012 เดินหน้าสร้างอนาคตประเทศไทยไปด้วยกัน

012 เดินหน้าสร้างอนาคตประเทศไทยไปด้วยกัน

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ประเทศกลางทะเลทรายสามารถปลูกต้นไม้ได้ในความแห้งแล้ง ประเทศที่ยากจนข้นแค้นกลับมาพลิกฟื้นจนเติบโตอย่างรวดเร็ว ประเทศเกิดใหม่ที่ล้าหลังกลายเป็นชาติไฮเทคที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่อดอยากแม้แต่น้ำกินยังไม่มีกลายเป็นประเทศที่ผู้คนร่ำรวยที่สุด – สิ่งนั้นคือ “ความหวัง”

สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพรักครับ พี่น้องชาวไทยทุกท่านครับ

วันนี้เป็นจันทร์แรกหลังจากที่มีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมคิดว่าหัวข้อที่น่าสำคัญที่จะเอามาพูดกันหลังจากเราลงคะแนนเสียงกันอย่างท่วมท้นแล้วนะครับ คือออกมาใช้สิทธิ์อย่างมากมายเนี่ย ก็ควรจะเป็นเรื่องของความหวังครับ หรือ Hope สิ่งสุดท้ายที่พระเจ้าจะให้กับทุกคนได้ก็คือความหวัง

นั่นคือเป็นคำพูดที่พูดกันมาแต่โบร่ำโบราณ เขาบอกว่า

‘The last gift that god can give you is hope’

นั่นก็คือเราต้องมีความหวัง ถ้าเราไม่มีความหวังเนี่ย ทั้งตัวเรา ครอบครัวเรา และบ้านเมืองก็จะไปยาก เพราะฉะนั้นเราต้องมีความหวังกับวันนี้และวันพรุ่งนี้ อดีตมันเป็นความทรงจำที่เราจะไม่ต้องตกเป็นทาสของมัน อย่าเป็นทาสของอดีต

แต่ว่าอดีตมันเป็นประวัติศาสตร์ที่จะต้องตักเตือนเราสอนเรา แต่ว่าเราต้องอยู่เพื่อวันนี้และวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นถ้ามีวันนี้และวันพรุ่งนี้ที่ดีเนี่ยต้องมีความหวัง ทำไมผมถึงเอาตรงนี้มาพูด เพราะผมคิดว่าตลอดชีวิตผมเนี่ยก่อนจะสร้างตัวมา เป็นนักธุรกิจที่ลำบากมา ผมต้องมีความหวังครับ ถ้าไม่มีความหวังมันไปไม่ได้ ก่อนนอนก็ต้องหลับแล้วพยายามคิดว่าพรุ่งนี้เราจะทำอะไร เมื่อเราหลับตื่นมา เราก็มีความสดชื่น ก็มีความหวัง เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้กำลังใจกับพี่น้องคนไทยทุกคนว่าขอให้เราอยู่อย่างมีความหวังนะครับ

ผมยกตัวอย่าง เอาเป็นหลายประเทศก็แล้วกันว่า อย่างประเทศที่อยู่ใจกลางทะเลทรายอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ผมไปอาศัยอยู่ในเมืองดูไบนั้นเนี่ย ผมเคยพูดหลายครั้งว่าเขาไม่มีแม่น้ำสักสายเขาไม่มีน้ำ ไม่มีฝน ฝนตกน้อยมาก เมื่อก่อนนี้ตอนผมไปอยู่เนี่ยแทบจะตกประมาณสักปีนึงไม่เกิน 2-3 หน แต่เดี๋ยวนี้ตกมากขึ้น ก็เพราะว่าเขามีความหวังว่าสักวันประเทศเขาจะพ้นจากความเป็นทะเลทราย เขาก็ปลูกต้นไม้ครับ ปลูกต้นไม้ใหญ่เลย และน้ำไม่มีเขาก็ใช้วิธีการที่เรียกว่า Desalinate คือเอาน้ำทะเลมากลั่นเป็นน้ำจืด กลั่นเสร็จเอามาใช้เป็นน้ำบริโภค น้ำใช้ เสร็จแล้วก็พอน้ำทิ้งก็เอาไหลลงท่อ ลงคลอง แล้วเอามาบำบัดเพื่อลดน้ำต้นไม้ แล้วก็ปลูกต้นไม้

หน้าอากาศดีๆ เนี่ยนะครับเขามีต้นไม้ มีดอกไม้สวยกว่าบ้านเราอีก ทั้งๆ ที่บ้านเราเป็นบ้านที่มีต้นไม้ แต่เราไม่ค่อยได้ใช้ เราไม่ค่อยได้เก็บรักษาต้นไม้ไว้ และไม่ได้ปลูกเพิ่ม ทำให้เขาก็เริ่มมีฝน ในอนาคตข้างหน้าผมบอกได้เลยว่า จำไว้เลยนะครับว่าถ้าผมไม่ตายซะก่อนเนี่ย ก็จะได้เห็นแน่นอน

อย่างดูไบเองเนี่ยเขาอาจจะปลูกพืชเกษตร ซื้อมาใช้เอง พอใช้เองไม่ต้องนำเข้าก็ได้ นั่นคือเทคโนโลยีมันล้ำหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งเรื่องของการปลูกใน Green House หรือการปลูกโดยการใช้สารใส่ทรายเพื่อไม่ให้มันดูดซึม น้ำมันซึมลงไปในทราย จะสามารถรดน้ำต้นไม้ เลี้ยงต้นไม้ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นแน่นอนถ้าหากว่าเรายังมีความหวังและมีความพยายามที่จะเอาชนะมัน

เอาแค่อย่างประเทศเอธิโอเปียก็ดี เคนย่าก็ดี กาน่าก็ดีเนี่ย เขาเป็นประเทศกลุ่มยากจนที่มีอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ รายได้ครัวเรือนก็ยังต่ำ แต่ทั้ง 3 ประเทศนั้นพยายามดึงดูดนักลงทุนเข้าไปลงทุนมากขึ้น พวกเขาก็มีโปรแกรมสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ขึ้นมา และก็พยายามให้คนเหล่านี้หัดทำธุรกิจด้านการเกษตร และก็อาศัยเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา ก็เป็นความพยายามที่จะต้องต่อสู้เพื่อให้พ้นความยากจน

ประเทศที่น่าสนใจที่สุดคือประเทศเอสโตเนีย เป็นประเทศสร้างใหม่ จากเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตเป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษประชาชนมีฐานะยากจน โทรศัพท์ยังไม่มีใช้ และก็ทรัพยากรก็ไม่มีนะครับ แต่เขาเปลี่ยนประเทศตัวเองจากประเทศเล็กๆ มาเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง เป็นประเทศที่มีรายได้สูงขึ้นมา เพราะเขาเน้นไปที่สังคม Digital เขาใช้อินเตอร์เน็ตในยุคอินเตอร์เน็ตเมื่อไม่นานนี้เองนะครับ เมื่อปี 1995 เป็นต้นมา เขาโดดเกาะกระแสอินเตอร์เน็ตทันที เขาให้สิทธิพื้นฐานของชาวบ้านในการใช้อินเตอร์เน็ต ใช้ออนไลน์ทั้งหมดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายภาษี เป็นการจดทะเบียนบริษัท เป็นการขอใบอนุญาตต่างๆ ทุกอย่างออนไลน์หมดนะครับ คือจนคนเรียกว่าเป็น Silicon Valley แห่งยุโรป พลิกฟื้นเศรษฐกิจจากที่ยากจนมาเป็นประเทศร่ำรวยภายในไม่กี่สิบปีเองนะครับ ประมาณ20 ปี นั่นคือความที่ไม่รู้จักคำว่าสิ้นหวัง

แต่ว่าอาการไม่สิ้นหวังเนี่ย ต้องดิ้นรนศึกษาว่าอะไรจะดีที่สุดสำหรับชีวิตเรา อะไรที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวเรา อะไรจะดีที่สุดสำหรับประเทศเรานั่นคือสิ่งที่ประเทศที่สำเร็จเขาทำ เอาใกล้ตัวเราที่สุดก็คือสิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นเกาะเล็กๆ ตอนแยกตัวออกมาจากมาเลเซียประมาณปี 1965 นะครับ ตอนนั้นเนี่ยผมอายุ 14-15 ผมก็ไปเที่ยวที่โน่น เป็นนักศึกษาทัศนาจร นั่งรถออกจากเชียงใหม่มาสิงคโปร์แวะมาเรื่อยๆ 6-7 วันกว่าจะถึง ตอนนั้นนะครับ รถไม่มีแอร์ สมัยก่อนก็มาทัศนศึกษาตามโรงเรียน ตอนนั้นสิงคโปร์ยังมีแต่หมู่บ้านชาวประมง ผมไปพักที่วัดอนันทเมตยาราม ตอนช่วงนั้นส้วมเป็นส้วมถังเท ผมว่าคนรุ่นใหม่ปัจจุบันไม่เข้าใจหรอก ส้วมถังเท ก็ไปนั่งยองๆ ถ่ายลงไปในถัง แล้วเขาก็เอาถังไปเททุกวันนั่นแหละ

ตอนนั้นสิงคโปร์ยังเป็นอย่างนั้น แต่วันนี้สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในโลก แล้วก็บางช่วงเขาเนี่ยถูกตัดขาดเรื่องน้ำ เพราะต้องอาศัยน้ำจากมาเลเซีย เขาก็ดิ้นรนด้วยการที่จะเอาน้ำทะเลมาทำน้ำจืด เขาก็ขายต่อพวกชาวเรือทั้งหลายที่มาพัก ก็ขายแพงหน่อย ชาวบ้านก็ใช้น้ำไม่แพงนัก

ก็เป็นความพยายามที่อยากจะบอกว่า ทุกประเทศหรือทุกครอบครัวหรือทุกคน ตราบใดที่มีความหวังและใฝ่รู้ใฝ่เรียนที่จะหาสิ่งใหม่ๆ เป็นแนวทางใหม่ๆ มาแก้ไขกับชีวิตเราเนี่ย เราประสบความสำเร็จแน่นะครับ อย่ายอมแพ้ ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ เรายอมแพ้ไม่ได้ แม้กระทั่งอย่างที่ท่านลีกวนยูเคยพูดไว้ว่า แม้กระทั่งอยู่ใน dying bed นะครับก็อย่ายอมแพ้

ก็เด็กเยาวชนหลายคนที่พยายามที่จะใฝ่รู้ใฝ่เรียนและความสนใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ ก็ยกตัวอย่าง อย่าง…เกรตา ธันเบิร์ก​ นี่ก็เป็นเด็กที่ไปกล่าวปิดรายการประชุมตอนโลกร้อนของสหประชาชาติ ด้วยวัยเพียง 15 ปีนะครับ แล้วก็ตอนนี้คือเขาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ กำลังจะถูกเสนอชื่อรับรางวัล Nobel Prize เป็นคนสวีเดน ให้ความสนใจกับเรื่องโลกร้อนมาก

ส่วนอีกคนนึง เด็กไทยเรานี่แหละครับ ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน เขาเป็นบล็อกเกอร์ เป็นคนที่สนใจเรื่องของอวกาศ การค้นคว้าด้านอวกาศทั้งหลาย เค้าได้รับรางวัลเป็น Best New Blog จากงาน Thailand Best Blog Awards โดยที่กลุ่มซีพีออลล์เป็นคนจัดขึ้นมา เห็นไหมครับว่า ทุกคนถ้าเอาดี สนใจจริงจังเนี่ย มีโอกาสเกิด มีโอกาสสำเร็จ มีโอกาสดังทุกคนนะครับ

ผมก็อยากจะให้ความหวังกับทุกคน ไม่รู้ว่าผลจะเป็นยังไงแต่เราต้องมีความหวัง มีความหวังกับตัวเอง มีความหวังกับครอบครัว มีความหวังกับบริษัทตัวเอง มีความหวังกับประเทศ และช่วยกันทำให้ดี เอาให้ชนะสิ่งที่มันเป็นอุปสรรคทั้งหลาย ด้วยสติปัญญา ด้วยกติกานะครับ อย่าไปทำอะไรที่มันไม่ถูกต้อง แล้วเราก็จะประสบความสำเร็จเอง ก็ให้ความหวัง ให้กำลังใจครับเพื่อให้ทุกอย่างได้เข้าไปสู่ภาวะปกติสักที ผมเป็นห่วงประเทศไทย และห่วงคนไทยทุกคนครับ ให้กำลังใจทุกคนครับ วันนี้เอาสั้นๆ แค่นี้นะครับ แล้วพบกันใหม่จันทร์หน้าครับขอบคุณครับ สวัสดีครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

010 ถามตอบอนาคตประเทศไทย ตอนที่ 1

010 ถามตอบอนาคตประเทศไทย ตอนที่ 1

ตอบคำถามจากทางบ้านว่า ทำอย่างไรให้พัฒนาเศรษฐกิจดีขึ้นใน 1 ปี ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ทุกภาคส่วน จัดการกระจายทรัพยากรใหม่ให้ทั่วถึง และบริหารจัดการเปิดเสรีภาพแบบยุคโลกาภิวัตน์

คลิกฟัง ถามตอบอนาคตประเทศไทย ตอนที่ 1

คลิกฟัง ถามตอบอนาคตประเทศไทยตอนที่ 2 ( อ่านถอดความฉบับย่อตอนที่ 2 ที่นี่)

 

สวัสดีครับพี่น้องคนไทยที่เคารพครับ วันนี้ผมคงมาตอบคำถาม เพราะว่าบรรดาผู้ที่ติดตามรายการนี้ตั้งคำถามมาเยอะแยะ ก็จะแบ่งกลุ่มคำถามที่จะตอบในวันนี้ตามคำถามที่ถามมาก็ 4-5 ข้อนะครับ

อันแรกเนี่ย วันนี้ก็อาจจะยาวนิดหน่อยครับ คำถามแรกก็จะถามว่า แนวการในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าควรจะเป็นยังไงบ้าง แล้วก็มีคำถามย่อยอยู่ประมาณ 7 คำถาม ผมคงจะตอบหลักการก่อนเพราะว่ามันจะยาว เขาบอกว่าจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นใน 1 ปีได้ยังไง ก่อนอื่นเอาหลักการก่อน   นะครับ

หลักการข้อที่ 1 ก็คือว่า ทรัพยากรในประเทศเราเนี่ยมันมีอะไรบ้าง บางอย่างลงทุนเยอะไป บางอย่างลงทุนน้อยไป ผมใช้คำว่า Re-Matching Resources คือเอาทรัพยากรทั้งหลายที่มีอยู่มา match กันใหม่ มาเฉลี่ยให้มันเหมาะสมว่าอันไหนที่เราลงทุนเยอะไป ไม่จำเป็น ก็เอาอันที่ลงทุนน้อยมาเติมลงอันที่มันลงทุนน้อยไป อันนี้คือสิ่งที่ผมใช้ในช่วงที่มีวิกฤตเศรษฐกิจ ตอนที่ผมมาเป็นนายกตอนปี 2544  เพราะตอนนั้นเราเห็นชัดเจนว่า บางอย่างเรามีอยู่แล้วทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นคน เป็นเงิน เป็นวัสดุ แต่ว่าไปอยู่ในบางที่ๆ เราอาจจะไม่ต้องการ แต่บางที่ๆ ต้องการไม่มี เราก็มาเฉลี่ย ตรงนี้ใช้ศิลปะในการบริหารการจัดการอย่างเดียว ไม่ต้องไปลงทุนเพิ่ม อันนี้คือสิ่งเบื้องต้นเพราะว่าเราไม่มีตังค์หนิครับ วันนั้นมาถึงตังค์ยังไม่มี ก็ต้องแก้ด้วยปัญหาตรงนี้ก่อนนะครับ ก็คือ Re-Matching Resources จริงๆ แล้วก็คือว่าเอาทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหลายมาเฉลี่ยใช้กันให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วก็เราก็จะต้องดูว่าค่าใช้จ่ายอะไรที่มันสูงไปในภาคครัวเรือน หรือในภาคของรัฐบาล เราจะแก้กันยังไงโดยการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จําเป็นออก

อันที่สองก็คือต้องมาดูว่า แล้วรายได้ที่เรามีอยู่ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นระดับครอบครัวหรือระดับประเทศมันไม่เพียงพอไหม หรือว่าจะทำให้ดีกว่านี้ได้ไหม ให้ได้มากกว่านี้ไหม ถ้าได้มากกว่านี้ก็ปรับปรุงทำให้มันได้มากขึ้น แล้วก็ดูว่าเรายังมีปัญญาที่จะหาลู่ทางการทำมาหากินในระดับครอบครัวอะไร อีกบ้าง ในระดับธุรกิจอะไรอีกบ้าง ในระดับประเทศจะทำอะไรอีกบ้าง ก็เป็นลักษณะของการที่ใช้หลักการครับ หลักการก็คือว่าพยายามจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยยังไม่ต้องลงทุนเพิ่ม อันที่ 2 ก็มาดูว่าค่าใช้จ่ายอะไรที่สูงเกินไปตัดได้ตัด ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นก็ต้องยอม ที่ไม่จำเป็นก็ต้องตัด ส่วนรายได้ที่มีอยู่ไม่พอ หรือยังประสิทธิภาพไม่ถึงก็ต้องมาปรับปรุงประสิทธิภาพแล้วก็ยังมีลู่ทางทำมาหากินอย่างอื่นก็ค่อยคิดกัน เพื่อที่จะทำให้รายได้มันกลับคืนมา อันนี้เป็นหลักการ Business turnaround นะครับ คือเป็นการที่เวลาเราทำธุรกิจอะไรที่มันไปไม่ได้              จะต้องการให้มันดีขึ้น ก็ต้องเริ่มตัดค่าใช้จ่าย ปรับปรุงคุณภาพของรายได้ให้ดีขึ้นมากขึ้น แล้วหาช่องทางที่จะให้รายได้ใหม่เกิดขึ้นนะครับ 

หลักการอันที่ 3 เนี่ยเราต้องมาดูว่าโลกยุคนี้เขาเรียกว่าเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ โลกาภิวัตน์จริงๆ แล้วแปลคำจำกัดความในการทำมาหากินเนี่ยก็คือว่า เสรีภาพในการเคลื่อนย้ายแรงงานคือคน เสรีภาพในการเคลื่อนย้ายทุนคือเงิน เสรีภาพในการเคลื่อนย้ายสินค้าก็คือการส่งออกนำเข้า และเสรีภาพ  ในการเคลื่อนย้ายความรู้ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี เพราะฉะนั้น 4 ข้อนี้ เป็น 4 ข้อที่เราจะต้องสำนึกตลอดเวลาว่า มันเหมือนเปิดประตูน้ำครับ วันนี้เราต้องการน้ำ น้ำมันแห้ง ปิดประตูทำไม ก็ต้องเปิด แต่ถ้าน้ำมันเข้ามาเต็มแล้วเนี่ย จะล้นจะท่วมแล้ว ก็ต้องปิด มันเหมือนกับหลักการควบคุมประตูน้ำให้ปิดเปิดอย่างถูกต้องเหมาะสมตามปริมาณน้ำที่เราต้องการ ไม่มากไปไม่น้อยไป น้ำที่นี้เปรียบเสมือนคน ยกตัวอย่าง สมมุติว่าเราต้องมีแรงงานที่พิเศษ แต่ว่าเรามีไม่พอ แต่จำเป็นที่ต้องทำปัจจุบันนี้ ก็ต้องนำเข้าแรงงานก็ต้องทำ เหมือนที่ทางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือดูไบหรือยูเออีหรืออาบูดาบีก็แล้วแต่ ประชากรเขาน้อย เขาอยากได้คนต่างชาติมาสร้างแรงงานให้เขา ในสิ่งที่เขาขาด เขาก็อนุญาตให้มีวีซ่าเป็นที่พำนักถาวร เพื่อที่จะให้คนเหล่านี้มาทำมาหากินได้ มาช่วยสร้างเศรษฐกิจให้เขาได้ อันไหนที่เขามีมากเขาก็ไม่รับ อันไหนที่มีน้อยเขาก็เปิด อันนี้ก็คือเรื่องคน 

ยกตัวอย่างอีกอันนึงที่ผมเพิ่งไปเจอ นายนาดีม เด็กอายุ 34 วันนี้ เขาเริ่มทำโครงการโกเจ็ก โกเจ็กก็คือรถมอเตอร์ไซค์ส่งของ ส่งสินค้าอะไรหลายๆ อย่าง เขาเริ่มทำตั้งแต่อายุ 29 ตอนนี้ 34 บริษัทเขามีมูลค่า 10 Billion สหรัฐ ก็คือประมาณ 3 แสนล้านบาท ใช้เวลา 5 ปี ก็เก่งมาก แล้วเขาบอกว่า Engineer ที่อินโดนีเซียมีไม่พอ เขาเลยจ้าง Engineer ที่อินเดีย แต่ว่าไม่ต้องมาอยู่ที่อินโดนีเซียเลยครับ สั่งงานทางออนไลน์ แล้วทำงาน ส่งงานทางออนไลน์หมด เขาจ้างอยู่หลายคนเป็นพันนะครับ อันนี้คือสิ่งที่ให้รู้ว่าวิธีการที่เราขาด เราต้องการ เราก็ต้องเปิด วิธีที่เราล้น เราก็ต้องปิด อันนี้คือสิ่งที่เราจะต้องดูประตูน้ำนี้ให้ดี เงินก็เช่นกัน ถ้าเงินไหลออกมาก เราจะมีวิธีการยังไง เงินไหลเข้าน้อยเราจะทำยังไง เพื่อให้มันพอดีกัน อย่างวันก่อนผมฟังคุณมิ่งขวัญ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่พูดว่า วันนี้เงินมันหายไปไหน ก็ไปยกตัวอย่างว่า คนสั่งซื้อของทางออนไลน์เยอะมาก เงินไหลออกไปนอกประเทศหมด เข้ามาที่ลงบัญชีดูเหมือนมาก แต่ว่าที่ไม่ลงบัญชีเนี่ยมีเยอะ อันนี้ก็น่าคิดนะครับ ก็เป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับว่าโลกยุคใหม่เนี่ยการซื้อของขายของมันซื้อออนไลน์เยอะ ออนไลน์ก็มีทั้งออนไลน์ในประเทศและออนไลน์ต่างประเทศ แต่ว่าสิ่งที่เราทำถามว่าเราปิดได้ไหม ถ้าปิดไม่ได้ ก็ต้องทำไง ก็ต้องทำเป็นว่าเราขายด้วยสิ ไม่ใช่ว่าเราชื้อเขาอย่างเดียวเราต้องขายด้วย นั่นคือเอาสินค้าไทยทั้งหลายเนี่ยขายออนไลน์ให้เยอะที่สุดมากที่สุด ระบบการขนส่งสินค้าที่เป็นของเน่าเสียก็ดี เป็นพวกอาหารก็ดี หรือเป็นพวกของใช้ทั่วไปที่จะต้องวางระบบการขนส่งที่ดี ก็ต้องมาจัดการกัน เพื่อให้เราสามารถส่งของเหล่านี้ได้ แล้วก็ขายออนไลน์ได้นะครับผลไม้จะออนไลน์ได้ไหม อะไรอย่างนี้ครับ อันนี้คือสิ่งที่เราจะต้องมาสร้างความสมดุล ถ้าไม่สมดุลเราก็ขาดดุลอย่างเดียวนะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นหลักการ

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความรู้และเทคโนโลยี ความรู้เทคโนโลยีเดี๋ยวนี้มันอยู่ตรงมือถือเราหรือแล็บท็อปเรา เราสามารถเข้าห้องสมุดโลก มีความรู้เหมือนที่คนทั่วโลกเขามี ถ้าเราปรับปรุงภาษาอังกฤษเราหน่อย เราจำเป็นที่ต้องคิดว่า อย่าง กสทช.ต้องมานั่งดูว่า ถ้าราคา data มันแพง ถ้าแพงก็คือกีดกันคนจนให้เข้าหาแหล่งข้อมูล คนจนก็ไม่ฉลาดขึ้นสักทีสิ ต้องให้คนจนเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้เหมือนคนรวย นั่นก็คือราคาค่า data ที่คิดต้องไม่แพง และทำยังไงถึงจะให้ระบบสื่อสารข้อมูล Data Communication ไปถึงระดับหมู่บ้านให้ได้ เพื่อให้คนทุกคนได้มีโอกาส  นี่คือหลักการนะครับ หลักการก่อน แต่วิธีการเดี๋ยวมาคุยกันอีกทีนะครับ

เรื่องการเงินอีกอันนึง ระบบนี้ โลกเราอยู่ระบบทุนนิยม เราชอบไม่ชอบเราต้องอยู่กับมันให้ได้ เพราะมันเป็นทุนนิยมทั้งโลก ทุนนิยมแปลตรงๆ ง่ายๆ คือ ไม่มีทุน ไม่นิยม ก็คือสรุปแล้วว่าคนชนบทไม่มีสภาพคล่อง เพราะอะไร คนชนบทมีเงินอยู่น้อยนิดไปฝากออมทรัพย์ไว้ รวมกันก็เยอะเหมือนกัน     ก็ถูกนำมาปล่อยกู้ในเมือง มาปล่อยกู้ในกรุงเทพ เพราะฉะนั้นเงินมันถูกดูดออกมา เมื่อเงินไม่มี     งานก็ไม่มี เมื่องานไม่มี มนุษย์ที่มีปัญญามีทักษะก็ไม่อยู่ เขาก็ต้องไปดิ้นรนหาที่มีงาน ก็เลยเข้ามากระจุกอยู่ในกรุงเทพ ทำให้กรุงเทพรถติด มีแหล่งสลัมเยอะ เพราะเขาต้องดิ้นรนเอาตัวรอดกัน     ส่วนชนบทก็มีแต่คนแก่กับเด็กอยู่ เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องเอาเงินไปหาชาวบ้าน ไม่ใช่เอาชาวบ้านมาหาเงินในเมือง ต้องเอาเงินกลับไปที่ชาวบ้าน นั่นก็คือว่าทำอย่างไรถึงจะให้เงินกลับไปสู่ชนบท เหมือนที่ผมทำตอนนั้นเรื่องกองทุนหมู่บ้าน แต่วันนี้เนี่ยโลกมันเปลี่ยนไป มันต้องทำมากขึ้นอีกนะครับ ต้องมีวิธีมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Fintech หรือเป็นเรื่องของเทคโนโลยีทางด้านการเงิน ซึ่งตอนนี้มันก้าวไปเยอะนะครับ ระบบการกู้ที่เป็น Peer-to-peer  และวันนี้ CryptoMoney เนี่ย ในโลกข้างหน้ามันเกิดแน่ แต่ว่าต้องมีทรัพย์สิน Backed ไม่ใช่เป็นตัวลอยๆ เหมือน bitcoin นี่ลอยไปหน่อย สมมุติว่ายกตัวอย่าง วันนี้จีนเนี่ยคิดแล้วครับ จีนจะทำ CryptoMoney ของตัวเอง แต่ว่าเป็น CryptoMoney โดยใช้เงินหยวนของเขานี่แหละ back ไม่ใช่เป็น CryptoMoney ลอยๆ คือเงินดิจิตอลนี่แหละ ไม่ลอยๆ อย่างนั้น  เพราะฉะนั้นโลกข้างหน้าเนี่ยมันก้าวเข้าไปสู่ที่เรียกว่า cashless คือใช้เงินสดน้อยลงไปเรื่อยๆ คนจีนวันนี้เนี่ยไปซื้อกับข้าว 10 บาท 20 บาท จ่ายทางออนไลน์หมด ยกเว้นบางที่ๆ เครื่องไม้เครื่องมือยังไม่พอ เช่นเรื่องทางด่วนบางแห่งยังต้องใช้เงินอยู่ เงินสดในจีนใช้น้อยลงเรื่อยๆ แล้วจีนก็เลยจะทำ CryptoMoney  รัสเซียคิดจะทำ CryptoMoney โดยอิงทอง  นะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยโลกกำลังจะเปลี่ยนอย่างรวดเร็วในระยะต่อไปนี้ เพราะว่า blockchain มาแรง หรือที่เราเรียกว่าเป็น internet of value แล้วก็ความปลอดภัยมันสูงมากขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะทำให้คนใช้  blockchain สร้าง CryptoMoney ก็ดี การปล่อยกู้แบบ Peer-to-peer ก็ดีเพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราเนี่ยรู้เท่าทันโลก คือเรื่องโลกาภิวัตน์ ปรับกระบวนท่าในการที่จะควบคุมประตูน้ำด้านคน เงิน สินค้า เทคโนโลยี และความรู้นี่ ถ้าเรา 4 อย่างนี้ เราเป็นมวย เราทันโลก เราก็จะไม่โดนกิน หรือเราจะไปกินคนอื่นเขามั้ง ไม่ใช่โดนเขากินข้างเดียว แล้วก็ในประเทศก็ต้องจัดให้ดีว่าให้ทุนมันเข้าไปแทรกซึมลงไปในทุกระดับชั้นของการทำมาหากิน เพราะว่าถ้าคนไม่มีทุนทำมาหากิน มันก็ทำมาหากินไม่ได้ แล้วต้องไปกู้หนี้นอกระบบ ก็ลำบาก ก็ชักหน้าไม่ถึงหลังนะครับ วันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าในเมื่อการบริหารผิดพลาดมานานเนี่ย คนต้องดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่ ก็กู้หนี้ยืมสิน หลายครอบครัวหลายธุรกิจอยู่ในสภาพที่ว่ากู้เงินข้างหน้ามาใช้หนี้ในอดีต แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำมาหากินอะไรต่อ แล้วก็หมุนเงินไปเรื่อยๆ ซึ่งผมผ่านชีวิตเหล่านี้มาหมดแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐจะ ต้องทำการปรับโครงสร้างหนี้อย่างแรงเลย ปรับโครงสร้างหนี้ทั้งครัวเรือน ปรับโครงสร้างหนี้        ทั้งธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลาง ขนาดใหญ่ไม่ต้องพูดถึงเขาช่วยตัวเองได้ เขามีเครดิต แต่ขนาดเล็กขนาดกลาง และก็ชาวบ้านขายของตามตลาดตามถนน แล้วก็ครัวเรือนทั้งหลาย หรือเกษตรกรด้วย ถ้าเราไม่ปรับโครงสร้างหนี้ให้เขาสามารถที่จะมีภาระหนี้ที่ต้องผ่อนชำระต่ำกว่ารายได้ที่เขาพึงได้รับเนี่ย ก็จะทำให้เขาต้องสร้างหนี้ใหม่ขึ้นมาอีก มันก็จะเป็นดินพอกหางหมูไม่รู้จักจบ เหมือนหนี้ของครูทั้งหลายนะครับ เพราะว่าเปิดช่องให้กู้ กู้หมด กู้เพื่อใช้หนี้เก่า เพราะฉะนั้นมันไม่มีทางที่จะรอด และรัฐต้องทำ วันนี้เราต้องยอมรับว่าบ้านเมืองเราคนเป็นหนี้มากกว่าความสามารถในการชำระคือรายได้ตัวเองมีจำนวนมาก เพราะฉะนั้นถ้าไม่ปรับโครงสร้างหนี้ตรงนี้ มันไม่รู้จะเดินต่อไปยังไง มันเหมือนว่าเขาป่วย ป่วยแล้วไม่รักษา แล้วจะบอกให้ไปวิ่งมาราธอน มันเป็นไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นถ้าจะวิ่งมาราธอนด้วยกันก็ต้องรักษาคนป่วยก่อน คนป่วยแข็งแรงดีแล้วค่อยมาวิ่งมาราธอนกัน นั่นคือสิ่งที่ต้องรีบทำปัจจุบัน ก็คือปรับโครงสร้างหนี้นะครับ แล้วก็พยายามจับทรัพยากรที่มีอยู่เข้ามาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และกู้หนี้ใหม่ให้น้อยที่สุด ถ้าเรามาถึงแล้วกู้หนี้ก่อนเนี่ยมันง่ายดีครับ แต่ระยะยาวมันเป็นปัญหา ตอนผมเป็นนายกตอนช่วงนั้นปี 44 ที่เรายังเป็นหนี้ IMF อยู่ คำแรกที่ถูกสื่อมวลชนถามเขาถามว่า แล้วอะไรคือนโยบายหลักสำคัญ ผมบอกว่าช่วยเหลือตัวเองก่อน ก่อนที่พระเจ้าจะช่วยเรา ก็คือสุขแล้วผมไม่กู้หนี้เพิ่ม เขาก็ตกใจ ว่าเป็นหนี้ขนาดนี้แล้วไม่กู้หนี้ได้ไง ผมบอกว่าผมไม่กู้หนี้เพิ่ม เพราะผมมั่นใจว่าสภาพคล่องในประเทศมีเพียงพอ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เครดิตประเทศกลับคืนมาเลยว่า เห้ย เขามีวิธีนี่หว่า อย่างนี้เนี่ยตอนหลังมา พอเราชำระหนี้ IMF เสร็จ ผมถูกตื้อให้กู้น่าดูเลย เพราะคนที่เงินเหลือเนี่ย มันก็จะให้เรากู้อย่างเดียว เพราะฉะนั้นเราอย่าไปเห็นว่าเขาให้เงินกู้มา แล้วยังไม่รู้เอามาทำอะไรเนี่ย คือดอกเบี้ยมันเดินแล้วนะ เพราะฉะนั้นต้องคิดว่าก่อนจะกู้เงินต้องคิดว่ากู้แล้วเราจะเอามาสร้างรายได้อย่างไรที่ให้มัน  มีรายได้มากกว่าต้นทุนเงินที่เราเอามา สมมุติดอกเบี้ย 5 ถ้ารายได้เราต่ำกว่า 5 เราจะไปกู้มาทำไม กู้มาก็เจ็บตัว ขาดทุนตลอด อันนี้คือการที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กลับขึ้นมาดีภายใน 1 ปี เนี่ยคือ   1.ต้องปรับโครงสร้างหนี้ให้ประชาชนและภาคธุรกิจขนาดเล็ก 2.ต้องจัดการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เหมาะสม โดยที่ยังไม่ต้องไปกู้เพิ่ม แล้วก็ 3.บริหารด้านของโลกาภิวัตน์ให้ดี เพื่อจะไม่ให้เราต้องขาดดุลตลอดเวลา โดยที่ขาดดุลนอกบัญชี ขาดดุลในบัญชีมันไม่ขาดดุลเพราะว่าเราส่งออกเยอะ แต่ขาดดุลนอกบัญชีมันจะเกิดขึ้น โดยที่เงินมันไหลออกเราไม่รู้ตัวนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องรีบแก้ไข แล้วก็พยายามสร้างรายได้ใหม่ๆ สำคัญที่สุดคนบอกว่าแล้วโลกยุคใหม่จะทำมาหากินยังไงดีหล่ะ อย่าลืมนะครับเรามีของดีอยู่ไม่กี่อย่าง อย่างที่ 1 ก็คือ เราเป็นประเทศที่อยู่ในโซนร้อนเพราะนั้นเรามีดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมในการทำการเกษตร แต่เกษตรอย่างเดียวอย่างเดิม           ไปไม่รอด เกษตรวิถีชีวิตไม่ได้ ต้องเป็นเกษตรเพื่อทำเป็นธุรกิจ นั่นคือต้องเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ต้องเอาการตลาดเข้ามาใช้ ต้องเอาระบบการขายออนไลน์เข้ามาใช้ เพราะฉะนั้นต้องหากินกับดินส่วนหนึ่ง หากินกับดิน หากินกับการเกษตรเนี่ยส่วนหนึ่ง ส่วนที่ 2 ก็หากินกับสิ่งที่มันอยู่ในสายเลือดหรือใน DNA ของคนไทย นั่นก็คือความมีสุนทรียะ การมีทักษะ ไม่ว่าจะเป็นทำกับข้าว คนอีสานยังทำกับข้าวอาหารญี่ปุ่นได้ ฝรั่งได้หมด เรามีงานฝีมือที่สวยงามนะครับ แต่ว่าก็ต้องเอาเทคโนโลยีเข้ามาบวกด้วยนะครับ หากินด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยมีเทคโนโลยีเข้ามาใส่ แล้วอันนึงก็คือหากินบนเทคโนโลยีจริงๆ เหมือนที่เด็กหนุ่มชื่อ นาดีม ที่ทำอยู่ที่อินโดนีเซียนะครับ วันนี้คนไทยเราเด็กหนุ่มของเรามีศักยภาพอีกเยอะ แต่เพียงไม่มีทุน สมัยก่อนเนี่ยของผมใช้แลกเช็ค แต่สมัยนี้ยังมีพวกกองทุนต่างๆ มากมาย แต่ว่าสำคัญคือไอเดียต้องมี เดี๋ยวนี้มีไอเดียแล้วเงินมันหาง่าย แต่ถ้าไม่มีไอเดีย วิ่งไปขอกู้เงินก่อน เพราะว่าเงินขาดมือเนี่ยกู้ยาก เพราะคนไม่เชื่อถือ เพราะฉะนั้นต้องกู้ด้วยไอเดีย ต้องมีไอเดีย ของผมระยะหลังตอนหลังมาที่ผมพ้นจากแลกเช็คเนี่ย ผมก็เอาไอเดียไปขายแล้วก็กู้ บางที่สมัยก่อนเลียนแบบก็มีนะครับ เราเอาไอเดียไปขาย เค้ามีตังค์หนิ เค้าเลียนแบบเราเลยก็มี ต้องระวังหน่อย ต้องเอาไอเดียที่ดีไปเสนอ แต่ว่าหลักการ วิธีการเนี่ยเราเก็บไว้ เพราะเราต้องเป็นคนทำนะครับ

3 อย่างวันนี้ที่ผมมองเห็นเร็วๆ เนี่ย คือ 1.ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ในการทำมาหากินทางเทคโนโลยีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Blockchain ก็ดี การค้าขายออนไลน์ก็ดี การทำ Sharing Economy เหมือนที่โกเจ็กทำก็ดี แล้วก็เรื่องของการที่จะทำเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แล้วอันที่ 3  ก็ทำเกี่ยวกับเรื่องดิน เอาการเกษตรทั้งหลายนะครับ ถ้าจะทำ Organic ก็ต้องพลิกหน้าดินก่อน     มีกองทุนพลิกหน้าดิน อันนี้ต้องทำนะครับ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าทำพร้อมๆ กันใน 1 ปี ทำได้ครับ

011 ถามตอบอนาคตประเทศไทย ตอนที่ 2

011 ถามตอบอนาคตประเทศไทย ตอนที่ 2

ตอบคำถามถึงวิธีทำมาหากินในโลกยุคต่อไป ปัญหาการศึกษาและแนวทางพัฒนา วิธีลงทุนในยุคใหม่ และแนวทางการพัฒนาตนเองเพื่อให้อยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีความสุข ใช้ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อเข้าถึงความแตกต่างหลากหลายและปัญหาในชีวิตอย่างลงตัว

คลิกฟัง ถามตอบอนาคตประเทศไทยตอนที่  2

คลิกฟัง ถามตอบอนาคตประเทศไทยตอนที่ 1 (อ่านถอดความฉบับย่อตอนที่ 1 ที่นี่)

มีคำถามอีกหลายอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสาธารณสุขก็มี แต่ว่าผมรวบรวบเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการฟื้นฟูภายใน 1 ปีก่อนนะครับ

อีกอันนึงก็ที่ผมพูดไปแล้วบางก็มี เขาถามว่าแนวการทำธุรกิจและอาชีพในอนาคต ผมเลยบอกเมื่อกี้ว่าสิ่งที่น่าสนใจอันหนึ่งคือ Sharing economy บ้านเราเนี่ยต่างชาติเข้ามาน้อย Sharing economy เนี่ยยังสามารถทำได้หลายอย่าง ผมยกตัวอย่างอันนึง ไปที่อินโดนีเซียมา ก็คนที่อินโดคนนึงยังหนุ่มเหมือนกันสัก 30 กว่าจะ 40 เขาทำอันนึงเรียกว่า HelloDoc ก็คือเขาไปชวนหมอมาเป็นสมาชิกอยู่ 2 หมื่นคนในอินโดนีเซีย และ 2 หมื่นคนเนี่ย ก็จะต้องให้เวลาว่าผลัดนี้ใครทำงานบ้าง คือสรุปแล้ว 24 ชั่วโมง ต้องมีหมอจำนวนหนึ่งที่ต้องเข้ากะ ในการที่จะต้องมาตอบคำถามให้กับชาวบ้าน แล้วชาวบ้านที่มีแอพเนี่ยก็จะเรียกหมอ สมมุติว่าผมปวดท้องไม่รู้สาเหตุ ผมก็เรียกหมอ หมอก็เหมือนอูเบอร์ ใครสะดวก ใครได้ ก็เข้ามาตอบ ตอบก็ได้ตังค์นะ เขาก็มีการคิดตังค์กัน เสร็จแล้วเนี่ยหมอก็ตอบว่าโอเคคุณเป็นแบบนี้ๆๆ นะ ถ้าสมมุติเราเป็นคนไข้ที่อยู่ในระบบ ก็จะมีแฟ้ม ซึ่งหมอก็จะเข้าหาแฟ้มเราได้ว่า เรามีอาการปวดท้องเป็นประจำเนี่ย มันอาจจะเกิดจากเรื่องของผนังกระเพาะมันเสื่อมหรืออะไรก็แล้วแต่ มันจะมี record อยู่ในนั้น แล้วหมอก็จะถามอาการ ถามเรียบร้อยปุ๊บ        ก็จะสั่งยา สั่งยาปุ๊ป เขาก็จะลิงก์กับโกเจ็ก โกเจ็กก็จะส่งไปซื้อยา แล้วมาส่งมอบให้กับผู้ป่วยได้เลย    ยังไม่ต้องไปหาหมอ แค่ปรึกษาหมอทางโทรศัพท์ อันนี้ก็เป็นอันนึง เค้าเรียกว่าเป็น Sharing economy เหมือนกัน เพราะมีหมออยู่ทั่วไป แล้วก็มีร้านขายยาอยู่ทั่วไป มีคนต้องการปรึกษาหมอ  ก็สามารถ ปรึกษาแล้วก็ไปซื้อยา โกเจ็กก็มีรับส่งมอเตอร์ไซค์อยู่ ก็ไปซื้อยาให้ แล้วมาส่งเก็บตังค์ นั่นคือสิ่งที่เขาทำน่าสนใจ

อีกอันน่าสนใจก็คือ เขาใช้วิธีอย่างนี้ว่า ร้านกาแฟเล็กๆ ย่อยๆ มันอยู่เต็มไปหมดเลย มันไม่สะอาดบ้าง ผัวเมียทำกันเองบ้าง แล้วเมียเนี่ยต้องตื่นตี 3 ไปจ่ายกับข้าว เพื่อ 6 โมงเช้ามาทำกับข้าว แล้วก็สายๆ ก็เปิดร้านกาแฟ ขายกาแฟแต่เช้า แล้วมีอาหารนิดๆ หน่อยๆ ประกอบด้วย เขาก็เลยปรับปรุงร้านเหล่านั้นด้วยวิธีการว่า มาเป็นสมาชิกเค้า แล้วเขาก็จะให้แรงจูงใจ เมื่อทำความสะอาดปรับปรุงเนี่ย ให้พ้อยท์กี่พ้อยท์ เพื่อให้ทุกร้านปรับปรุงตัวเอง แล้วเขาเนี่ยบริการซื้อวัตถุดิบให้ไม่ต้องตื่นตี 3 6 โมงเช้าเนี่ยหมูไก่ไปถึงแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปตี 3 เพราะจะมีคนจัดการให้เสร็จ นี่ก็เป็นสิ่งที่เขาเป็นของเล็กๆๆ เต็มไปหมด ก็เอามาร้อยรวมกัน เค้าเรียกเป็น Sharing economy     ของเรายังทำได้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโฮมสเตย์ เรื่องอะไรต่ออะไรเรายังทำได้เยอะ       นะครับ อันนี้ก็ค่อยๆ คิดกันไปนะครับ อันนั้นก็คือแนวทางการหากินในอนาคต

เราต้องเข้าใจก่อนว่าเทคโนโลยีในอนาคตเนี่ย หุ่นยนต์มันเข้ามาแรง ผมไปคุยกับ Google  Google ของอินโดนีเซียถือว่าเป็น Google ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนะครับ เขาเล่าให้ฟังว่าตอนนี้ Google กำลังทำเรื่อง Deep Mind  Deep Mind ก็คือว่าเข้าใจ ใช้ AI หรือ artificial intelligence เข้าใจมนุษย์    ที่ลึก เข้าใจวิธีคิดของมนุษย์ด้วยนะครับ น่าสนใจมาก เขาก็ไปได้ไกล เพราะฉะนั้นโรบอตเนี่ยมันเข้ามาหลายๆ อย่าง เช่น มาเป็นผู้ช่วยหมอ มาเป็นผู้ช่วยนักบินนะครับ คือเขาเอาโรบอต เริ่มมาเป็นผู้ช่วยก่อน ก่อนที่จะมาเป็นตัวจริง ในจีนก็ใช้เป็นผู้ช่วยหมอเยอะ ก็มันเริ่มมาแล้ว เพราะฉะนั้นต้องเริ่มศึกษาโรบอตอย่างจริงจังว่าจะเอามาใช้ประโยชน์อย่างไร งานบางอย่างเราใช้คน บางอย่างก็ใช้คนน้อยลง ใช้โรบอตมากขึ้น นี่คือสิ่งที่มันหนีไม่พ้น ผมจึงบอกว่าต้องฝึกคนให้เป็นนายหุ่นยนต์     ให้ได้ ถ้าใครเป็นนายหุ่นยนต์ไม่ได้ ต้องมาเปลี่ยนอุตสาหกรรม จากเป็นโรงงานอุตสาหกรรมมาเป็นภาคบริการเสีย เพื่อจะได้เปลี่ยนอาชีพนะครับ เพื่อให้คนไทยไม่ตกงาน แต่พัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนอาชีพให้มีรายได้ตลอดเวลา นั่นคือสิ่งที่เราต้องทำ เรพราะฉะนั้นการค้าการขายเล็กๆ น้อยๆ อะไรทั้งหลาย ต้องปรับปรุงตัวเองให้รู้ว่าออนไลน์มีแล้วนะครับ ชวนลูกหลานให้มาเล่นออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่วันๆ นึงก็จมอยู่กับหน้าจอ ไม่สร้างสรรค์ คุยกับเพื่อนทั้งวัน แต่จริงๆ แล้วก็ให้เขาคุยกับเพื่อนแล้วก็ชวนเพื่อนมาเลย มาช่วยบอกว่าแม่ทำอย่างนี้ จะทำยังไง จะขายออนไลน์ได้     เขาก็จะมาสร้างเว็บไซต์ให้แม่ คือเขาทำเป็นหมดแหละเด็กรุ่นใหม่ เพราะฉะนั้นก็ชวนเค้ามาแทนที่จะไปว่าเด็ก เราก็ชวนเขาเข้ามาทำ ทุกอาชีพมันสามารถปรับปรุงด้วยเทคโนโลยีได้นะครับ ก็เป็นแนวทางที่โลกมันต้องไป

ที่นี่อุตสาหกรรมไทยเราวันนี้ เป็นอุตสาหกรรมส่วนใหญ่บ่าย 3 โมงครับ พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องปรับปรุงอุตสาหกรรมตัวเองทุกอย่างนะครับ การปรับปรุงที่ดีที่สุดก็คือเอาเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่ารังเกียจเทคโนโลยี ตัวเองไม่รู้ไม่เป็นไร ลูกหลานรู้ ลูกหลานไม่รู้      ก็ยังไม่พอ สามารถจ้างก็ได้ ใช้บริการเค้าได้ มีเยอะแยะไปหมดนะครับ มันมีบางบริษัทเด็กหนุ่ม   บางคนคนไทยเนี่ยมาคุยกับผมว่า เขารับจ้างเปลี่ยนระบบการทำงานที่มันเป็นอนาล็อกช้าๆ แล้วก็เป็นเอกสารกองเนี่ย มาเป็นระบบดิจิตอล ก็คือทำให้ทุกอย่างเข้าในคอมพิวเตอร์หมด แล้วสามารถที่จะเรียกดูเรียกใช้และทำวิเคราะห์ วิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ได้ ขึ้น cloud ได้ เข้า Server ของตัวเองได้ นี่คือสิ่งที่มันมีอยู่แล้วในประเทศไทย ต้องใช้เกิดประโยชน์นะครับ เด็กรุ่นใหม่ก็หากินทางด้านอะไรที่มัน related กับเทคโนโลยีหน่อยนึงก็ดี โดยใช้สิ่งที่คนไทยถนัด บวกกับเทคโนโลยี เราถึงจะไปได้ครับ

คำถามข้อที่ 3 นะครับ ถามว่า แนวทางในการพัฒนาการศึกษา อันนี้เนี่ย วันนี้เราต้องเปลี่ยนรูปโฉมการศึกษาอย่างสิ้นเชิง ถ้าเรายังศึกษาแบบเดิมอยู่เนี่ย เด็กไทยจะไม่ฉลาด คิดไม่เป็น และไม่ทันโลก ก็อย่างที่ผมบอกไว้ 2045 เขาทำนายไว้ว่า Robot จะคิดเป็นทำเป็นเท่ากับมนุษย์ที่มีสมองอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย แต่ถ้ามนุษย์ที่มีเกณฑ์สมองที่สูงกว่าเฉลี่ยก็จะเก่งกว่าหุ่นยนต์ ต่ำกว่าเฉลี่ยก็จะโง่กว่าหุ่นยนต์ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าการศึกษาเราไม่ปรับปรุงขืนยังเป็นอย่างนี้อยู่เนี่ย แล้วเป็นแบบท่องจำอยู่ ครูไม่สามารถจะสอนแบบใหม่ได้ เด็กไม่มีทางจะฉลาดได้  อันที่สองก็คือเรื่องภาษาอังกฤษ หนีไม่พ้นครับ วันนี้ต้องเพิ่มภาษาอังกฤษให้มาก แล้วต้องใช้ 2 ภาษาเพิ่มขึ้นในโรงเรียนต่างๆ แล้วก็อันที่ 3 ก็คือว่า หลักสูตรเดี๋ยวนี้เนี่ย ทุกที่นี้เขาเอาขึ้น Cloud ไว้หมด เขาไม่จำเป็นที่ต้องมาพิมพ์หนังสือ บังคับหนังสือพิมพ์ขายอย่างนั้น คือสมมุติว่าผมเป็นเด็กชอบคณิตศาสตร์คนนึง ผมเรียนอยู่ ป.1 ดีๆ เนี่ย ผมสามารถขึ้น Cloud ไปดู ว่าผมเรียน ป.1 ไม่เห็นมีอะไรท้าทายเลย ผมรู้แล้ว จบแล้ว ผมเรียนของ ป.2  ป.2 ก็จบละ ผมอยู่ ป.1 ผมอาจจะเรียนหลักสูตรคณิตศาสตร์ ป.4 นะครับ ผมไม่ต้องมานั่งรอถึง ป.4 แล้วค่อยเรียนอย่างนี้ นั่นคือสิ่งที่เป็นแนวคิดในการสอนในการเรียนหนังสือใหม่ แม้กระทั่งสิงคโปร์กับฟินแลนด์เนี่ยจะก้าวหน้าที่สุด    สิงค์โปร์เนี่ยเขาไปร่วมกับมหาวิทยาลัย Oxford ของอังกฤษ เขาไปนั่งวิเคราะห์สมองของเด็กว่าเด็กคนนี้สมองลักษณะโครงสร้างสมองเป็นอย่างนี้ เรียนวิชาอะไรจะถนัด จะดี จะใส่เข้าไปได้ แล้วชั่วโมงไหนเนี่ยจะใส่ความรู้ได้ดีกว่า ช่วงกลางวัน กลางคืน ตอนดึก เขาไปวิเคราะห์ขนาดนั้น แต่ยังไม่จบนะครับ เค้ากำลังทำ research ขณะนั้น นั่นคือเห็นว่าการเรียนรู้ยุคใหม่เนี่ย มันต้องไปด้วยระบบดิจิตอลหมดนะครับ ที่ผมทำตอนนั้นที่นโยบายของท่านนายกปู ที่แจกแท็บเล็ตพีซี ก็เอาความคิดมาจากด็อกเตอร์เนโกรพอนเต ที่ One Laptop per Child สมัยก่อนนู้นนะครับ ที่เป็นอาจารย์อยู่ใน MIT media labs นะครับ ก็เขากำลังมองว่าห้องสมุดโลกมันอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นต้องให้เด็กสามารถเรียนรู้ ถามหาความรู้ต่างๆ ได้ตลอดเวลา เพราะสมองเด็กมันรับได้เยอะ          คนโบราณไปคิดว่า ถ้าใช้สมองมากเกินไปอีกหน่อยมันจะไม่ดี ความจริงแล้วเนี่ยตอนตายไปแล้วเนี่ยเซลล์สมองยังเหลือตั้ง 5 แสนล้าน ยังเหลือเยอะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าเซลล์สมองมันจะถูกใช้มาก ยิ่งใช้มันสมองเหมือนมีด ยิ่งลับยิ่งคม ยิ่งใช้ยิ่งฉลาด ยิ่งไม่ใช้ยิ่งโง่ เพราะฉะนั้นเนี่ยการศึกษาต้องให้เด็กร่วมคิดร่วมทำ ครูจะต้องกลายเป็นแค่ผู้อำนวยความสะดวก ไม่ใช่ครูเป็นคนสอนอย่างเดียว ครูผู้อำนวยสะดวก facilitator แล้วก็ช่วยแนะนำช่วยอะไร แต่ว่าขณะเดียวกัน การมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนระหว่างนักเรียนสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นก็วิธีการเรียนการสอนเรานี่แทบจะต้องเปลี่ยนใหม่ Google ก็ทำ Google Education แล้วนะครับ ก็วันนี้เยอะมากในโลกนี้เขาใช้ระบบผ่าน Digital แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเองก็ยังเอาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยต่างๆ มารวมกันสอน อย่างบริษัทหนึ่งชื่อว่า คอร์สเซร่า ก็เป็นมหาวิทยาลัยเปิดที่เอาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยต่างๆ มารวมกันให้เราเรียน เพราะฉะนั้นวันนี้เนี่ยรูปแบบของการศึกษาแบบเดิมๆ แบบมีรูปแบบ         มันเริ่มจะใช้ไม่ได้ล่ะ มันใช้แค่ Standard ในการวัดเท่านั้นพอ แต่ว่าไม่ต้องมานั่งกำหนดรูปแบบตอนนี้ไอ้เรื่องการกำหนดรูปแบบเนี่ยเริ่มจะไม่มีแล้วในโลกนี้ เพราะฉะนั้นเขาจะให้เสรีภาพในการศึกษาพอสมควร ถ้าตราบใดที่เราไม่กระจายอำนาจการศึกษา เราปล่อยการศึกษาไว้ส่วนกลาง   ที่กระทรวงศึกษาเนี่ย คงจะทำให้เราล้าหลังไปอีกเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นต้องกระจายอำนาจการศึกษา และต้องให้ใช้ระบบดิจิตอลมากที่สุด และก็กลับไปอีกว่าค่า data แพงไม่ได้ เพราะถ้า   ค่า data แพงเนี่ยก็ทำให้กีดกันการศึกษาแก่คนจนนะครับ

ถามเรื่องการเงินและการลงทุนในโลกยุคใหม่ เมื่อกี้ก็พูดกันไปแล้วว่า เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งโบรกเกอร์ยังใช้โรบอทมาช่วยเทรด ถ้าใช้โรบอตที่มันเก่งๆ คำนวณดีๆ เนี่ย มันจะทำให้สามารถติดตามราคาหุ้นได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็ช่วงที่หุ้นมีการเหวี่ยงมากๆ เขาก็หากินกับเดลต้า คือผลต่าง เวลาลงก็ซื้อ ขึ้นก็ขาย ลงก็ซื้อ ขึ้นก็ขาย ขยันเอา โวลุ่มของโบรกเกอร์ก็ได้เยอะ แต่ลูกค้าก็มีกำไร เป็นลักษณะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเนี่ยทุกอย่างอย่าลืมเทคโนโลยี อย่าทิ้ง แล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเรียนรู้นะครับ เรียนรู้มันไป ทีนี้ธนาคารเนี่ย ธนาคารยักษ์ๆ เท่านั้นที่จะรอด ธนาคารเล็กๆเหนื่อย เพราะว่าความน่าเชื่อถือมีปัญหา แต่อีกหน่อยธนาคารใหญ่ๆ เองก็ถูกแข่งขัน เพราะว่ามันจะมีพวก เขาเรียกว่าแข่งขันจากพวก Non Bank ที่ไม่ใช่แบงค์เข้ามาแข่งขัน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีทำ Blockchain หลายแบงค์ก็เริ่มเอา Blockchain มาใช้ตัวเอง เพราะว่าเหมือนกับเป็นการ Disrupt ตัวเอง มีการแข่งกับตัวเอง เพราะฉะนั้นก็เรื่องของการเงินยุคใหม่เนี่ย source ในการหาเงินกู้ คงไม่ใช่แบงค์อย่างเดียว กองทุนต่างๆ ที่จะมาสนับสนุนคนที่มีไอเดียดีๆ ในการทำมาหากินเนี่ย เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นหลักการมี 2 อย่าง อย่างที่ 1.ก็คือต้องมีไอเดีย เพราะฉะนั้นต้องลับสมอง อ่านหนังสือ พบปะผู้คน แล้วก็ไปเรียนรู้จากความสำเร็จของคนมา แล้วก็มาปรับใช้    นะครับ มัน copy ไม่ได้ ก็จะทำให้เรามีไอเดีย ถ้ามีไอเดียแล้วแบงค์ไม่ให้กู้ กองทุนต่างๆ ก็จะมีสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีไม่ใช่กองทุนในประเทศอย่างเดียว กองทุนนวัตกรรมที่เกิดอยู่ต่างประเทศก็ให้การสนับสนุนเราได้ ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะอธิบายให้เขา โน้มน้าวให้เขาเชื่อ    ในไอเดียของเรา ต้องมีความคิดให้ดี และอันที่ 2.ที่สำคัญคือ ต้องบริหารการเงินให้ดี อย่าใช้เงิน    ผิดประเภทนะครับ บางทีบางครั้งก็เห็นใจ เช่นว่า กู้เงินมาได้แทนที่เอามาทำงาน กลับเอามาใช้ส่วนตัว อันนี้อันตราย เพราะจะทำให้ต้นทุนเงินมันสูงกว่าความเป็นจริง เพราะว่าเราไม่ได้เอามาใช้กับธุรกิจ กู้มาใช้ส่วนตัว บางคนกู้เงินได้เนี่ยปลูกบ้านบ้าง หรือซื้อรถเบนซ์บ้าง มันต้องเข้าใจก่อนว่าต้องกู้เงินมาทำธุรกิจก็เอามาทำธุรกิจ อย่าเอามาใช้นอกธุรกิจ อันนี้สำคัญที่สุด ถ้าใช้เงินผิดประเภทปุ๊บเนี่ย พัง พวกนี้ผมผ่านมาหมดแล้ว บางคนนี้ก็เริ่มต้นพอมีตังค์ปุ๊บก็ไปดูได้เลย ดูที่มือเมียมีเพชรใส่แล้ว แสดงว่าไอ้นี่หมุนเงินได้แล้ว ก็ไม่มีปัญหาที่ต้องซื้อให้เมีย แต่ว่าต้องขอให้เป็นช่วงที่เรากำไรแล้วนะครับ ช่วงที่ต่อสู้อยู่ต้องใช้เงินอย่าให้ผิดประเภทนะครับ ส่วนคนที่ทำมาหากินทางแบงค์เนี่ย แล้วก็ต้องถูกเลย์ออฟระยะยาวเนี่ย เป็นคนได้เปรียบตรงที่มีความเข้าใจเรื่องการเงิน ก็น่าจะลองคิดว่าจะทำมาหากินอะไรนะครับ จะทำมาหากินอะไร ต้องเตรียมตัวเป็นผู้ประกอบการ อย่าง      ผมมานั่งดูที่ฮ่องกงนะครับ ร้านเล็กร้านน้อยเต็มไปหมดทุกมุม แสดงให้เห็นว่าคนฮ่องกงเนี่ยมาเป็นเถ้าแก่เสียเอง เยอะกว่าที่เป็นลูกจ้าง เพราะฉะนั้นลูกจ้างเนี่ยก็จะมาจากฟิลิปปินส์บ้าง จากตรงนู้นตรงนี้บ้าง จากเมืองจีนบ้าง แต่คนฮ่องกงเนี่ยมาทำธุรกิจหมด เล็กๆ น้อยๆ ร้านห้องแถว บางทีไม่มีห้องแถวก็เป็นแผงไปวางตรงนู้นตรงนี้ คือเขาชอบทำมาหากิน ชอบค้าขาย เพราะฉะนั้นประเทศไทยเราเนี่ยต้องสร้างผู้ประกอบการใหม่ให้มาก ถ้าสร้างผู้ประกอบการใหม่น้อยเนี่ย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โตกว่านี้มันก็ยากนะครับ มันก็จะโตเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ แต่คนข้างล่างก็ไม่มีแรง เพราะฉะนั้นต้องสร้างคนข้างล่างให้เป็นผู้ประกอบการให้มากขึ้นเรื่อยๆ เปิดช่องทางให้เขา โดยโดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งทุนสำคัญที่สุด เพราะว่าถ้าแหล่งทุน ถ้าเราไม่ช่วยตัวเองเนี่ย รัฐบาลไม่ช่วยตัวเองในการหาแหล่งทุนได้ให้นักธุรกิจ ไปอาศัยแบงค์คงยาก เพราะว่าแบงค์ระยะหลังเนี่ยก็จะปล่อยให้เฉพาะรายใหญ่ รายเล็ก รายกลางจะน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะว่าซื้อบอร์ดรัฐบาลง่ายกว่า   นะครับ ก็ต้องคิดให้ดีตรงนี้

คำถามต่อไปก็ถามว่า แนวทางในการใช้ชีวิตและพัฒนาตัวเองเป็นยังไงบ้าง ก็ถามผมมานะครับ       ผมก็บอกว่าผมเป็นคนพุทธ แต่จริงๆ แล้วหลักการทุกศาสนาเหมือนกันนะครับ สอนให้เป็นคนมีหลักมีเกณฑ์ เป็นคนดีนะครับ ก็ผมจะยึดหลักธรรมเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนสมัยก่อนที่ผมจะเป็นนายกเนี่ย คณะลูกศิษย์พระพุทธทาสก็มาขอให้ผมไปพูดเรื่องพระพุทธทาสที่ข้าพเจ้ารู้จัก ตอนนั้นผมก็ได้ยินแต่ชื่อท่าน แต่ไม่รู้จักหลักธรรมที่ท่านสอน คณะลูกศิษย์ก็เลยเอาหนังสือพระพุทธทาสมาเป็นสิบๆ เล่มเลย ผมไปอยู่เมืองนอกช่วงนั้นก็ไปอ่าน ก็ต้องยอมรับว่าตอนแรกๆ อ่านยากไม่เข้าใจ ตอนหลังได้ความรู้เยอะมาก ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีปรัชญา ถ้าเราเข้าใจปรัชญา เราปรับใช้ในชีวิตได้เลย เพราะฉะนั้นหลักธรรมที่เป็นปรัชญาจะเป็นหัวใจสำคัญในการไกด์ใช้ชีวิตเราควบคุมชีวิตเรา ให้เรามีหลักมีเกณฑ์นะครับ

แล้วก็ผมเนี่ยเจอลีกวนยู ลีกวนยูมาเยี่ยมผมตอนผมเป็นนายก ผมก็ถามท่านว่าทำไมท่านถึงมีความรู้มากมายขนาดนี้ ท่านอ่านหนังสือเยอะเหรอ ท่านก็บอกว่าหนังสือก็อ่านอยู่หรอก แต่หนังสือมันเยอะเหลือเกิน อ่านไม่ทันหรอก มั้นต้องอาศัยว่าได้พบปะพูดคุยกับผู้คน ผู้คนแต่ละคนที่มาพบผมเนี่ยนะ ก็มีประสบการณ์ในชีวิตเป็นสิบๆ ปีมา บางทีบางครั้งเนี่ยมีประเด็นอะไรต่างๆ เราถามเขา ดูวิธีการที่เค้าตอบ เขารีแอคขึ้นมาเนี่ย มันทำให้เราเข้าใจอะไรเยอะขึ้น แล้วเราเรียนรู้จากคนอื่นที่เขามีประสบการณ์ทั้งชีวิตมาเนี่ย เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะฉะนั้น    ผมก็ หลักในการใช้ชีวิตผมก็คือ มีหลักปรัชญาตามคำสั่งสอนของศาสนาพุทธ ซึ่งศาสนาอื่นก็เหมือนกันนะครับมีปรัชญาหมดนะครับ แต่บังเอิญผมเป็นคนศาสนาพุทธผมก็เลยบอกว่าหลักปรัชญาศาสนาพุทธเนี่ยสำคัญ  อันที่สองเนี่ยก็คือ ต้องอ่านหนังสือ อย่าให้ตัวเองไม่ทันการพัฒนาของโลก เศรษฐกิจเอย อะไรเอย เราจะเข้าใจ เมื่อก่อนนี้ตอนทำธุรกิจผมอ่านหนังสือการตลาด     ผมก็อ่านมาถึงจุดหนึ่ง ผมเห็นและวิธีการตลาดมันเริ่มเปลี่ยน จากการที่เราคิดเอาเองว่าสินค้าเราเนี่ยเราจะขายอย่างนี้ เราจะขายราคาเท่านี้ เปลี่ยนใหม่เป็นว่า เราต้องถามลูกค้าก่อน เค้าเรียกว่าจาก Inside-out เปลี่ยนมาเป็น Outside-in ผมอ่านปุ๊บผมรู้เลยว่าวิธีคิดมันเปลี่ยนแล้ว พอดีตอนนั้นผมตั้งพรรคไทยรักไทย ผมเลย Outside-in เลย ผมก็ไปถามชาวบ้าน เดือดร้อนเรื่องอะไร ต้องการความช่วยเหลืออย่างไร และวิธีคิดอย่างนี้ถูกไหม ชอบไหม อะไรไหม ก็เป็นที่มาของการกำหนดนโยบายในช่วงนั้น ก็คือให้เห็นว่าเราจะต้องตอบสนองกับลูกค้าของเรา การเมืองก็ต้องตอบสนองกับประชาชน นักธุรกิจก็ต้องตอบสนองกับคนที่เป็นลูกค้าเรา เป็นคู่ค้ากับเรา ทำยังไงถึงจะให้เขา  พึงพอใจที่จะมีความซื่อสัตย์ต่อสินค้าเรา แบรนด์ของเรา Brand loyalty  คือเราจะต้องคอยถามกันตลอดเวลา ไม่ใช่คิดเอาเองตอบเอาเอง อันนี้หลักการมันก็เห็นชัดว่า เออ โอเคเราเข้าใจแล้ว       คือสรุปแล้วต้องอ่านหนังสือ และต้องพูดคุยกับคน อย่าเก็บตัว พบปะผู้คนพูดคุยกัน เพื่อเราจะได้เรียนรู้ แม้กระทั่งว่าคนนั้นเขาจะด้อยกว่าเรา เราก็ยังต้องเรียนรู้เขา คือทุกคนมีดี มีมากมีน้อยแล้วแต่อยู่ที่เราจะไปดูว่าจะเจียรไนเอาส่วนไหนมาใช้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นหลักของผมในชีวิตก็คือ        1.ยึดปรัชญาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันที่ 2.ก็คืออ่านหนังสือพูดคุยกับคน  และอันที่ 3.ก็คือว่าเราจะต้องเข้าใจอดีต แต่ไม่อยู่กับอดีต อย่าหลงอดีต ถ้าคนหลงอดีตเนี่ยโตยากนะครับ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเข้าใจอดีตเพื่อเป็นบทเรียน แต่ว่าวันนี้เราอยู่กับวันนี้กับอยู่อนาคต เพราะฉะนั้นต้องคิดตลอดเวลาอนาคตเราต้องทำอะไร เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดถึงอนาคตตลอดเวลาเนี่ย 1.เราทันสมัย     2.เราไม่แก่ ถ้าคิดจะอดีตตลอดเนี่ย จะแก่จะโทรมเลย จะหลงอยู่กับอดีต เพราะฉะนั้นก็ต้องพยายามมองไปข้างหน้า แล้วอีกอันนึงที่ผมยึดก็คือ บังเอิญมันตรงกับผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ดที่วิจัยมา 75 ปี เป็นมหาวิทยาลัยที่ยาวนานที่สุด ก็คือว่าความสุขคืออะไร ความสุขที่แท้จริงก็คือการที่เราให้คนที่อยู่ใกล้ชิดเรา ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัวก็ดี เพื่อนฝูงที่ไปมาหาสู่กันตลอดก็ดีคนทำงานรอบตัวเราก็ดี อย่าให้เกิดการอิจฉาริษยากัน ไม่ใช่พูดให้ตีกัน อย่าให้อิจฉาริษยากัน       ให้เขามีน้ำใจต่อกัน เกื้อกูลต่อกัน เราให้ความรักกับเขาหมด สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามีความสุข เพราะจริงๆ แล้ว Happiness is at home นะ สิ่งที่ออกไปข้างนอกเป็นสิ่งสมมุติทั้งนั้น ความสุขคือกลับมาที่บ้านแล้วเราเห็นว่าทุกคนที่อยู่ร่วมกันนั้นมีความสุข ไม่มีความทุกข์ ช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้    ซึ่งกันและกัน มันก็จะทำให้เราอยู่กันอย่างมีความสุข มีความสุขก็คือ สุขภาพกายดีสุขภาพจิตก็จะดีสุขภาพจิตดี ร่างกายก็ไม่ทรุดโทรมนะครับ แล้วก็แน่นอนครับก็ต้องมีการออกกำลังเพื่อให้ร่างกายดีการออกกำลัง การกินอาหารที่เหมาะสม จะทำให้ร่างกายเราแข็งแรงมีอายุยืนนานได้ เพราะฉะนั้นก็ยึดปรัชญาของพระพุทธเจ้าไว้ อย่าโลภอย่าโกรธอย่าหลงเวลาจะตัดสินใจอะไร แล้วก็สิ่งสุดท้ายคือผมต้องการมากที่สุดคือเวลามีคำถามอะไรต้องการคำตอบทางวิทยาศาสตร์ หรือ  scientific answer ก็คือต้องมีการค้นคว้าหาข้อมูล มีการวิเคราะห์วิจัย ไม่ใช่ฟังเขามาเรื่อยเปื่อย หรือไม่ใช่เชื่อแบบนิยายปรัมปรา คือพระพุทธเจ้าก็สอนไว้ว่าหลักธรรม ท่านไม่ค่อยเล่นเรื่องของเครื่องราง       ของขลัง ท่านไม่ได้เล่น ท่านว่าแต่เรื่องของหลักธรรมเป็นปรัชญาอย่างเดียว ปรัชญาของท่านเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นก็หลักการการดำเนินชีวิตที่ดีก็คือ ยึดปรัชญาคำสั่งสอนของพระศาสดา     ที่คุณนับถือนะครับ แต่ไม่ใช่เป็นความงมงายลุ่มหลงสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้นะครับ แล้วก็ยึดหลักความสุขที่ถูกต้องก็คือให้คนรอบตัวเรามีความสุขกับเรานะครับ แล้วก็หมั่นเรียนรู้ เป็นโลกของ Lifelong Learning เพราะฉะนั้นก็หยุดเรียนรู้ไม่ได้ ถึงแม้จะจบปริญญาเอกมาก็ยังต้องอ่านหนังสือนะครับหยุดเรียนรู้ไม่ได้ เป็นโลกของ Lifelong Learning ไม่งั้นก็ต้องขยันอ่าน ขยันพบกับผู้คน เพื่อที่แลกเปลี่ยนความรู้กัน ขยันไปดูนิทรรศการต่างๆ เพื่ออัพเดทตัวเอง แล้วเมื่อมีข้อสงสัยต้องหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่จินตนาการนะครับ อันนี้ก็จะทำให้เราชีวิตเรามีความสุขได้นะครับ

วันนี้ก็พูดซะยาว วันนี้ก็ขอลาไปก่อน แค่นี้ครับ ขอให้มีความสุขความสำเร็จในชีวิตทุกๆ คนครับสวัสดีครับ

009 ตอนที่ 2 “แปรรูปเกษตรด้วยเทคโนโลยีและการตลาด”

009 ตอนที่ 2 “แปรรูปเกษตรด้วยเทคโนโลยีและการตลาด”

การแปรรูปสินค้าการเกษตรจะสามารถแก้ปัญหาราคาตกต่ำได้อย่างไร ผมก็จะขอยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆคือการที่บริษัทอย่าง Amazon เข้าซื้อซุปเปอร์มาร์เกตใหญ่ชื่อ Whole foods ว่าทำไม Amazon ถึงตัดสินใจซื้อ

ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอาหาร Organic ได้อย่างดี แต่ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตเสียก่อน ตั้งแต่การปรับหน้าดิน การปลูก เลือกเมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงการบรรจุหีบห่อและการขนส่ง สิ่งที่สำคัญคือ ต้องรู้จักนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ใช้ให้เป็นประโยชน์ การเกษตรก็จะสามารถเป็นอาชีพไม่ลำบากยากจน เลี้ยงครอบครัวได้ครับ

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยที่เคารพรักครับ วันนี้เนี่ยการเกษตรเนี่ย มันเป็นสิ่งที่คนกำลังมุ่งไปสู่ความเป็น Organic ความเป็น Organic ก็คือที่มันไร้สารพิษทั้งหลาย เพราะว่าคนเริ่มอายุมากขึ้น หรือเริ่มรวยขึ้นก็มีความรู้สึกว่ากลัวตาย ก็เลยต้องเลือกอาหารกิน เพราะเขาเชื่อมั่นว่า you are what you eat เรากินอะไรเข้าไปมันก็จะได้ผลอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็เลยต้องเลือกกินอาหารที่มันเป็น Organic ก็ดูอย่าง Amazon ไปซื้อ Supermarket ใหญ่ที่เรียกว่า Whole Foods ซึ่งขายอาหารที่เป็นออแกนิคทั้งหมด Amazon ก็อยากจะไปเรียนรู้เรื่องของ Organic Food เรื่องการ Sourcing ของ การหาซื้อของที่ Organic เข้าร้าน แล้วเขาก็ไปปรับปรุงวิธีการขาย วิธีการตลาด แล้วก็เป็นสิ่งที่ Amazon ทำไปแล้ว Whole Foods ตอนนี้ก็ดัง ที่ในประเทศไทยเรายังไม่มี เพราะฉะนั้นคนก็อยากจะกินอาหารพวก Organic ซึ่งประเทศไทยเราก็ทำได้ แต่วันนี้อย่างที่บอกว่าดินมันเสียงเป็น 80% แล้ว 108 ร้านไร่ ก็ต้องมีการพลิกหน้าดิน พลิกพื้นดินใหม่ ก็คือพลิกเอาดินที่มันเสียแล้วพลิกลงไป แล้วก็ให้ธรรมชาติมันล้างดินที่มันเป็นเคมีออกไป อย่างที่ผมเคยพูดเรื่องของการเอาซังข้าวเนี่ย ตอข้าวที่เหลือที่มันเกี่ยวแล้วเนี่ย แทนที่เราจะเผาจนจุลินทรีย์ในดินเสีย เราก็เป็นการขังน้ำ ขังน้ำแล้วพลิกหน้าดินไปด้วย ก็จะทำให้ดินมันคืนสภาพที่บริสุทธิ์เร็วขึ้น อันนี้ก็จะทำให้การขายผลผลิตการเกษตรที่บนดินที่มันเป็น Organic เป็นดินที่มันบริสุทธิ์แล้ว แล้วเราก็ไม่ได้ใช้เคมีอะไร ก็จะทำให้ขายของที่เป็นราคาออแกนิกที่ราคาแพงขึ้นได้นะครับ ก็คิดว่าคงเป็นแนวทางอันนึงที่อยากจะแนะนำนะครับ เพราะว่าอาหารปลอดภัยเนี่ยมันเป็นอะไรที่กำลังมาแรงนะครับ ถ้าประเทศไทยเราสามารถทำได้ที่เรียกว่า traceability สามารถพิสูจน์ให้เค้าเห็นว่า From Farm to Table ตั้งแต่ฟาร์มจนผลิตเป็นอาหารได้เนี่ยมันปลอดภัยทุกขั้นตอน เราจะขายในราคา Premium หรือได้ราคาเพิ่มขึ้นได้นะครับ

วันนี้คนกำลังมองว่าพืชผลไม้ทั้งหลายมันเป็นประโยชน์อะไรบ้าง ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เมื่อก่อนนี้เราจำได้ไหมครับ ยูคาลิปตัสที่ทางเกษตรรุ่งเรืองเอาไปทำปลูกป่า ยูคาลิปตัสเต็มไปหมด เพื่อจะเอามาทำกระดาษ นอกจากทำกระดาษแล้ว วันนี้ผมพึ่งเรียนรู้ว่าเขาเอาใยของยูคาลิปตัสไปทำรองเท้า ตอนนี้โอบามาซื้อใส่คู่ละ 95 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ก็คงประมาณ 3 พันบาท ก็ทำจากใยยูคาลิปตัส เห็นไหมครับว่าใยไม้ทั้งหลายมีประโยชน์หลายอย่าง แม้กระทั่งใยกัญชงก็เอามาทำเสื้อผ้าได้ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้อะไรที่มันเป็นด้านการเกษตร เป็นสิ่งที่มันมีชีวิต เป็นพืชอะไรพวกนี้ ก็จะทำให้คนเอาไปใช้ประโยชน์ได้ทุกอย่าง วิชาวัสดุศาสตร์ก็ก้าวหน้าไปมากนะครับ ก็เลยมีการเอาวัสดุต่างๆ วัสดุจากต้นไม้ ใยไม้อะไรทั้งหลาย เอามาทำประโยชน์ได้เยอะแยะเพราะฉะนั้นการเกษตรเนี่ยมันน่าจะเป็นช่องทางทำมากินอีกอย่างหนึ่งของคนไทย แต่อย่าไปทำเกษตรแบบโบราณ ต้องใช้ที่ดินเยอะๆ น้ำเยอะๆ มันทำไม่ได้แล้วเพราะว่ามันจำกัด

ผมจะมายกตัวอย่างให้อันนึงว่า การแปรรูปการเกษตรของเราเนี่ยยังน้อยไป ผมเคยพูดตลอดเวลาว่า เราเนี่ยขุดน้ำมันไม่ได้ เราก็ปลูกมันซะเลย นั่นก็คือการเอาพืชมาทำพลังงานได้หลายอย่าง เช่นว่าเรื่องของข้าวที่เหลือเนี่ย มันสามารถดึงออกจากส่วนที่เหลือจากตลาด เอามาทำเป็นเอททานอลเพื่อใส่ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้ ซึ่งมันก็จะทำให้เครื่องยนต์สะอาดดีด้วยนะครับ และก็สามารถที่จะทำให้ข้าวส่วนที่ปลูกเกินเนี่ยมันไม่ต้องไปไหน มันเอามาทำเป็นเอทานอลซะ และที่เหลือข้าวเพื่อการบริโภคก็ใช้บริโภคไปนะครับ การตลาดและการแปรรูปของเรายังอ่อนแอ ถ้าเราทำการแปรรูปให้ดีมากขึ้นกว่านี้ เป็นระบบกว่านี้ ไม่ขัดแย้งกันระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเนี่ย ผมคิดว่าเราสามารถที่จะทำให้เกษตรกรเนี่ย แทนที่จะเป็นเกษตรกรเพื่อวิถีชีวิต เป็นเกษตรกรที่ทำเป็นธุรกิจได้ รวยได้ มีฐานะได้นะครับ ก็อยากให้เกษตรกรเราเหมือนเกษตรกรต่างประเทศครับ เพราะว่าเกษตรกรต่างประเทศเนี่ยเขาปลูกแล้วเขามีตังค์ใช้ เขาไม่ต้องลำบากยากจน และก็ต้องมาขอเพิ่งรัฐบาลตลอดเวลา แต่รัฐบาลก็ต้องหาช่องทางในการช่วยเหลือ

ยกตัวอย่างอีกเรื่องที่เกิดขึ้นที่เราเสียเปรียบนะครับ เรื่องของยางพารา เมื่อก่อนนี้ยางพาราเราเนี่ย ก่อนที่ผมจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีตอนนั้นเนี่ย กิโลกรัมละ 16 บาทนะครับ ผมก็ไปคุยกับผู้ผลิตยางรถยนต์ ผู้ผลิตยางรถยนต์ในโลกใช้ยางพาราไปเนี่ยประมาณ 80% ของตลาดในวันนั้นนะครับ ผมก็เลยคุยกับเจ้าของโรงงานผลิตยางรถยนต์มิชลิน เขาเป็นคนแนะนำเองครับว่าราคาที่เขาซื้อมันถูกไป เขาซื้อแพงกว่านี้ก็ได้ แต่สำคัญคือยางจะต้องมีส่งให้เขาอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าเขาจะต้องใช้ยางดิบเนี่ยประมาณ 50% อย่างน้อย แล้วก็มียางสังเคราะห์เข้าไปปน ราคา 2 ตัวนี้เขาดึงกันได้ อยู่ที่ว่ายางสังเคราะห์แพงไป เขาก็เพิ่มยางดิบขึ้นมาหน่อย ยางสังเคราะห์ถูก เค้าก็ลดยางดิบลงมาหน่อย แต่อยู่ที่ประมาณ 50% ถ้าต่ำกว่า 50% ของยางดิบ ยางธรรมชาติเนี่ย ก็จะทำให้ยางมันไม่นิ่ม แต่ว่าเขาสามารถปรับได้นิดหน่อย ที่จะทำให้ต้นทุนเขาเนี่ยคงตัว เขาก็เลยแนะนำว่าได้ ถ้าจะขึ้นราคา ผมก็เลยเอาเรื่องนี้ไปคุยกับรัฐบาลอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกเป็นอันดับ 2 ตอนนั้น ก็คือท่านประธานาธิบดีเมกาวาตี แล้วตอนนั้นนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ เป็นนายกของมาเลเซียก็เป็นผู้ผลิตและส่งออกเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วเค้าส่งออกในรูปของการแปรรูปนะครับ ของเราส่งออกเป็นยางดิบ ก็เลยคุยกันแล้วก็ตั้งกองทุนขึ้นมา ในที่สุดกองทุนที่ตั้งไม่ได้ใช้เงินสักบาท ราคาก็วิ่งขึ้นวิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องนะครับ จนผมออกมาแล้วก็ขึ้นไปถึงร้อยบาท แต่ว่า 100 กว่าบาทเนี่ยอาจจะไม่ค่อยธรรมชาติเท่าไหร่ เพราะอะไรผมพึ่งมาค้นพบว่า ตลาดล่วงหน้าที่เซี่ยงไฮ้ เพราะว่าจีนใช้ยางมาก จีนก็เลยซื้อของไปสต็อกรอไว้ แล้วก็ใช้ตลาดล่วงหน้าเป็นตัวเล่น แล้วก็ไม่ซื้อยางอีกเลย ราคายางก็เริ่มร่วงๆๆๆ จนมาถึงราคาปัจจุบันนี้เราก็เห็นแล้วว่า 3 โล 100 สำหรับอย่างจากชั้น 3 ยางชั้น 4 ชั้น 5 เนี่ยก็เป็น 4 โล 100 ไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็เลยทำให้ชาวเกษตรกรเดือดร้อน ค่ากรีดก็ไม่ค่อยคุ้ม เพราะฉะนั้นวิธีแก้ก็คือจะต้องสู้กันเรื่องของกลไก เรื่อง Demand Supply นี่แหละ เรื่องอุปสงค์อุปทานนี่แหละ ก็จะต้องแก้กันตรงนี้ การแก้ก็คงไม่ยากแล้วล่ะ เพราะว่าถ้าเรารู้ว่าเหตุมันอยู่ตรงไหนเราก็แก้ได้ เพราะเราคือผู้ผลิตยางที่ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในโลก คือประมาณ 3 ล้านตันนะครับ ก็เราสามารถที่จะดึงบางส่วนออกเพื่อให้ Supply มันลดลง เท่านั้นน่ะพ่อค้าก็วิ่งซื้อ เพราะเดี๋ยวส่งมอบให้ตลาดที่เซียงไฮ้ไม่ได้นะครับ เราก็ต้องมีวิธีดึง ดึงยังไงไม่เดือดร้อนงบประมาณ นั่นก็คือสิ่งที่จะต้องทำให้ราคายางมันขึ้นไป

เหมือนกันครับ ราคาข้าวก็เหมือนกัน ข้าวเนี่ยเราก็ต้องดูว่าความต้องการของในประเทศเท่าไหร่ ความต้องการของโลกที่จะซื้อจากเราเท่าไหร่ ส่วนเกินดึงออกมาเลย พอดึงออกมาปุ๊บ ดึงมาต่ำหน่อยนึงเนี่ยวิ่งกันซื้อเลยนะครับ วิธีดึงก็ต้องแปรรูป ถ้าเราไม่แปรรูปก็ดึงยาก แปรรูปที่ง่ายที่สุดนะครับในราคาน้ำมันระดับนี้ และภาษีน้ำมันสูงอย่างนี้เนี่ย ง่ายที่สุดก็คือเอามาทำเอททานอลนะครับ แม้กระทั่งอย่างเมื่อกี้ที่พูดไปก็คือไบโอดีเซล ก็คือการเอาน้ำมันปาล์มที่เหลือ ที่ส่วนเกินเนี่ยดึงเอามาทำ เพราะฉะนั้นวันนี้มัน B7 ที่โรงงานรับได้ รับได้ที่ B7 แต่ผมคิดว่าในอนาคตข้างหน้าเนี่ยเทคโนโลยีมันสูงกว่านี้ มันสามารถที่จะทำได้ถึง B20 ไม่น่ามีปัญหา แต่ว่าก็ค่อยๆว่าไป แต่ว่าอย่างน้อยๆ ก็คือว่า มันควรจะทำให้คนที่ทำการเกษตรเนี่ยไม่เจ๊ง ทำเกษตรเจ๊งเนี่ยมันคืออะไรล่ะ เพราะว่าทุกคนทำอาชีพอะไรก็แล้ว แต่ เขาต้องสามารถเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียได้ เลี้ยงครอบครัวได้ แต่ว่าวันนี้ปรากฏว่ายิ่งทำก็ยิ่งติดหนี้ ยิ่งทำ ก็ยิ่งติดหนี้ไม่ได้ เอาเทคโนโลยีเข้าไปใช้ เอาการตลาดเข้ามาใช้ เอาการแปรรูปเข้ามาใช้ เท่านี้ล่ะครับว่าการเกษตรเราจะกลายเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่รุ่งเรืองได้ แล้วก็จะทำให้คนไทยมีช่องทางในการทำมาหากินได้ เพราะฉะนั้นบางทีไม่มีที่มากมาย ที่เล็กๆ ก็สามารถทำการเกษตรได้ ไม่ต้องมีน้ำมาก ใช้แค่น้ำก๊อกธรรมดานิดหน่อย ก็สามารถทำการเกษตรได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและก็การตลาด

การตลาดอีกส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือว่า วันนี้ถ้าเราไปปลูกพืช ปลูกแล้วหวังจะขายทั่วไปในท้องตลาดเนี่ย ใครจะมาซื้อก็ซื้อ แบบตามยถากรรมเหมือนที่ผ่านมาเนี่ย มันชักจะมีปัญหา เพราะเนื่องจากว่าเวลาพืชมันออกมันออกพร้อมกัน แต่ว่ามันเป็นของเน่าเสีย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าไม่มีระบบการขายล่วงหน้า ไม่มีระบบการกระจายสินค้าที่รวดเร็ว การทำเกษตรก็จะเจ๊งอีก เพราะฉะนั้นทางการตลาดเนี่ย คนทำธุรกิจก็ต้องช่วยตัวเอง หรือว่าต้องดูกลไกต่างประเทศ ตลาดต่างประเทศที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อเราในทางกฎราคา หรือในการที่เราจะสู้โดยการทำกลไกตลาดเพื่อส่งออกต่างประเทศ ยกตัวอย่างทุเรียน อาลีบาบามาซื้อไปส่งขาย แต่จริงๆ แล้วเนี่ยจำนวนทุเรียนมันมีกี่ล้านลูกที่ออกมาปีนึงเนี่ย ถามว่า แล้วคนจีนกินเท่าไหร่ คนไทยกินเท่าไหร่ แล้วเราจะซื้อแข่งกันได้ไหม ราคามันก็จะขึ้น อันนี้คือสิ่งที่เป็นกลไกที่ทางภาคเอกชนกับภาครัฐต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยคนที่ทำการเกษตรให้เขาเป็นการเกษตรที่มีกำไรนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องของกลไกที่ต้องแก้ไขนะครับ

ผมมองเห็นว่าช่องทางในการทำมาหากินทางเกษตรของประเทศไทยมีมาก แต่ต้องมาวางอย่างเป็นระบบ และเอาเทคโนโลยีมาใช้ในทุกขั้นตอนนะครับ แม้กระทั่งอย่างรถให้ปุ๋ยใช้โดรนก็มี ให้ยาพ่นใช้โดรน โดรนเดี๋ยวนี้ที่เมืองจีนตัวประมาณ 200,000 บาท ใช้พ่นยานะครับ บินขึ้นไปพ่นยา 2 แสนกว่าบาทเองครับ ทุกอย่างมันถูกลงเยอะเทคโนโลยี เพียงแต่ว่าเกษตรกรอาจจะยังหาไม่เป็น หาไม่เป็นว่ามันซื้อที่ไหนยังไงราคาเท่าไหร่ยังไงเนี่ย แล้วแต่คนเอามาถามถึงที่ ถามถึงที่บางทีฟันก็มีนะครับอย่างเช่นปุ๋ยก็เหมือนกัน ฟันค่าปุ๋ย ฟันค่ายาฆ่าแมลง ชาวเกษตรกรไม่มีทางเลือก ก็ชีวิตก็เลยลำบากอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเรารู้เท่าทันกลไกของตลาดโลก เรารู้เท่าทันเทคโนโลยีที่จะเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เรารู้เท่าทันวิธีการแปรรูป เรารู้เท่าทันว่าเขามีเทคนิคทางการเงินอย่างไรในการเอาเปรียบ หรือการที่เราจะได้เปรียบ อันนี้เป็นสิ่งที่จะต้องเอามาคิดรวมกันทั้งหมดนะครับ 1.รู้เรื่องตัวพืชที่เราจะปลูกหรือที่ทำเป็นธุรกิจ 2.เรารู้ธรรมชาติของมันทั้งการตลาดและการแปรรูป แล้วก็ 3.เราเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เต็มที่ ก็จะทำให้คนรุ่นใหม่สามารถค้าขายทำมาหากินได้อีกอย่างหนึ่งคือการเกษตรครับ วันนี้เอาแค่นี้นะครับ เพื่อจะให้แนวทางในการทำมาหากินมันชัดมากขึ้นนะครับ ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจโดยใช้การเกษตรเป็นหลักนะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ

009 “เกษตรแม่นยำ คือหัวใจของเกษตรกรไทย” ตอนที่1 เกษตรเพื่อชีวิตสู่เกษตรเพื่อธุรกิจ

009 “เกษตรแม่นยำ คือหัวใจของเกษตรกรไทย” ตอนที่1 เกษตรเพื่อชีวิตสู่เกษตรเพื่อธุรกิจ

การทำเกษตรในยุคใหม่จะเปลี่ยนไปจากเดิมด้วยเกษตรแม่นยำ เกษตรกรต้องใช้เทคโนโลยีสู้กับภาวะดินเสื่อม ปัญหาน้ำ และภาวะโลกร้อน หากจะทำเกษตรให้ได้กำไรต้องเปลี่ยนจากเกษตรยังชีพมาเป็นเกษตรธุรกิจ ใช้ agritech ยกระดับอาหารที่ดีขึ้นสู่ผู้บริโภค และแปรรูปเพื่อหาตลาดที่ต้องการให้ได้ราคาที่ดีที่สุด

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยที่เคารพรักครับ วันจันทร์นี้ผมขอพูดเรื่องแนวทางการทำมาหากินอีกครั้งหนึ่ง  แต่วันนี้จะเน้นเรื่องของการเกษตรและการอาหาร ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เป็นเรื่องที่เป็นการเกษตรเฉพาะเกษตรกรเท่านั้น ผมยังคิดว่ามันเป็นการประสานสินทรัพย์สมอง ปัญญา ระหว่างคนกรุงและคนชนบท การเอาที่ดินความชำนาญ ความอดทนของเกษตรกร กับการเอาความเป็นคนรุ่นใหม่การใช้เทคโนโลยีเป็น หรือการหาตลาดเป็น เป็นการประสานกันระหว่างคนเมืองกับคนชนบท ก็จะเป็นการแนะนำว่าเรายังมีช่องทางทำมาหากินของเราอีกทางหนึ่ง คือเรื่องเกษตรและเรื่องอาหาร

ปัจจุบันประชากรโลกมีอยู่ราว 7.6 พันล้านคน แล้วเค้าประมาณว่าในปี 2050 หรือก็ประมาณอีก 31 ปีข้างหน้า ประชากรโลกอาจจะมีถึง 10,000 ล้านคนนะครับ องค์การอาหารและการเกษตรหรือ FAO บอกว่า จำนวนประชากรที่สูงขึ้นจะส่งผลทำให้โลกต้องการบริโภคสินค้าที่เป็นอาหารเพิ่มขึ้นถึง 70%  แล้ว 70% มันจะเพิ่มอย่างไร มันก็มีการชั่งใจกันระหว่างการจะขยายพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งมันคงทำไม่ได้แล้ว แต่การขยายพื้นที่เพาะปลูกนั้นก็จะเจอปัญหาว่า ถ้าการตัดไม้ทำลายป่ามากขึ้น การใช้ป่ามาทำการเกษตรมากขึ้น การเกษตรที่เป็นลักษณะเป็นพืชอาหาร มันก็จะทำให้เกิดปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อน หรือ climate change ก็เลยต้องชั่งใจกันว่าจะเอายังไง จึงเกิดเทคโนโลยีขึ้นอย่างมากมายเกี่ยวกับเรื่องการเพาะปลูกอะไรทั้งหลาย

หันกลับมาในประเทศไทย บ้านเรามีพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 108 ล้านไร่ หรือราว 80% ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ เรามีปัญหาหาดินเสียไปแล้วนะครับ 80 เปอร์เซ็นต์ของร้อยแปดล้านไร่เนี่ย มีปัญหาเรื่องดินเสีย เสียจากอะไร จากสารเคมี จากการเพาะปลูกที่มันไม่เหมาะสม เพราะว่าบางทีบางครั้งเราก็ไปปลูกในพื้นที่ที่พืชตัวนี้ต้องการดินที่มีปุ๋ยที่เป็นธรรมชาติ แต่ว่าเราต้องฝืนใส่ปุ๋ย ฝืนใส่อะไรเข้าไปเพื่อจะปลูกพืชตัวนี้ คือเราไม่ได้ปลูกพืชตามความเหมาะสมของดินฟ้าอากาศ แต่เราปลูกพืชตามความเคยชินมากกว่าที่เราจะไปคิดถึงหลายๆ อย่าง วันนี้คือสิ่งที่เป็นปัญหาปัจจุบันนะครับ ก็ทำให้ดินมันเสื่อมโทรม ภาวะโลกร้อนก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

เพราะฉะนั้นในการเพาะปลูกต่อไปเนี่ยมันต้องคิดถึงว่า ทำไงจะให้ใช้น้ำน้อยลง ทำยังไงถึงจะให้เป็นมีความปลอดภัยในการบริโภคมากขึ้น หรือทำยังไงจะให้ได้ผลมากขึ้น ก็เลยมีการพูดกันถึงเรื่องเทคโนโลยีที่เรียกว่าเกษตรแม่นยำ หรือว่า Precision agriculture, Precision agriculture ถามว่าที่ไหนทำแล้วบ้าง ก็ที่ญี่ปุ่นครับ ญี่ปุ่นเนี่ยพัฒนาการเขาชัดเจนมาก จากการทำที่เรียกว่าเป็น Mechanized farming ใช้เครื่องจักรกลธรรมดาที่เป็นระบบที่เราเรียกว่า อนาล็อก ตอนนี้เขาก็เริ่มมาทำเป็น Digital ก็คือการใช้ระบบที่สามารถทำนายดินฟ้าอากาศ รู้ดินที่มันจะต้องเข้ากันว่า ช่วงฤดูนี้ควรปลูกอะไรยังไง น้ำจะมาตอนไหน มาตอนเก็บเกี่ยวหรือมาตอนเพราะปลูกอะไร คือเขาคำนวณได้หมด เขาก็จะเลือกพืชที่มันเหมาะสม แล้วนอกนั้นยังไม่พอ การหว่าน หรือการเก็บเกี่ยว เขาก็ใช้ GPS เชื่อมมากับรถแทรกเตอร์ หรือรถที่ใช้ในการพรวน ในการปลูกชำ มีความละเอียดเป็นตารางนิ้วเลย เพราะฉะนั้นเขาก็จะปลูกตรงนี้ๆๆ และเขาก็จะเก็บถูกต้องหมด ใช้เหมือนกับเป็นหุ่นยนต์ ถือเป็นเทคโนโลยีทั้งด้าน Artificial Intelligent หรือปัญญาประดิษฐ์ หรือหุ่นยนต์ บวกกับเรื่องของ GPS เข้าไป จริงๆ แล้วมันก็เป็นคอนเซ็ปต์ที่เป็นที่เรียกว่าเป็น IOT หรือ Internet of Things ด้วยเหมือนกัน นั้นก็คือสิ่งที่มือถือรุ่นใหม่ ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นใหม่ที่จะใช้ 5G ก็จะมีศักยภาพในการทำ Internet of Things มากขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็ 5G กำลังจะมา เราเนี่ยเป็นคนที่ใช้เทคโนโลยีและใช้ก็ไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ เพราะเรายังเอาฟีเจอร์ของเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้เป็นบางส่วนเท่านั้นเอง ไม่ต้องอะไรมากเอาแค่วิทยุในรถเรานี่แหละ มันมีลูกเล่นตั้งเยอะแยะแต่เราใช้ไม่กี่อย่าง เพราะเราขี้เกียจศึกษา จริงๆ แล้วแต่และเทคโนโลยีมันแข่งกันที่ฟิวเจอร์ต่างๆ มีเยอะมาก เพราะฉะนั้นเหมือนกับ 5G ที่กำลังจะมาเนี่ย เค้าเอาไปใช้กับรถที่ไม่มีคนขับ หรือ ICar เอามาใช้กับพวก Internet of Things ทั้งหลายที่สามารถที่จะเชื่อมโยงแบบไร้สายเข้ามาผ่านระบบโทรศัพท์มือถือด้วยความเร็วสูงขึ้นนะครับ ใช้กับ Virtual Reality มันกำลังมาหมดละ เพราะฉะนั้นการเกษตรก็ต้องเอามาใช้เป็นประโยชน์ เรื่องโดรน การควบคุมโดรน ก็สามารถใช้คลื่นของ 5G ได้ อันนี้ก็มันกำลังมา ก็เรื่องการเกษตรนี้ก็จึงเป็นสิ่งที่จะต้องใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้นนะครับ

การลงทุนพวกนี้ก็เริ่มมีในหลายประเทศก็ลงทุนไปมากขึ้นเรื่อยๆ นะครับ วันนี้ที่เอาเรื่องนี้มาพูดก็เพื่อจะโน้มน้าวให้ฟังว่า ข้างหน้ามันผลิตอาหารเท่าไหร่ก็ไม่พอกิน แล้วเราเนี่ยเป็นประเทศที่อยู่ในประเทศที่เป็นความร้อนชื้น เราสามารถปลูกพืชได้เยอะแยะไปหมด พืชอาหาร เราสามารถเลี้ยงสัตว์ที่เป็นอาหารได้อีกเยอะแยะมาก แต่ว่าวันนี้เกษตรกรของเรายังเป็นเกษตรกรแบบวิถีชีวิต ก็คือวันๆ หนึ่งก็เป็นวิถีชีวิตว่าจะต้องทำการเกษตรเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวไปวันๆ หนึ่ง ไม่ได้คิดว่าจะทำเศรษฐกิจเป็นเรื่องเป็นราวที่จะทำมาหากินเป็นล่ำเป็นสัน ร่ำรวยอะไรเนี่ย ยังไม่ได้คิดไปถึงขนาดนั้น แล้วก็ค้าขายก็ไม่ได้เป็น ก็เลยทำให้ขาดทุนบ้าง รัฐบาลต้องเข้าอุ้มบ้าง     ถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางบ้าง ปัญหาเหล่านี้มันเลยเป็นปัญหาที่ว่าเกษตรเราจริงๆแล้วเราก้าวหน้าเก่งกว่าใครในโลกเยอะแยะไปหมด ผมมาที่อินโดนีเซียเขาก็บอกว่าสินค้าเกษตรของเขาสู้เราไม่ได้ เขาส่งคนไปเรียนตั้งเยอะแยะ กลับมายังสู้ของไทยไม่ได้ คือเรายังมีของเราได้ก้าวหน้ากว่าคนอื่นเยอะ แต่เราทำให้มันเป็นสเกลเป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เลยอยากจะชวน จะช่วยทั้งเกษตรกร แล้วก็ชวนคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่รู้จะทำมาหากินอะไร ได้มองเรื่องนี้ว่าเราจะเอาเทคโนโลยีไปใช้กับการเกษตรได้อย่างไรบ้างนะครับ เรื่องนี้อาจจะยาวไม่รู้จะต้องแบ่งเป็น 2 ต่อหรือเปล่านะครับ เพราะมันเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์จริงๆ

ผมมานั่งดูว่า วันนี้ยกตัวอย่างง่ายๆ บางที่ชอบปลูกสับปะรดก็จะปลูกประจำ ปลูกจนดินมันจืดหมดแล้วเพราะมันกินดินเยอะ ปลูกอ้อยก็ปลูกประจำ แต่ว่าเราไม่รู้ว่ามันควรจะต้องลงเดือนไหน แล้วควรจะเก็บเกี่ยวเดือนไหนยังไงเนี่ย มันก็ยังไม่มีข้อมูล เราใช้ความเคยชินของการเป็นเกษตรกรตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่ามา แต่ว่าโลกยุคใหม่มันสามารถที่จะเก็บข้อมูลขึ้นไปบน Cloud นะครับ เช่นว่า ข้อมูลดิน ว่าดิน ณ บริเวณนี้ จังหวัดนี้ เขตนี้ พิกัดเท่านี้ มันเป็นดินประเภทที่ว่าสภาพดินเป็นยังไง มันมีปุ๋ยประเภทไหน ขาดปุ๋ยประเภทไหน ต้องเติมปุ๋ยประเภทไหน ถ้าจะต้องปลูกพืชอะไร แล้วพืชอะไรควรเหมาะกับดินที่มีอยู่ที่จะต้องใช้ปุ๋ยน้อย แล้วก็แถบนั้นดินฟ้าอากาศเป็นยังไง สมมุติว่าฝนจะตกเดือนมิถุนาเป็นต้นไป ถ้าเราไปปลูกพืชที่มันออกดอกออกผลในช่วงฝนตกมันก็อาจจะเสียหาย ช่วงฝนตกมันก็อาจจะเป็นช่วงที่เราชำแล้ว แล้วก็มีฝนมาเลี้ยง ทำให้เราไม่ต้องรดน้ำมาก นี่ก็จะเป็นสิง่ที่เราจะเอาขึ้นไปใน Cloud  หรือในที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ เราก็จะสามารถใช้ Application ในมือถือเรียกถามดูได้ว่า ดินตรงนี้เป็นยังไง ฝนจะเป็นยังไง แล้วผมควรจะปลูกเพื่ออะไร ปลูกแล้วพืชตัวนี้ แล้วต้นทุนการผลิต ณ จุดนี้มันจะเท่าไหร่ เพราะมันใช้ปุ๋ยน้อย มันควรจะเป็นต้นทุนผลิตเท่าไหร่แล้วราคาตลาดวันนี้เป็นเท่าไหร่ เราควรจะทำไหม ถ้าควรทำเราก็จะปลูก ไม่ควรทำ ขาดทุนแน่ๆ ทำทำไม อะไรทำนองนี้ แล้วนอกนั้นยังไม่พอ เราจะมีเรื่องการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เดี๋ยวเราว่ากันทีหลังเรื่องการตลาด แต่เรื่องปลูกเนี่ยเราต้องทำให้การเพาะปลูกมันแม่นยำขึ้น สิ่งเหล่านี้มันทำได้เลยนะครับ และคนรุ่นใหม่สามารถเข้ามาช่วยกันทำเรื่องพวกนี้ ผมอยากเปลี่ยนเกษตรจากวิถีชีวิต มาเป็นเกษตรเพื่อเป็นธุรกิจ เมื่อเกษตรเป็นธุรกิจนั่นหมายความว่าท่านจะต้องทำกำไรจากการทำเกษตร    ซึ่งมันสามารถทำได้ไม่ยากในประเทศไทยนะครับ เดี๋ยวเรามาพูดเรื่องการตลาดแล้วเราจะเห็นชัดว่าเราเสียเปรียบได้เปรียบยังไง

ก็วันนี้เนี่ยเรายกตัวอย่างง่ายๆ อย่างป่าที่ขาดความอุดมสมบูรณ์บางส่วนก็ต้องมาทำเป็นพื้นที่เพาะปลูกการเกษตร บางส่วนก็สามารถปลูกไม้โตเร็ว บางส่วนอาจจะปลูกไผ่ พวกนี้มันเป็นธุรกิจหมด มันสามารถทำเงินได้ แต่ในขณะเดียวกันก็รักษาความชุ่มชื้นของดินของป่าได้ แต่ว่าต้องบริหารการจัดการอย่างถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่นในประเทศฟินแลนด์ เขาปลูกต้นไม้เต็มเลย แต่เค้าให้ตัด เค้าไม่ได้ตัดแบบถางหญ้านะ ตัดพรวดยาวเนี่ย ตัดไม่มักง่ายแบบนั้น เค้าตัดเป็นต้นสลับ พอตัดเสร็จปุ๊บ ก็มีการปลูกใหม่ ปลูกแซม แล้วปีต่อไปที่ไม่ได้ตัดก็มาตัด ก็สลับกันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ก็ทำให้สภาพความเป็นป่าก็ยังอยู่ แล้วทำอุตสาหกรรมไม้ก็ยังทำได้อยู่

เรื่องของการปลูกพืชที่เป็นอาหาร วันนี้เราจะต้องเปลี่ยนนอกจากเราใช้ดินที่มีอยู่เต็มที่แล้วเนี่ย อีกอย่างนึงเนี่ย อย่างจีนเนี่ยเริ่มแล้วครับ เริ่มเอาพืชมาเป็นอุตสาหกรรม เอาการเกษตรมาเป็นอุตสาหกรรม แต่ไม่ใช่อุตสาหกรรมการเกษตรนะ เอาเกษตรมาเป็นอุตสาหกรรม ก็คือเอามาปลูกในร่ม ในโกดังใหญ่ๆ มาปลูกในร่ม แล้วก็ใช้ระบบน้ำน้อย แบบไฮโดรโพนิกส์แบบนี้ก็มีนะครับ ปลูกแบบใช้น้ำน้อย ปลูกในโรง เยอะมากในจีน เวลาผมบินก่อนจะร่อนลงเนี่ยจะเห็นมีโรงกรีนเฮ้าส์พวกนี้เยอะมาก แล้วก็เขาปลูกเนี่ย เค้าใช้โรบอตเป็นตัวปลูกตัวเก็บ แล้วเป็นโรงงานใหญ่ ก็ทำเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมเลย แล้วก็ควบคุมอุณหภูมิ ควบคุมอะไรได้ แล้วก็สามารถขายออกไปในในตลาดใหญ่ๆ ได้ เพราะประเทศเขาระบบการตลาดของเขาดี แล้วก็มีระบบการซื้อขายล่วงหน้าผ่านระบบเทคโนโลยีจากบล็อกเชนบ้างอะไรบ้าง ผมคิดว่าวันนี้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ทางเทคโนโลยีก็สามารถที่มาทำการเกษตร โดยที่อาศัยความชำนาญและความอดทนของเกษตรกรจากต่างจังหวัด อาศัยที่ดินที่มีอยู่ เพราะต่อไปข้างหน้าที่ดินที่มีอยู่ ที่ดินเพื่อการเกษตรเนี่ยจะมีราคา เพราะผลิตอาหารได้เยอะ และผลิตอาหารแบบได้รอบของการผลิตเร็วขึ้น มองไปเลยครับว่าอนาคตมันเป็นอย่างนี้ แม้กระทั่งการเลี้ยงสัตว์ เดี่ยวนี้บางทีบางครั้งในโลกข้างหน้าเนี่ยมันเริ่มมีการเพาะเนื้อสัตว์ขาย ไม่ใช่เป็นการฆ่าสัตว์จริงๆ ก็เทคโนโลยีนี้มาจากอิสราเอลตอนนี้จีนซื้อมาแล้วบางส่วน บางประเทศก็ซื้อไปเองบ้าง มีเทคโนโลยีตัวนี้เองบ้างสามารถผลิตไก่โดยที่ไม่ต้องมีไก่สักตัว สามารถผลิตเนื้อ โดยที่ใช้เทคโนโลยีตัวนี้เพาะพันธุ์ ซึ่งผมก็ยังไม่ค่อยได้เห็นของจริงเท่าไหร่ แต่ก็ไปอ่านหนังสือมาก็รู้ว่ามันมีแล้วนะครับ

พวกนี้มันก็จะทำให้เราสามารถที่จะสร้างรายได้ใหม่นะครับ ถามว่าแล้วผมจะไปเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร ก็ต้องบอกให้ว่ามันมีงานนิทรรศการทั้งหลายที่เขาเรียกว่า AgriTech หรือ FoodTech ทั้งหลายเนี่ย มันจะมีนิทรรศการอยู่ประจำ ดูไบก็จัดบ่อยนะครับ ทั้งๆ ดูไบก็เป็นทะเลทรายก็จัด AgriTech จัดที่สิงคโปร์ประกาศว่าจะเป็นศูนย์ทาง AgriTech นะครับ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีที่เกษตรกรอะไร แต่ว่าเขาต้องการที่จะเอาเทคโนโลยีเนี่ย มาสามารถที่จะมาให้เป็นที่ปรึกษา แล้วก็ติดตั้งเทคโนโลยีต่างๆเพื่อมาใช้สำหรับให้เกษตรกรก็ดี หรือว่าให้คนที่ต้องการจะเอาการเกษตรมาทำเป็นธุรกิจเนี่ย ก็จะได้สามารถที่จะเข้าใจและทำได้ คนรุ่นใหม่ผมอยากแนะนำว่า ตอนสมัยผมหนุ่มๆ เนี่ย ผมไม่รู้เรื่อง Telecom เลย ผมก็อาศัยไปเรียนรู้จาก Exhibition หรือนิทรรศการต่างๆ เป็นประจำวัน เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าคนหนุ่มๆ ทั้งหลายสนใจว่าเกษตรมันน่าจะเป็นแนวทางที่ทำมาหากินได้ในอนาคตข้างหน้า ก็ลองไปดู Exhibition เรื่อง AgriTech ที่มีอยู่ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สิงคโปร์ บราซิล เนเธอร์แลนด์ หรือแม้กระทั่งดูไบ มีจัดงานบ่อย ก็นั่งเข้าอินเตอร์เน็ตดูได้ว่า AgriTech จัดที่ไหน เมื่อไหร่ก็ไปดู ดูแล้วเริ่มศึกษาเข้าใจ แล้วก็ไปนั่งพูดคุยกับบริษัทที่ผลิตทั้งหลาย บริษัทที่ปรึกษาทั้งหลาย ผมก็เป็นคนแบบนี้ ไปนั่งคุยคนนั้นนั่งคุยคนนี้ ฟังจนเข้าใจหมด แล้วก็เลยมาเริ่มหัดทำธุรกิจ ก็เราก็เอามาหัดได้นะครับ หรือแม้กระทั่งคนที่จบมหาวิทยาลัย หรือจบวิทยาลัยเทคนิคทางด้านการเกษตร ก็แทนที่จะทำธุรกิจแบบเดิมๆ ก็มาทำแบบนี้ได้

008 “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือโอกาสของคนไทย”

008 “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือโอกาสของคนไทย”

เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นอนาคตของโลกใบนี้ครับ ในยุคที่หุ่นยนต์ถูกนำมาใช้ทดแทนแรงงานอุตสาหกรรม เราต้องเปลี่ยนแปลงความคิดเพื่อนำแรงงานมาสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แล้วอุตสาหกรรมของไทยจะแข่งขันได้ด้วย Mass Customization ที่แตกต่างจากอุตสาหกรรมผลิตจำนวนมาก

ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน เสื้อผ้าประจำชาตินำมาประยุกต์ออกแบบใหม่ด้วยความคิดสร้างสรรค์เพื่อขายได้ทั่วโลกเช่นของ DKNY ผมเคยมีแนวคิดจ้างนักการตลาดระดับโลกมาพัฒนา OTOP มาก่อน แต่การจะทำได้ต้องเปลี่ยนการศึกษา จากการเรียนแบบแท่งๆ แยกรายวิชา มาเป็นให้เด็กเรียนรู้อย่างไม่มีเส้นแบ่งเขต ซึ่งคนไทยทำได้ครับ

สวัสดีครับท่านพี่น้องที่เคารพรักครับ วันนี้จะมาพูดเรื่อง Creative Economy หรือเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์ หรือว่าใช้ความสามารถในการสรรสร้างเพื่อทำมาหากินนั่นเองนะครับ ก็อยากจะเป็นช่องทางอันหนึ่งที่จะแนะนำว่าเราจะทำมาหากินอะไรกันดี เพราะในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พัฒนาการของเราก็ยังล้าหลังหลายๆประเทศ ในหลายๆด้าน เราจะมาแก้ไขปัญหาว่าคนไทยจะทำมาหากินอย่างไรดี ผมคิดว่าสิ่งทีเรายังมีอยู่และจีนก็สู้เราไม่ได้ในจุดหลักๆนี้ก็คือ เรื่องของการที่จะเอาทักษะฝีมือคนไทย วิธีคิดแบบไทย    ที่จะมาประยุกต์เพื่อให้ทันโลก ให้เป็นที่ต้องการของโลกยังมีช่องทางอีกมากมาย จากการสำรวจพบว่า สถิติที่มีอยู่ประมาณปี 2559 คนไทยประมาณเกือบ 900,000 คน ทำมาหากินอยู่ในสายงานที่เรียกว่า Creative Economy หรือเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์นะครับ จริงๆแล้วมีมากกว่านี้เยอะ มันอยู่ในสายเลือดแต่เราต้องมาปรับปรุง มาพัฒนา มาอบรม มาสอน นำเทคโนโลยีมาช่วยประกอบ เราสามารถที่จะหาคนเหล่านี้มาทำมาหากินได้อีกเยอะ ผมคิดว่าถึงเวลาที่ต้องนั่งคิดว่าเราจะเคลื่อนย้ายแรงงานของคนไทยทั้งหมดอย่างไร

ถ้าสมมุติว่าวันนี้เราต้องเริ่มนำเอาหุ่นยนต์เข้ามาใช้เยอะ แรงงานก็จะว่างเยอะ เหลือแต่แรงงานที่สามารถเป็นนายหุ่นยนต์ได้ที่จะอยู่ในภาคอุตสาหกรรมภาคการผลิตต่อ ส่วนคนที่ทำงานเป็นนายหุ่นยนต์ไม่ได้ ต้องใช้แรงงานอย่างเดียวก็จะ ตกงาน คนเหล่านี้ต้องย้ายมาอยู่ในภาคบริการ ภาคบริการเช่นเรื่องของภาคการท่องเที่ยว มาเป็นเชฟ มาปรุงอาหาร มาหัดเสิร์ฟ มาหัดทำด้านเสริมสวย ด้านสปา มันทำได้หลายอย่างนะครับ ทำงานหัตถกรรมก็ได้เพราะว่าคนไทยมีฝีมือที่จะเทรนได้ ผมเคยไปเห็นเด็กจบ ป.4 เอามาฝึกวาดรูปแป๊บเดียววาดได้สวยงามเพราะเราเหมือนกับมี DNA ตัวนี้อยู่ พอมาถึงด้านของคนที่ทำงานด้านการเงิน ธนาคาร            ที่ตกงานเป็นหมื่นๆคน  คนเหล่านี้มีความรู้เรื่องการเงิน เราก็น่าจะเอามาปรับให้มาเป็นผู้ประกอบการได้       เอามาฝึก มาสอน มาเทรน ให้เป็นผู้ประกอบการและเขารู้เรื่องการเงินเขาจะปรับตัวได้ดี แล้วก็นำแรงงานที่เคลื่อนย้ายทั้งหลายมาทำด้าน Creative Economy

ผมเคยเจอคนหนึ่งนะครับ เมื่อประมาณปี 2540 ที่มีวิกฤติเศรษฐกิจ ตอนนั้นเขาตกงานจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เขาก็มาคิดว่าจะทำอะไรดี ก็มั่งมองเห็นทองม้วน เอามาปรับใหม่ เอามาใส่หมูหยองบ้าง    เอามาใส่ช็อกโกแลตบ้าง และทำแพ็คเกจหรือทำห่อสวยๆงามๆ มีฉลากสวยๆ ก็ส่งขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต    ก็เลยมีรายได้ดีกว่าตอนเป็นลูกจ้างเงินทุนหลักทรัพย์เสียอีก อันนี้ก็คือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอด มาปรับปรุง มาเพิ่มมูลค่า อะไรแบบนี้ถือว่าเป็นงานด้านนี้หมด ซึ่งจีนก็เก่งแต่ว่าจีน      จะเน้นในด้านอุตสาหกรรมที่เป็นการผลิตเยอะๆ หรือเป็น Mass Production เพราะฉะนั้นในอุตสาหกรรมที่เป็น Mass Customization เรายังมีช่องที่จะเข้าไปแข่งขันได้อยู่ นะครับ ถ้าเรา Customize หรือว่าทำดีไซน์เฉพาะแบบ เฉพาะคน เฉพาะกลุ่มคนอะไรแบบนี้ เรายังเก่งอยู่นะครับ เราสามารถทั้งรัฐและเอกชนช่วยกันเอาแรงงานที่มีอยู่ปัจจุบันมาเทรนกันใหม่ เราก็จะสามารถสร้างคนที่ผลิตผลทางด้านทางเศรษฐกิจของไทยได้อีกเยอะ     นะครับ ก็เป็นหน้าที่ที่รัฐจะต้องเข้าไปช่วยเยอะหน่อย ก็เหมือนที่ Bill Gates เคยพูดนะครับ Bill Gates ที่เป็นเจ้าของไมโครซอฟท์  Bill Gates พูดว่าถ้าเราเกิดมาจนมันไม่ใช่ความผิดของเราหรอก แต่ถ้าเราตายจน        เป็นความผิดของเราแน่นอน แต่ถ้าเรายังไม่อยากตายจนแต่เรามาตายจนถือว่าเป็นความผิดของรัฐบาล เพราะว่ารัฐบาลมีหน้าที่ต้องสร้างโอกาสใหม่ๆให้กับคนในชาติ เพื่อให้คนในชาติได้มีโอกาสที่จะดิ้นรน            ทำมาหากินได้อย่างสะดวกสบายขึ้นเพื่อที่จะได้ไม่ต้องตายจนนั่นเองนะครับ รัฐบาลทุกประเทศจะต้องพยายามสร้างโอกาสให้คนนะครับ

วันนี้ทั่วโลกมีสิ่งที่เรียกว่า Artisan Product เป็นของที่เกิดจากฝีมือแรงงานของคนพื้นบ้าน  แต่ว่าระดับการพัฒนาต่างกัน ผมไป Africa ไปเห็นพวก souvenir ของที่ระลึก ไปเห็น ดูสวยไหม สวย แต่ยังไม่อยากซื้อ   ไม่รู้ซื้อไปทำอะไร นั่นก็คือว่ามันยังไม่สามารถเอามาใช้งานในประจำวันได้ นั่นก็คือว่าการออกแบบหรือการ    ใช้งานมันไม่ตรงกับความนิยมของตลาดทั้งโลกนะครับ OTOP ของเราตอนที่เราเริ่มต้นใหม่ๆ เราก็ไปปรับปรุงแบบ เราเอาเทคโนโลยีไปช่วยบ้าง เอาการตลาด เอา packaging มาช่วยบ้าง ผลสุดท้ายก็ขายได้ในปีแรกๆขายได้ถึง 40,000 กว่าล้านบาทในสมัยก่อน ตอนหลังมาผมก็เลยไปจ้างนักการตลาดคนหนึ่ง ชื่อ Peter Arnell ซึ่งเป็นคนสร้างอิมเมจใหม่ให้กับ Samsung ให้กับ DKNY เขาก็ไปเอาดีไซน์เนอร์อย่างเช่นคนที่ออกแบบรถ Ferrari มาช่วยทำ ก็ลองมา redesign OTOP ใหม่ ซึ่งตอนนั้นผมกำลังจะ launch ออกไปแต่ยังไม่ได้ทำเนื่องจากการเมืองเปลี่ยนไป เขาใช้แม้กระทั่งเครื่องพิมพ์สามมิติ  (3D printer) ให้ดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบรถ Ferrari ออกแบบสินค้า OTOP ให้ที่อุดรทำบ้าง ให้ที่ขอนแก่นทำบ้าง ให้ที่สกลนครทำบ้าง โดยใช้ไอ้ตัวนี้ออกแบบและส่งมาทางอินเตอร์เน็ต และก็ทำเป็นโมลออกมาเลย    เราก็เห็นว่าต้นแบบคือแบบนี้ เราก็ไปผลิตและใส่สีใส่อะไรไป ก็จะทำให้เราออกแบบด้วยความต้องการของทั่วโลกโดยใช้ฝีมือคนไทย แล้วก็เอา         ความเป็นไทยใส่เข้าไปในวัสดุนั้นๆ แล้วก็มองโลกทั้งโลกให้เป็นตลาดนั่นก็คือของออกมาต้องขายได้ทั่วโลก ไม่ใช่ขายได้เฉพาะที่เมืองไทย เช่น ของแม้ว ไม่ปรับประยุกต์ก็ขายยาก ก็เป็นลักษณะของการที่ต้องดีไซน์       ให้ถูกต้องกับรสนิยมของคนทั้งโลก จะได้ขายได้กว้างขึ้นนั่นเอง นั่นคือการที่ผมไปจ้างคนมาทำดู            เพื่อที่จะได้ลองรู้ว่าเราจะทำได้ไหม

Peter Arnell ยกตัวอย่างให้ผมดูผลิตภัณฑ์ของ Hermès ที่แพงที่สุดดังที่สุดในโลกมาให้ผมดู Hermès มีสัญลักษณ์อยู่นิดเดียวคือเกี่ยวกับม้าทั้งหมด ตัวม้า หัวม้า กรนม้า บังเหียนม้า อานม้า ทั้งหมดเอามาผสมผสาน ดีไซน์ใส่ตรงนั้นตรงนี้ให้มันมี accent หรือมีความเป็นม้าอยู่ในดีไซน์ของแต่ละอัน ไม่ว่าจะเป็นจาน เป็นผ้าพันคอ เป็นเสื้อผ้า ผ้าห่มอะไรพวกนี้ เขาก็ใส่เข้าไป เพราะฉะนั้นคนเห็นปุ๊บก็รู้ว่าเป็น Hermès       เพราะเขาสร้างแบรนด์มาจนดังคนก็เลยนิยมซื้อกัน Peterเลยบอกผมว่าแบบนี้ของไทยเราก็ทำได้ เราจะทำ   บ้านเชียง เราก็เอาดีไซน์บ้านเชียงมาทำเป็นผ้าพันคอ เป็นเสื้อเชิ้ต แต่ต้องดีไซน์ออกมาเพื่อให้คนทั้งโลก     ใช้ได้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ว่าความเป็นไทยใช้ได้เฉพาะแค่คนไทยไม่ใช่ ต้องใช้ได้ทั่วโลก มันก็เป็นวิธีคิดแบบใหม่     ที่จะทำให้เกิดตลาดที่กว้างขึ้น

สิ่งที่เป็น artisan product หรือสิ่งที่เป็นของประจำชาติทั้งหลาย ตัวอย่างอีกคนหนึ่งคือ Donna Karan ยี่ห้อ DKNY จะใช้คนไปหาซื้อเสื้อผ้าต่างๆ ที่เป็นของประจำชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ปากีสถาน จีน ไทย ชาวเขาเผ่านั้นเผ่านี้แล้วไปแขวนไว้ในโกดัง แล้วก็ตั้งโต๊ะเพื่อให้ดีไซเนอร์นักออกแบบของเขานั่งมอง ใครจะเอาแบบนั้นมาผสมกับแบบนี้ เอาแบบนี้ไปประยุกต์เป็นอย่างนั้นอย่างนี้    แล้วก็ออกแบบมาใหม่ แล้วก็ตัดเย็บเพื่อให้เป็นแบบที่สากลใช้ สากลใส่ แล้วก็ขายดิบขายดี มีอยู่วันหนึ่งผมไปนั่งกินข้าวกับนายกปู เขาบอกว่า พี่ๆมีชาวเขามานั่งข้างๆเรา ผมก็หันไปดู อ้าว! ปรากฏว่าเป็นฝรั่งใส่ปลอกคอของอีก้อ แต่ว่าเป็นการออกแบบใหม่แล้ว ทำใหม่แล้ว มีคนเอาไปทำขาย แต่เป็นไอเดียมาจากปลอกคอของอีก้อที่คอยาวแบบนั้น เอามาใส่          มันก็ดูสวยดีพอดีไซน์ใหม่ ฝรั่งเอามาใส่มันก็ดูดีขึ้น สิ่งแบบนี้มันเป็นเรื่องของการเอาของที่มีอยู่ เอาความคิดสร้างสรรค์มาปรับใหม่ก็ขายได้แล้วนะครับ แม้กระทั่งอย่างกางเกงที่เรียกว่ากางเกงแบบ Slim Fit คือรัดรูปเลย เป็นเลกกิ้งแล้วใส่เสื้อตัวใหญ่ๆยาวๆจริงๆก็ประยุกต์มาจากชุดของคนอินเดียนี่เอง

วันนี้จะทำอย่างไรให้คนมี creative ให้คนมีความคิดสร้างสรรค์  Ph.D. Ken Robinson ได้พูดในรายการ TED Talk เมื่อประมาณปี 2006 และก็เขียนหนังสือตัวเองเล่มหนึ่งชื่อ Creative School คือว่า อยากจะมีการปฏิรูปตั้งแต่ชั้นล่างลงมาเลย เพื่อจะเปลี่ยนระบบการศึกษาให้เด็กที่จบมาแล้วมี             ความคิดสร้างสรรค์ เพราะว่าระบบการศึกษาเราทั่วโลกที่ยังไม่พัฒนาแล้วเหมือนกัน ได้รับอิทธิพลมาจากโลกยุคที่สอง คือยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมนั่นเอง คือทุกอย่างที่เค้าเรียกว่า silo thinking คือมีความคิดเป็นแท่งๆ แท่งๆ มีแต่ละวิชา เป็นวิชา 1 วิชา 2 วิชา 3 แยกกันหมด แต่โลกยุคใหม่มันเป็นโลกที่วิชาแทบจะไม่มีเส้นแบ่งเขต มันเรียนรวมกันเบลอจนไม่มีวิชา แต่ในเนื้อหามันมีทฤษฎีของวิชาแต่ละวิชาปนกันไปหมดอยู่ในนั้น ผลสุดท้ายมันจะกลายเป็น1 + 1 ได้มากกว่า 2 3 4 5 ถ้า 1 เป็นแท่งๆ  1 + 1 เต็มที่ก็ได้ 2 บางทีได้ศูนย์ก็มี ได้ 1    ก็มี ติดลบก็มี เพราะว่าโลกมันเปลี่ยน วิธีคิดมันเปลี่ยน

เพราะฉะนั้นวิชามันเลยไม่มีเส้นแบ่งวิชาเพื่อให้เด็กมีความคิดพัฒนาเองตลอดเวลา เพราะฉะนั้นหลักสูตรการศึกษาก็เลยเป็นเรื่องที่ทะเลาะกันเถียงกันระหว่าง  นักการศึกษากับนโยบายรัฐบาลแต่ละประเทศเหมือนกัน คล้ายกัน แต่ว่าหลายประเทศก้าวหน้าไปอย่างเช่น ประเทศฟินแลนด์อย่างเช่นสิงคโปร์ พวกนี้เขาไม่ยอมมีหลักสูตรที่ตายตัว ต้องเรียนวิชานั้น ชั่วโมงนั้นเรียนตารางสอนมีอย่างนี้ เขาเลิกเพราะแบบนั้นมันเป็นแบบโลกยุคที่สอง วันนี้เราไปยุคที่ 3 ยุคที่ 4 แล้วนะครับ จะเข้าสู่ยุคที่ 5 อยู่แล้วเรายังมีวิธีคิด วิธีบริหารราชการแผ่นดิน ยังใช้วิธีนั้นอยู่ มันไม่สามารถที่จะสร้างวิธีการคิดอย่างสร้างสรรค์หรือไม่สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้คน มีความคิดสร้างสรรค์  เหมือนที่ผมเคยพูดเรื่องวัฒนธรรมองค์กรไปแล้ว

เพราะฉะนั้นความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่มีราคาแพงมาก เพราะสมองมนุษย์อย่างที่นาย Jim Quick ซึ่งเป็นเด็กเอเซีย ซึ่งไปอยู่เป็นอเมริกันเอเชีย เขามีวิธีคิดที่จะค้นหาให้เจอว่าสมองเรามีความเป็นเลิศตรงไหน เพื่อจะเอาตรงนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ปรากฏว่าบางทีบางครั้งเราก็ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ จนบางคนอายุมากแล้วยังค้นหาตัวเองไม่เจอว่าตัวเองชอบอะไร และทำอะไรได้ดีที่สุด นาย Jim Quick บอกว่า information is power แต่ว่า your brain คือ superpower คือสมองเราเนี่ยเป็น super power เลย เพราะฉะนั้นต้องทำอย่างไรถึงจะขุดสิ่งที่มันอยู่ลึกๆได้ว่า สมองเราเก่งอะไร แล้วทำมาหากินในตรงนั้น และเราก็จะได้ทำมาหากินได้สำเร็จนะครับ

นาย Ken Robinson ก็เป็นคนที่พยามกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์นั่นเองนะครับ ความจริงมันก็มีอีกหลายคนที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์เช่น Tom Peters เขียนหนังสือเรื่อ Re-Imagine เมื่อปี 2003 เขาบอกว่าให้หัดคิดให้ประหลาดนะ ถ้าความคิดประหลาดของเราคนเดียวยังประหลาดสู้คนอีกหลายๆคนรวมรวมกันไม่ได้ ก็คือว่า learn How to think weirdก็คือคิดให้แปลกประหลาดหน่อย เพราะว่า Collectively เนี่ย They are weird than you ฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าคุณจะประหลาด ไม่ต้องอะไร เสื้อผ้ายี่ห้อ Gucci เขาเปลี่ยนดีไซน์เนอร์เมื่อสองปีที่แล้ว ผมไปดูเสื้อผ้าออกมาใหม่ โอ้โห!          มันจะใส่ได้ยังไง มันบ้าหรือยังไง มันฟู่ฟ่า สีมันสลับมันวุ่นวายไปหมด แต่ปรากฏว่า เอ๊ะ! มีคนซื้อใส่ ซื้อไปซื้อมามีคนเลียนแบบ ยี่ห้ออื่นก็เลียนแบบบ้าง ก็เลยเกิดความคิดที่ใส่เสื้อผ้าแบบนี้บ้าง คือคนเราถ้ากล้าคิด       กล้าทำอะไรในสิ่งที่คิดว่าสิ่งนี้ดี แล้วก็มีความคิดที่มันสร้างสรรค์ไม่เดือดร้อนใครคนก็เลยนิยม

Tom Peters เขียนหนังสือเมื่อปี 2003 เพราะว่าเห็นว่าโลกกำลังมีพลวัต มีการเปลี่ยนแปลงสูง ก็เลยไปคิดว่าเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ได้แล้ว คือกระตุ้นให้คนคิดใหม่ โดยการคิดที่มันโดดจากกรอบเดิมๆนั่นเอง      พอปี 2018 Tom Peters เขียนหนังสือเล่มใหม่ ชื่อ Excellence Dividend เขาเขียนด้วยความตกใจว่ามันมีสึนามิของเทคโนโลยี คือเทคโนโลยีมาแรง มาเป็นขบวนใหญ่เลย หลายรูปแบบ เพราะฉะนั้นเราจะปรับตัวอย่างไรดีล่ะไม่งั้นเดี๋ยวอยู่ไม่รอดนะ อันนี้คือหนังสือในปี 2018 ของ Tom Peters นะครับ

นอกจากที่เราดูแล้วเนี่ย เรื่องที่จะคิด Creative economy ผมเลยอยากแนะนำหนังสืออีกสองเล่ม     เล่มแรกเขียนเมื่อปี 2018 หนังสือชื่อ The Gen Z frequency เขาบอกว่าเราต้องศึกษาว่าเด็กพวกนี้ เด็กที่เกิดในปี 2011 ถึงปี 1996 คือ 8 ขวบถึง 23 ขวบ มันคิดยังไง มันสื่อสารกันยังไง และกลุ่มของคนเหล่านี้คิดยังไง เพื่อที่จะได้ทำการตลาดได้ถูก นั่น creative จะต้อง match กับ target ลูกค้า อันนี้คือบอกว่าเป็น target กลุ่มใหญ่เลยนะ ลูกค้าวัยขนาดนี้วิธีคิดเขาไม่เหมือนกับพวกเรานะ เพราะฉะนั้นเราต้องศึกษาให้เข้าใจ หนังสือเรื่อง Gen Z ก็เป็นการสอนเรื่องการทำการตลาดกับเด็ก

อันที่สองหนังสือที่ผมอยากจะแนะนำอีกเล่มหนึ่ง มันเกี่ยวข้องกันคือนอกจากที่คุณมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี ทำการตลาดเป็น แต่รูปแบบของธุรกิจนี้สำคัญนะ หรือ The Business Models Handbook เขียนโดย Paul Hague เขียนในปี 2019 นี้นะครับ หนังสือใหม่ เป็นหนังสือที่ผมอยากจะแนะนำว่านักธุรกิจที่ยังคิดไม่ออกว่าจะทำมาหากินอะไรดี หลังจากคิดได้แล้วว่าจะเป็นcreative economy หรือ technology related ก็ไปซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน อ่านง่ายครับ เขาไปรวบรวมความคิดของคนหลายๆคน อย่างเช่น Edward de Bono ที่ผมพูดเมื่อคราวที่แล้วให้ฟังว่า มีวิธีคิดสอนคิดยังไงก็ให้เอามาใช้ ลำดับความสำคัญก่อนหลังของ     การทำ segment ตลาดในส่วนต่างๆ หรือว่าความคิดของ Abraham Maslow เรื่องลำดับชั้นของความต้องการ   ของมนุษย์ เพื่อให้ทำการตลาดให้ลงตัวกัน เป็นหนังสือที่ถือว่าอ่านง่ายแล้วก็เอาความคิดต่างๆจากตรงโน้น   ตรงนี้มาเพื่อให้เราได้เห็นว่า แล้วเราจะเลือกทำธุรกิจในรูปแบบไหนดี ถึงจะทำเงินได้ในยุคนี้สมัยนี้                   ก็น่าอ่านครับ เขียนโดย Paul Hague นะครับ ชื่อหนังสือ The Business Models Handbook นะครับ

ครับวันนี้จะเลยเวลามาหน่อย พยายามพูดให้เร็วแต่ว่ายังตกหล่นอีกหลายอย่าง แต่ว่าเวลามันไม่พอแล้ว ก็ขอขอบคุณเท่านี้นะครับ แล้วก็ขออวยพรให้ประสบความสำเร็จในการทำมาหากินทุกคนนะครับ    ผมเชื่อว่า Creative Economy เป็นจุดที่คนไทยจะสามารถที่จะต่อยอดไปทำมาหากินหรือรวบรวมผู้คนที่มีความเก่งทางด้านนี้เข้ามากันได้หมด เพราะว่าคนที่มาจากทุ่งนา จากอีสาน สามารถเป็นเชฟอาหารญี่ปุ่นได้ดีเลย อาหารอิตาเลี่ยนก็ได้ เพราะฉะนั้นมันเทรนได้หมดเพราะว่าคนไทยเทรนเก่ง ไปดูตรงจุดนี้ แล้วทำมาหากินตรงนี้ให้ได้ครับ ขอให้ประสบความสำเร็จโชคดีทุกคนครับ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ