ความสำเร็จของพรรคไทยรักไทย ไม่ได้อยู่แค่การดำเนินนโยบาย “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” ให้สำเร็จ แต่ตลอดทศวรรษ 2540 ภายใต้การบริหารประเทศโดยรัฐบาลทักษิณ  ถือเป็น “ทศวรรษแห่งการปลุกศักยภาพของคนไทย” อีกครั้ง ฐานคิดของนโยบาย OTOP อยู่ตรงนี้เอง มันคือนโยบายที่เชื่อมั่นในศักยภาพของประชาชน และใช้ศักยภาพประชาชน เพิ่มรายได้ให้ประเทศ

นโยบาย “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” เกิดจากแนวคิดของ ดร.ทักษิณ ที่ได้นำเอาหลักการและกระบวนการคิดของ ดร.โมริฮิโกะ  ฮิรามัตสึ ผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มและพัฒนาโครงการ “หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งผลิตภัณฑ์” (One Village One Product หรือ OVOP)  ของจังหวัดโออิตะ จนประสบความสำเร็จ หัวใจของ OVOP อยู่ที่การยกระดับคุณภาพสินค้า สร้างอาชีพ และรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น

โจทย์จาก OVOP ที่ทิ้งไว้ในใจ ดร.ทักษิณ ก็คือ “ระบบเศรษฐกิจในระดับชาติจะแข็งแรงได้ ก็ด้วยความมั่นคงจากฐานราก จากธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง”

สิ่งที่ ดร.ทักษิณทำทันทีเมื่อพรรคไทยรักไทยเข้าบริหารประเทศ คือการเดินตามโจทย์อันท้าทายนี้ ด้วยการผลักดัน ให้ชาวบ้านใน 7  พันตำบลทั่วประเทศ นำศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ในชุมชนให้มีคุณภาพสูง ในขณะที่ภาครัฐจะต้องทำหน้าที่สนับสนุน ให้คำแนะนำทางวิชาการเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีรูปแบบที่สวยงาม และทันสมัย  จากธุรกิจเล็กๆ ในตำบล หลายผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จ ยกระดับกลายเป็น ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง(SMEs) หรือสินค้าส่งออก

โครงการนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” หรือ  OTOP (One Tambon One Product) โครงการนี้เริ่มในรัฐบาลทักษิณ และถูกสานต่อในทุกรัฐบาลหลังจากนั้น

“รัฐบาลจะจัดให้มีโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เพื่อให้แต่ละชุมชนได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนาสินค้า โดยรัฐพร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือด้านความรู้สมัยใหม่และการบริหารจัดการเพื่อเชื่อมโยงสินค้า จากชุมชนสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วยระบบร้านค้าเครือข่ายและอินเตอร์เน็ต”

ดร.ทักษิณ ชินวัตร /บางส่วนจากคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ในวันนั้น นายกทักษิณ บรรจุนโยบาย OTOP เป็นหนึ่งใน 9 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

ราวเดือนสิงหาคม 2554 ดร.ทักษิณได้มีโอกาสกลับไปพบกับ ดร.ฮิรามัตสุอีกครั้ง ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบ 10 ปีของการกำเนิดโครงการ OTOP พอดีการพบเจอกันครั้งนั้น ดร.ฮิรามัตสุ กล่าวกับ ดร.ทักษิณว่า

“แนวคิด OVOP เริ่มจากการที่เล็งเห็นว่าเกษตรกรเป็นกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อย ดังนั้นถ้ามีการนำภูมิปัญญาไปพัฒนาสินค้าในชุมชน และก่อให้เกิดการค้าขายระหว่างกัน จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าในชุมชนได้ และสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้การบริหาร OTOP ให้ประสบความสำเร็จ ต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง ซึ่ง พตท.ทักษิณ เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ และผลักดันนโยบายดังกล่าวจนประสบความสำเร็จในที่สุด”

ดร.โมริฮิโกะ  ฮิรามัตสึ ผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น

TSO-OTOP

จากผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการจัดเกรดสินค้าในระดับ 2 ดาว 3 ดาว เมื่อภาครัฐลงมือให้การสนับสนุน และให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ตัวผลิตภัณฑ์ก็ได้รับการจัดเกรดใหม่ ยกระดับเป็นสินค้าระดับ 4 ดาว “เป็นสินค้าที่มีศักยภาพ เป็นที่ยอมรับระดับประเทศและสามารถพัฒนาสู่สากลได้”  ไปจนถึงเป็น สินค้า 5 ดาว คือ “เป็นสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานหรือมีศักยภาพในการส่งออก”

ชาวบ้านค้นพบศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ที่ถูกเก็บกักไว้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ถูกแปลงเป็นรายได้เพิ่มไปในทุกครัวเรือน

“กระเป๋าไม้ไผ่” ของกลุ่มสตรีตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ที่พัฒนามาจากกระติ๊บข้าวเหนียวไม้ไผ่ไว้ใช้กินข้าว ถูกส่งไปขายไกลถึงประเทศญี่ปุ่น เหมือนกับที่ “ผ้าฝ้ายทอมือนาอุดม” ของกลุ่มสตรีทอผ้านาอุดม อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับการคัดเลือกเพื่อซื้อและส่งไปเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับผลิตสินค้าส่งออกของผู้ผลิตสินค้าญี่ปุ่น หรือ “เสื้อสูทกาบบัว” ของกลุ่มสตรีพัฒนาผ้าไทย จังหวัดอุบลราชธานี ที่มียอดขายถึงเดือนละ 1 ล้านบาท ถูกนำขึ้นโชว์และส่งขาย ในห้างสรรพสินค้า และในสนามบิน สร้างรายได้ สร้างความภูมิใจให้คนไทยและประเทศไทยอย่างมาก

OTOP ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์หรือสินค้า แต่คืออัตลักษณ์ของชุมชนที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าและคุณค่าในทางเศรษฐกิจ แต่ละชุมชนมองหา “จุดเด่นของชุมชน” เพื่อนำไปสร้างมูลค่า ไม่ว่าจะเป็น การบริการ การท่องเที่ยว ภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ชาวบ้านผนวกสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ OTOP

ในระยะต่อมาจึงมีการต่อยอดในลักษณะต่างๆ เช่น “โครงการหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว (OTOP Village)” ตามเขตพัฒนาการท่องเที่ยว 8 เส้นทาง 31 จังหวัด 125 หมู่บ้าน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เกิดความเข้มแข็ง ชุมชนออกแบบทั้งกิจกรรมการท่องเที่ยวและบริการจนกลายเป็นแผนธุรกิจการท่องเที่ยว ช่วยสร้างงานและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

ดร.ทักษิณ ใช้ OTOP เป็นหนึ่งในเครื่องมือฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤติการณ์เศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540  ในวันนั้นเศรษฐกิจไทยทรุดตัว ประชาชนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก การวางแผนอย่างแม่นยำเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวโดยเร็วเป็นความจำเป็นเร่งด่วนของพรรคไทยรักไทย

วิธีการจำเป็นเร่งด่วน คือ สร้างความเข็มแข็งที่ฐานรากของประเทศให้ได้ เพราะรากที่แข็งแกร่ง จะทำให้เศรษฐกิจระดับชาติแข็งแรง

ยอดขายสินค้า OTOP เพิ่มสูงขึ้นทุกปี นับตั้งแต่เริ่มโครงการ โดยในปี 2545 ยอดขายสินค้า OTOP อยู่ที่ 16,700 ล้านบาท และจีดีพีไทยเติบโตในปีนั้นกว่า 5-6% ในปี 2546 ยอดขายสินค้า OTOP ขยับสูงขึ้นมาเป็น 33,200 บาท และก้าวขึ้นมาเกือบ 50,000 ล้านบาทในปี 2547 จนมาถึงปี 2548 ยอดขาย OTOP ก็ทะลุ 1 แสนล้านบาท

มองจากปี 2561 หรือเพียง 17 ปี หลังจากริเริ่มโครงการ OTOP เฉพาะในปี 2560 ข้อมูลจากกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ชี้ว่าโครงการ OTOP สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 1.53 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2561 ภาครัฐตั้งเป้าว่า รายได้จาก OTOP จะเพิ่มอีกว่า 20% หรือสร้างรายได้กว่า 1.84 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์รวมกว่า 1.16 แสนล้านบาท

ทศวรรรษแห่งการปลุกศักยภาพของคนไทย ผ่านโครงการ OTOP ช่วยให้ชาวบ้านทั่วประเทศใช้ความคิดสร้างสรรค์ ประยุกต์ภูมิปัญญาในท้องถิ่น และใช้วัตถุดิบในชุมชนเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ พัฒนาสินค้าจนส่งขายไปทั่วโลก เกิดเป็นรายได้เพิ่มเติมในกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง นอกเหนือไปจากการขายสินค้าเกษตรตามฤดูกาล

จากยอดขายสินค้า OTOP รวมกันทั้งประเทศปีละไม่กี่ร้อยล้านบาทเมื่อเริ่มโครงการ จนถึงวันนี้สินค้า OTOP สร้างรายได้ให้กับประเทศปีละกว่าแสนล้านบาทแล้ว