ดร.ทักษิณกับธุรกิจคอนโดมิเนียม

ดร.ทักษิณกับธุรกิจคอนโดมิเนียม

บทเรียนสำคัญในการเริ่มต้นชีวิต Entrepreneur ของดร.ทักษิณนั้นเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่หลายคนเรียกว่า “ทำอะไรก็ล้มเหลว” เนื่องจากทุกธุรกิจที่ทำในตอนนั้นไม่เป็นไปอย่างที่คิด ซึ่งสร้างหนี้สินให้กับชีวิตมากมายจนท่านเองก็เคยถามตัวเองว่าจะ “เลิกดีมั้ย?” มาหลายต่อหลายครั้งแต่สุดท้ายก็ไม่เคยย่อท้อ

ในทศวรรษที่ 2520 หลังปิดธุรกิจค้าขายผ้าไหม และกิจการโรงภาพยนตร์  ดร.ทักษิณ ได้หันเข้าสู่วงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะมองว่าธุรกิจการสร้างที่อยู่อาศัยในเมืองที่กำลังมีการขยายตัวอย่างกรุงเทพมหานครนั้นเป็นธุรกิจที่น่าจะเติบโตดี โดยในขณะนั้นโฟกัสไปที่การสร้างที่อยู่อาศัยที่เป็นตึกสูง ซึ่งถือเป็นแนวคิดใหม่มากสำหรับผู้คนในยุคนั้นที่อยู่ในเมืองที่เพิ่งเริ่มพัฒนาและประชากรเกือบทั้งหมดยังอาศัยอยู่ในบ้าน , ทาวน์เฮ้าส์และตึกแถว การขายอาคารชุดที่อยู่อาศัยมีสูงที่สุดก็มักจะไม่เกิน 2-3 ชั้นเพราะคนกรุงเทพยังไม่คุ้นชินกับการอาศัยอยู่ในอาคารที่สูงมาก ๆ 

ขณะที่สื่อในขณะนั้นก็มีส่วนในการสร้างทัศนคติต่อตึกสูงไปในทางที่ไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัย นักเขียนคอลัมน์ที่มีชื่อเสียงรายหนึ่งเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์คัดค้านอย่างรุนแรงที่จะให้มีการสร้างตึกสูงสำหรับอยู่อาศัย โดยให้เหตุผลว่าตึกสูงเกิดไฟไหม้ได้ง่าย ทำให้ทัศนคติของคนกรุงเทพที่มีต่อตึกสูงนั้นไม่สู้ดีนัก

แต่ดร.ทักษิณ มองเห็นว่าถ้าเมืองอย่างกรุงเทพจะต้องเติบโต ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องถูกบังคับให้การอยู่อาศัยกลางเมืองนั้นต้องขึ้นสูง ทั้งจากประชากรรุ่นใหม่วัยทำงานที่เป็นที่ต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงแรงกดดันของประชากรที่ต้องทำมาหากิน ขณะที่การเดินทางจากบ้านไปที่ทำงานจะเริ่มไกลขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจัยทั้งหมดนี้จะมีผลทำให้ทรัพยากรคือที่ดินกลางเมืองนั้นจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของทุกคนซึ่งในที่สุดก็จะตามมาด้วยราคาที่ดินที่จะสูงมากขึ้นจนคนหนึ่งคนสู้ราคาไม่ไหว การขึ้นสูงและแบ่งกันอยู่จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่กรุงเทพไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดร.ทักษิณจึงได้ตัดสินใจทุบทิ้งโรงภาพยนตร์ที่ตั้งอยู่ในย่านราชวัตรมูลค่า 18 ล้านบาท และกู้ยืมเงินธนาคารมาเพิ่มเติมอีก 20 ล้านบาท เพื่อเตรียมสร้างคอนโดมิเนียมที่มีความสูง 15 ชั้น ซึ่งถือว่าเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่แหวกแนวอย่างมากในเวลานั้น

แต่หลังจากได้รับอนุมัติเงินกู้มาเริ่มเดินหน้าก่อสร้างโครงการนี้ได้เพียงไม่นาน กระทรวงมหาดไทยก็ออกกฎระเบียบใหม่ห้ามสร้างตึกสูงเกินกว่า 7 ชั้นในเขตใจกลางเมือง โครงการอาคารที่อยู่อาศัย 15 ชั้นของดร.ทักษิณจึงจำเป็นจะต้องเหลือเพียง 7 ชั้นเท่านั้น ความเป็นไปได้ทุกอย่างของโครงการที่คิดเอาไว้นั้นพังทลายลงหมดพร้อมกับหนี้สิน 20 ล้านบาทที่มาอยู่ในมือแล้วเรียบร้อย

มิหนำซ้ำในช่วงเวลาที่กำลังก่อสร้าง มีภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องหนึ่งก็ช่วยซ้ำเติมให้สถานการณ์การขายคอนโดมิเนียมย่ำแย่ลงไปด้วย นั่นก็คือภาพยนตร์เรื่อง ‘The Towering Inferno’ (ตึกนรก) ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมของผู้คนจำนวนมากที่ต้องตายไปอันเนื่องมาจากไฟไหม้ตึกสูงและความผิดพลาดที่ทำให้ไม่สามารถจะช่วยเหลือหรือกู้ภัยได้ทันท่วงที เจอหนังแบบนี้ทำให้คนไทยที่แต่เดิมทีก็นิยมปลูกบ้านเตี้ยๆ อยู่แล้ว เมื่อได้เห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวนี้แล้วยิ่งทำให้ไม่มีใครอยากอาศัยบนตึกสูงเข้าไปอีก

เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ นอกจากเพื่อนสนิทของ ดร.ทักษิณ ไม่กี่คนที่ซื้อห้องชุดไปจำนวนหนึ่งแล้วนั้น ส่วนที่เหลือก็ไม่มีใครสนใจอีกเลย การ “สร้างเสร็จแล้วขายไม่ออก” ครั้งนั้นทำให้หนี้สินและดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายของ ดร.ทักษิณ ทวีคูณขึ้นไปเป็น 50 ล้านบาทในเวลาไม่นาน

หนังสือ THAKSIN’ S 24 HRS. AFTER THE COUP ซึ่งแปลบทสัมภาษณ์ของ ดร.ทักษิณ ซึ่งเคยตีพิมพ์เป็นภาษาจีนโดยหนังสือพิมพ์หมิงเป้า และเปิดตัวในงาน  Hong Kong Book Fair ระบุไว้ว่า “ดร.ทักษิณ เคยมีความคิดจะเลิกล้มทำธุรกิจ เพราะไม่ว่าประกอบกิจการด้านใดก็ล้มเหลว ยิ่งทำยิ่งขาดทุน เขาแทบจะไม่กล้าคิดเลยว่าหากอดรนทนทำต่อไปหนี้สินจะยิ่งสูงท่วมขึ้นมาอีกเท่าไร ดร.ทักษิณ คิดว่าบางทีตนเองอาจไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นนักธุรกิจ แต่ว่าหนี้สินจำนวนมากที่แบกรับอยู่ขณะนี้จะทำฉันใดดี หากอาศัยรายได้จากการเป็นข้าราชการชาตินี้ทั้งชาติก็คงชดใช้หนี้ไม่หมด” ซึ่งหนี้สินก้อนใหญ่ก้อนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ ดร.ทักษิณ ลาออกจากราชการขณะมียศเป็นพันตำรวจโท เพื่อมาทำธุรกิจอย่างเต็มตัวในที่สุด

การแข่งขันในธุรกิจเคเบิลทีวี

การแข่งขันในธุรกิจเคเบิลทีวี

อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ (Alvin Toffler) นักอนาคตศาสตร์เคยทำนายเอาไว้ในหนังสือ The Third Wave ว่าในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารนั้น “ความเร็ว” ในการรับรู้ข่าวสารถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องการ และธุรกิจที่นำเอาข้อมูลข่าวสารไปถึงผู้คนที่ต้องการนั่นแหละที่จะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุด “Information has become the world’s fastest growing and most important industry.” 

ดร.ทักษิณมีความเห็นว่าการเข้าถึงข้อมูลใน “คลื่นลูกที่สาม” นั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อผู้คนที่ต้องการพัฒนาตัวเองให้พ้นจากกับดักของคลื่นลูกที่สองที่สร้างจากระบบโครงสร้างแบบอุตสาหกรรมที่มีมาแต่เดิม และผู้คนจะต้องการความเป็น Personalised มากกว่าสิ่งที่ได้จากการนำเสนอและเรียนรู้กันแบบ Industrialised ที่เหมือนกันไปหมดทุกคนและได้รับการยกระดับไปทีละขั้น จากนี้เมื่อผู้คนรับรู้แล้วว่าพวกเขามีทางเลือกมากกว่าที่เคยมี โลกจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

หนึ่งในข้อมูลที่ว่านี้ก็คือการได้รับข่าวสารที่ตัวเองสนใจ เพื่อรับรู้ให้เร็วขึ้น เพื่อเรียนรู้ให้กว้างขวางขึ้น หรือเพื่อผ่อนคลายได้ตามใจชอบมากขึ้น ดังนั้นการที่ประเทศไทยมีทางเลือกในการรับชมโทรทัศน์จากสถานีโทรทัศน์ที่มีจำนวนแค่ห้าช่องในตอนนั้นจึงน้อยเกินไปที่จะทำให้คนไทยเข้าถึงพลังของคลื่นลูกที่สาม ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันในตอนนั้นมีผู้รับชมเคเบิลทีวีแบบเสียค่าสมาชิกรายเดือนเพื่อดูรายการที่ตัวเองต้องการในสหรัฐถึง 50 ล้านคน ซึ่งมีผลทำให้ผู้คนในสหรัฐรับรู้ข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและหลากหลายอย่างมาก ดร.ทักษิณมีความสนใจในเรื่องนี้จึงจัดตั้งบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง จำกัด (ไอบีซี) แล้วนำเสนอโครงการเคเบิลทีวีต่อองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) ในปีพ.ศ. 2528 เพื่อพิจารณาขอความเห็นชอบ แต่ได้รับการปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า “ยังใหม่เกินไป คนไทยยังไม่พร้อมที่จะจ่ายเงินรายเดือนเพื่อดูโทรทัศน์” 

หลังจากนั้นอีกสี่ปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเปลี่ยนไปสองคน รัฐบาลไทยได้เปิดประมูลและอนุมัติสัมปทานเคเบิลทีวีในที่สุด ซึ่งคนที่เตรียมตัวมานานที่สุดอย่างดร.ทักษิณก็ไม่พลาดการประมูลครั้งนั้นและเป็นผู้ชนะที่ได้รับสัมปทานไปอย่างไม่เกินคาดนัก โดยที่ไอบีซีเคเบิลทีวีเริ่มออกอากาศครั้งแรกในเดือนกันยายน 2532 มีเงินลงทุนเริ่มต้นไปมากกว่า 50 ล้านบาทและมีการลงทุนต่อเนื่องเพื่อให้คนไทยได้รับชมรายการที่น่าสนใจจากต่างประเทศเป็นครั้งแรกเช่นรายการข่าว (CNN) รายการกีฬา (ESPN) และรายการบันเทิง (HBO) รวมถึงช่องอื่น ๆ ที่เพิ่มเติมมาอีกหลายช่อง จึงต้องลงทุนต่อเนื่องอีกเดือนละ 4-5 ล้านบาท มีรายได้จากการเก็บค่าสมาชิกเดือนละ 600 บาท คนไทยจึงมีโอกาสได้รับข้อมูลข่าวสารระดับโลกถึงบ้านเป็นครั้งแรก

เพียงแค่ปีเดียว อสมท. ได้เปิดสัมปทานเคเบิลทีวีใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งสัมปทาน โดยผู้ชนะการประมูลครั้งใหม่นี้คือกลุ่มธนายงซึ่งใช้ชื่อธุรกิจว่า “ไทยสกายทีวี” ซึ่งทำให้การแข่งขันเริ่มดุเดือดขึ้นทันที เนื่องจากไทยสกายทีวีมีจุดเด่นที่การทำข่าวภายในประเทศและมีช่องรายการภาพยนตร์จีน โดยพ่วงเอาส่วนลดในการชมคอนเสิร์ตและกีฬานัดสำคัญเข้าไปภายในแพ็กเกจสมาชิกเดือนละ 1,000 บาทด้วย

เมื่อลูกค้าเริ่มตื่นตัว ตลาดเริ่มเติบโต การแข่งขันก็รุนแรงขึ้นตามลำดับ การลดแลกแจกแถมเพื่อแย่งชิงลูกค้าก็เป็นส่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในธุรกิจเคเบิลทีวีนั้นมีกลยุทธ์ที่มากมายกว่านั้น เช่นการแพร่ภาพช่องรายการของตัวเองบางช่องเข้าสู่ระบบสัญญาณของคู่แข่งเพื่อดึงดูดสมาชิกให้เปลี่ยนค่ายหรือแม้กระทั่งการจับได้ว่ามีการส่งคนมาทำงานเพื่อส่งข้อมูลสำคัญกลับไปให้คู่แข่งเป็นต้น

“ตอนแข่งขันกับธนายง การต่อสู้มันชัดเจนว่าเราชนะแต่เขายื้อมันก็เลยแรงขึ้น แต่แรงแล้วจบหรือเปล่ามันก็จบครับ ผมเจอคุณคีรีก็ทักกันดีไม่มีอะไร เราแข่งขันเรื่องเคเบิลทีวีระหว่างแข่งขันเกมอาจแรงไปนิดเป็นเรื่องธรรมดา” 

ดร.ทักษิณ กล่าวให้สัมภาษณ์เอาไว้ในหนังสือ “ทักษิณ ชินวัตร อัศวินคลื่นลูกที่สาม”

ดร.ทักษิณ นำพาไอบีซีเติบโตจนเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้สำเร็จในปี 2534 ด้วยหุ้นที่จดทะเบียน 36 ล้านหุ้น  มูลค่าในตลาดฯรวม 11,736 ล้านบาท     

แต่แล้วในปี 2536 มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาตลาดเคเบิลทีวีคือ ยูทีวี บริษัทในเครือเทเลคอมเอเชีย ที่ได้รับสัมปทานจาก อสมท. เช่นเดียวกัน การแข่งขันที่รุนแรงก็ยังดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนเมื่อเกิดวิกฤตการเงินในเอเชียในปีพ.ศ. 2540 ไอบีซี ตัดสินใจควบรวมกิจการกับ ยูทีวี และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ยูไนเต็ด บรอดคาสติง คอร์ปอเรชัน จำกัด หรือ ยูบีซี   แต่ไม่นาน ดร.ทักษิณก็ขายหุ้นยูบีซีทั้งหมดให้กับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท เทเลคอมเอเชีย จำกัด (มหาชน) จนมาเป็นทรู  วิชันส์ในปัจจุบัน   

“ผมเป็นคนชอบสร้างมิตร ไม่ชอบสร้างศัตรู แต่ถ้าจำเป็นต้องมีศัตรูก็ไม่รังเกียจ คนเราเกิดมามีมิตรเป็นเรื่องสนุกมาก มีศัตรูไม่ใช่เรื่องดีเลย ผมถือว่าการแข่งขันทางธุรกิจคือเกมกีฬา จบก็จบ เกมใหม่ค่อยว่ากัน วันนึงข้างหน้าเราอาจแข่งขันกันใหม่หรือกลับมาอยู่ข้างเดียวกันก็ได้”

ดร.ทักษิณ ชินวัตร
ธุรกิจให้เช่าคอมพิวเตอร์

ธุรกิจให้เช่าคอมพิวเตอร์

บิล เกตส์ก่อตั้งไมโครซอฟต์เมื่อปี 2518 และสตีฟ จ็อบส์ก็ได้ก่อตั้งแอปเปิลในปีต่อมา ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจเทคโนโลยีกำลังเริ่มเบ่งบานทั้งทางด้านคอมพิวเตอร์ , ซอฟต์แวร์และเทเลคอม เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ดร.ทักษิณกำลังศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกอยู่ในสหรัฐอเมริกา จึงซึมซับเอาบรรยากาศของความคึกคักก้าวหน้าที่เทคโนโลยีกำลังสร้างขึ้นมาให้แก่โลกนั้นมาอยู่ในตัว

เมื่อกลับมาที่เมืองไทยและเริ่มรับราชการไปพร้อม ๆ กับสร้างธุรกิจเล็ก ๆ ไปพร้อมกัน ดร.ทักษิณที่มีความสนใจเทคโนโลยีเป็นทุนเดิมนั้นก็ยังคงหาลู่ทางใหม่ที่จะเข้าสู่ธุรกิจเทคโนโลยีอยู่เสมอ แต่ก็ยังพอจะจดจำรสชาติของความผิดพลาดในธุรกิจค้าผ้าไหม , ธุรกิจโรงหนังและที่จำได้แม่นที่สุดคือการเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตจากธุรกิจคอนโดมิเนียมได้ดี ก้าวนี้ของดร.ทักษิณจึงเต็มไปด้วยความระมัดระวังซึ่งทำให้ธุรกิจเริ่มต้นและเติบโตได้ดี แต่ก็ไม่วายต้องมีเหตุการณ์สำคัญที่จะต้องเป็นบทเรียนอันเจ็บปวดอีกครั้งของชีวิต

IBM System 360 Tape Drive – License : Attribution 2.0 Generic (CC BY 2.0) , Erik Pitti : Wikimedia Commons

ในช่วงพ.ศ.2517-2520 นั้นธุรกิจใหญ่ในประเทศไทยเริ่มนำคอมพิวเตอร์มาใช้กันบ้างแล้ว เช่นธนาคารกรุงเทพ  และ ปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งผู้ค้ารายใหญ่เป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ระดับโลกเช่น IBM ที่มาเปิดสำนักงานในประเทศไทยและขายให้กับลูกค้าองค์กรใหญ่ที่สนใจโดยตรงโดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่กำลังเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก แต่มักจะติดปัญหาเรื่องงบประมาณที่ยังไม่ถูกจัดสรรมาลงทุนทางด้านนี้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจึงต้องพยายามที่จะขอเช่ามากกว่าซื้อ และอีกหนึ่งปัญหาที่สร้างอุปสรรคในการจัดหาคอมพิวเตอร์มาใช้ในหน่วยงานราชการคือการชำระเงินที่จะต้องทำเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

หลังจากที่มองเห็นปัญหาและได้เริ่มการเจรจาหาช่องทางธุรกิจกับผู้ค้ารายใหญ่อย่าง IBM ในปี 2525 ดร.ทักษิณตัดสินใจก่อตั้ง “ห้างหุ้นส่วน ไอซีเอสไอ จำกัด” เพื่อดำเนินธุรกิจให้เช่าคอมพิวเตอร์อย่างเป็นทางการ โดยห้างหุ้นส่วนนี้ทำการซื้อคอมพิวเตอร์จากต่างประเทศเป็นเงินสกุลดอลลาร์แล้วนำมาให้หน่วยงานรัฐที่สนใจใช้บริการเช่าคอมพิวเตอร์โดยชำระเป็นเงินบาทตามงบประมาณที่มี ถือเป็น Win-Win Situation ตามค่านิยมในการทำธุรกิจของดร.ทักษิณ

ลูกค้าหลักของ ดร.ทักษิณในขณะนั้นคือหน่วยงานรัฐบาลและสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยที่ต้องการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งลูกค้ารายแรกที่สำคัญคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและตามมาด้วยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

ก้าวถึงปีที่ 2 ของการทำธุรกิจ ดร.ทักษิณสามารถประมูลโครงการได้รวดเดียว 8 โครงการ ทำให้ ดร.ทักษิณตัดสินใจขยายกิจการด้วยการหาเงินมาลงทุนเพิ่มอีก 20 ล้านบาท และเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียนจากห้างหุ้นส่วนมาเป็น ‘บริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ จำกัด’ [ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ชินวัตรเทเลคอม จำกัด (มหาชน)] ขยายการดำเนินธุรกิจการให้บริการครบวงจรทั้งจำหน่าย ให้เช่าและซ่อมแซมเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งธุรกิจนี้ก็ดำเนินไปได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ก็เกิดเหตุขึ้นในปี พ.ศ. 2527 ที่เงินบาทถูกลดค่าลงอย่างหนักจาก 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ 21 บาทกลายเป็น 26 บาทในทันที การที่ค่าเงินเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ทำให้ ดร.ทักษิณ ขาดทุนเกือบ 20 ล้านบาทโดยที่ธุรกิจยังคงต้องดำเนินต่อไป

ขณะที่ค่าเงินบาทจะยิ่งมีแนวโน้มตกต่ำลงอีกจากสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลก ธนาคารที่เป็นผู้ให้สินเชื่อมาทำธุรกิจก็เกรงว่า ดร.ทักษิณจะไม่มีปัญญาใช้หนี้จึงเสนอให้เขาแปลงทรัพย์สินที่ปลอดภัยกว่า โดยแนะนำให้แลกเป็นเงินฟรังก์สวิสซึ่งธนาคารให้ความเห็นว่าน่าจะมีเสถียรภาพมากกว่าดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งดร.ทักษิณก็เห็นด้วยและตัดสินใจแปลงหนี้เป็นสกุลเงินใหม่ทันที แต่เรื่องก็กลับยิ่งเลวร้ายในเวลาอันรวดเร็วเพราะอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับเงินฟรังก์สวิสก็ได้รับผลกระทบไปด้วยจากที่เคยมีอัตราแลกเปลี่ยนที่ 13 บาท ต่อ 1 ฟรังก์กลายเป็น 22 บาทต่อ 1 ฟรังก์สวิส ยิ่งลดรุนแรงกว่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เสียอีก ทำให้ในขณะนั้น ดร.ทักษิณต้องแบกหนี้สินไม่ใช่แค่หลักสิบล้านบาทเท่าเดิมแต่จากการเปลี่ยนแปลงถึงสองเด้งในครั้งนี้ทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้นเป็น 200 ล้านบาท จากการตัดสินใจในครั้งนั้น

The Thaicom Moment

The Thaicom Moment

ช่วงต้นทศวรรษ 2530 เป็นช่วงที่ธุรกิจโทรคมนาคมของดร.ทักษิณนั้นเริ่มมั่นคงจนสามารถนำธุรกิจในเครือหลายบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถึงกระนั้นท่านก็ยังมองเห็นสิ่งที่ยังหายไปจากภาพใหญ่ของธุรกิจโทรคมนาคมของประเทศ ซึ่งนั่นก็คือ “การสื่อสารผ่านดาวเทียม” 

ถึงแม้ว่าในขณะนั้นทั่วทั้งประเทศไทยจะสามารถสื่อสารผ่านเครือข่ายภาคพื้นดินได้อย่างครอบคลุมแล้ว แต่ก็ยังมีจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ขาดไปอีกตัวหนึ่งนั่นคือช่องทางการสื่อสารข้อมูลผ่านทางอากาศทั้งแบบทั่วประเทศและข้ามประเทศของตัวเอง ซึ่งหลายสิบปีก่อนหน้านั้นประเทศไทยพึ่งพาอาศัยการเช่าช่องส่งสัญญาณดาวเทียมของชาติอื่นอยู่ตลอดเวลาทั้งที่เป็นกิจการในประเทศและกิจการระหว่างประเทศ เช่นการสื่อสารข้อมูลระหว่างองค์กร หรือแม้แต่การถ่ายทอดสัญญาณภาพต่าง ๆ ก็ต้องเช่าใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมของชาติอื่นทั้งสิ้น

อีกหลายตัวอย่างที่เป็นปัญหาการสื่อสารของประเทศไทยในช่วงนั้นคือต้นทุนและคุณภาพของการส่งสัญญาณให้ได้ทั่วประเทศ โดยจะเห็นการแยกกันของ Media ทั้งหลายเช่นการส่งสัญญาณทีวีผ่านเสาสูงของสถานีโทรทัศน์ภายในประเทศเช่นช่อง 3 , ช่อง 5 , ช่อง 7 , ช่อง 9 ที่นอกจากต่างคนต่างยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศเพราะการติดตั้งเสาสัญญาณในแต่ละท้องถิ่นที่ไม่เท่ากันแล้วยังต่างคนต่างแพร่ภาพด้วยคุณภาพที่ต่างกันอีกด้วย ขณะที่เสาสัญญาณที่ใช้สื่อสารโทรคมนาคมเช่นระบบโทรศัพท์ไร้สายและการส่งข้อความก็แยกออกไปอีกชนิดหนึ่ง ส่วนระบบการสัญญาณโทรศัพท์ตามบ้านก็แยกออกไปอีกเส้นทางหนึ่ง เมื่อต่างคนต่างทำเช่นนี้ก็มีผลทำให้ต่างคนต่างมีต้นทุนในการให้บริการสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงกับผู้บริโภคที่เป็นผู้รับภาระในขั้นสุดท้าย

ในเวลานั้นดร.ทักษิณเชื่อว่าอนาคตอีกไม่ไกล การรวมตัวกัน (Merriage) ของการส่งสัญญาณ Data , Telecom , Media และ Computer นั้นกำลังจะเกิดขึ้นจนทำให้เกิดการสื่อสารแบบใหม่ ๆ ในราคาที่เป็นไปได้ (เช่นการเกิดเทเลคอนเฟอร์เรนซ์ที่มีทั้งภาพและเสียงพร้อมกัน) ซึ่งตัวเชื่อมสำคัญในเรื่องนี้คือ “ดาวเทียม” ที่จะทำหน้าที่ส่งผ่านสัญญาณทุกชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ , ทำให้ต้นทุนของธุรกิจสื่อสารนั้นถูกลงและเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ

แต่ด้วยความที่ประเทศไทยในเวลานั้นถือว่าดาวเทียมยังเป็นเรื่องไกลตัว เลยยังไม่ได้สนใจสร้างและพัฒนากิจการนี้มากนัก เหตุผลสำคัญก็คือทุกองค์กรยังสามารถเช่าใช้ช่องสัญญาณบางช่องของดาวเทียมที่ประเทศเพื่อนบ้านเป็นเจ้าของได้อยู่ แต่ดร.ทักษิณเห็นว่าควรที่จะเริ่มมีช่องสัญญาณเป็นของตัวเองได้แล้วโดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังเติบโตและการสื่อสารกำลังจะเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับทุกคน ในที่สุด ดร.ทักษิณ จึงตั้งบริษัทใหม่ในปี 2533 เพื่อทำธุรกิจดาวเทียม และเตรียมตัวเข้าร่วมประมูลสัมปทานดาวเทียมในยุคของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยจะต้องแข่งกับบริษัทต่างชาติและบริษัทร่วมทุนของต่างชาติอีก 5 ราย

“คราวนี้เรามีความพร้อมมากกว่าโครงการใดๆ ที่ผ่านมาเนื่องจากได้อาศัยใบบุญความสำเร็จของโครงการก่อนหน้า ไม่ต้องเตรียมงานแบบยาจกเหมือนโปรเจ็กต์อื่น ผมจึงเชื่อมั่นอย่างเราจะต้องประมูลได้แน่นอน”

ดร.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวถึงความมั่นใจในการเข้าร่วมประมูลสัมปทานดาวเทียมในปี 2533

ผลการเปิดซองประมูล บริษัท ชินวัตร แซทเทลไลต์ จำกัด (มหาชน) ได้รับเลือกเป็นผู้ชนะโดยเสนอได้ผลประโยชน์ให้รัฐสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งที่ 15.33% ตลอดอายุสัมปทาน 30 ปี และรับประกันผลกำไรขั้นต่ำไว้ที่ 1,350 ล้านบาท หักปากกาเซียนหลายรายที่ปรามาสเอาไว้มากมาย เช่นดูถูกว่าเป็น “บริษัทห้องแถว” เพราะในตอนเริ่มต้นกิจการนั้นเป็นบริษัทที่ไม่มีชื่อเสียง ตอนที่ตั้งกิจการใหม่เอี่ยมก็มีพนักงานแค่ 8 ท่านเท่านั้น

อีกสามปีต่อมา ดาวเทียมไทยคม ซึ่งเป็นดาวเทียมดวงแรกของประเทศไทยถูกส่งขึ้นวงโคจรจากฐานส่งจรวดขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) ที่ประเทศเฟรนช์กิอานา โดยเป็นชื่อพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ “ไทยคม” และมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพิธีส่งดาวเทียมตามคำกราบบังคมทูลเชิญของบริษัท ชินวัตร แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ด้วย