ต่างคนต่างมีต้นทุนในการให้บริการสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงกับผู้บริโภคที่เป็นผู้รับภาระในขั้นสุดท้าย

ในเวลานั้นดร.ทักษิณเชื่อว่าอนาคตอีกไม่ไกล การรวมตัวกัน (Merriage) ของการส่งสัญญาณ Data , Telecom , Media และ Computer นั้นกำลังจะเกิดขึ้นจนทำให้เกิดการสื่อสารแบบใหม่ ๆ ในราคาที่เป็นไปได้ (เช่นการเกิดเทเลคอนเฟอร์เรนซ์ที่มีทั้งภาพและเสียงพร้อมกัน) ซึ่งตัวเชื่อมสำคัญในเรื่องนี้คือ “ดาวเทียม” ที่จะทำหน้าที่ส่งผ่านสัญญาณทุกชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ , ทำให้ต้นทุนของธุรกิจสื่อสารนั้นถูกลงและเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ

แต่ด้วยความที่ประเทศไทยในเวลานั้นถือว่าดาวเทียมยังเป็นเรื่องไกลตัว เลยยังไม่ได้สนใจสร้างและพัฒนากิจการนี้มากนัก เหตุผลสำคัญก็คือทุกองค์กรยังสามารถเช่าใช้ช่องสัญญาณบางช่องของดาวเทียมที่ประเทศเพื่อนบ้านเป็นเจ้าของได้อยู่ แต่ดร.ทักษิณเห็นว่าควรที่จะเริ่มมีช่องสัญญาณเป็นของตัวเองได้แล้วโดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังเติบโตและการสื่อสารกำลังจะเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับทุกคน ในที่สุด ดร.ทักษิณ จึงตั้งบริษัทใหม่ในปี 2533 เพื่อทำธุรกิจดาวเทียม และเตรียมตัวเข้าร่วมประมูลสัมปทานดาวเทียมในยุคของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยจะต้องแข่งกับบริษัทต่างชาติและบริษัทร่วมทุนของต่างชาติอีก 5 ราย

“คราวนี้เรามีความพร้อมมากกว่าโครงการใดๆ ที่ผ่านมาเนื่องจากได้อาศัยใบบุญความสำเร็จของโครงการก่อนหน้า ไม่ต้องเตรียมงานแบบยาจกเหมือนโปรเจ็กต์อื่น ผมจึงเชื่อมั่นอย่างเราจะต้องประมูลได้แน่นอน”

ดร.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวถึงความมั่นใจในการเข้าร่วมประมูลสัมปทานดาวเทียมในปี 2533

ผลการเปิดซองประมูล บริษัท ชินวัตร แซทเทลไลต์ จำกัด (มหาชน) ได้รับเลือกเป็นผู้ชนะโดยเสนอได้ผลประโยชน์ให้รัฐสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งที่ 15.33% ตลอดอายุสัมปทาน 30 ปี และรับประกันผลกำไรขั้นต่ำไว้ที่ 1,350 ล้านบาท หักปากกาเซียนหลายรายที่ปรามาสเอาไว้มากมาย เช่นดูถูกว่าเป็น “บริษัทห้องแถว” เพราะในตอนเริ่มต้นกิจการนั้นเป็นบริษัทที่ไม่มีชื่อเสียง ตอนที่ตั้งกิจการใหม่เอี่ยมก็มีพนักงานแค่ 8 ท่านเท่านั้น

อีกสามปีต่อมา ดาวเทียมไทยคม ซึ่งเป็นดาวเทียมดวงแรกของประเทศไทยถูกส่งขึ้นวงโคจรจากฐานส่งจรวดขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) ที่ประเทศเฟรนช์กิอานา โดยเป็นชื่อพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ “ไทยคม” และมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพิธีส่งดาวเทียมตามคำกราบบังคมทูลเชิญของบริษัท ชินวัตร แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ด้วย