คุณพ่อผู้ใส่ใจความรู้สึกเสมอ

คุณพ่อผู้ใส่ใจความรู้สึกเสมอ

ดร.ทักษิณมีหลายบทบาทหน้าที่ทั้งการทำงานด้านธุรกิจและการบริหารประเทศ แต่ถ้าต้องการมองดร.ทักษิณจากมุมมองที่ใกล้ชิดมากขึ้นก็คงจะต้องถามจากลูก ๆ ที่จะมองเห็นมุมที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น

“สำหรับเอม ความเป็นคุณพ่อ ได้หล่อหลอมให้พวกเราเป็นครอบครัวที่อบอุ่นจากความเรียบง่าย สิ่งที่ชัดเจนที่สุดนอกจากความรักลูกแล้ว คุณพ่อคือผู้ที่ใส่ใจรายละเอียดและความรู้สึกเล็ก ๆ น้อย ๆ ของลูก ๆ อยู่เสมอ

TSO-SQ4-KhunAim

ตั้งแต่พวกเราเด็ก ๆ ไม่ว่าเทศกาลอะไรคุณพ่อมักจะมีของขวัญมามอบให้พวกเราสามคน แต่ที่น่ารักไปกว่านั้นคือคุณพ่อมักจะแนบการ์ดที่เขียนด้วยลายมือมาให้ลูกแต่ละคนด้วยคำพูดน่ารัก ๆ ทุกวันนี้เรามีการ์ดจากคุณพ่อเก็บไว้คนละหลาย ๆ ฉบับ เอาออกมาอ่านทีไรก็ยังซาบซึ้งใจและรู้สึกว่าพ่อเรากุ๊กกิ๊กจัง หรือไม่ว่าพ่อจะเดินทางไปไหน พ่อจะมีของฝากมาให้ลูก ๆ เสมอ สิ่งยอดฮิตที่พ่อชอบซื้อมาให้ตั้งแต่เด็กคือ เครื่องเขียน  หนังสือ ปากกา สมุด  โดยเฉพาะเวลาพ่อไปญี่ปุ่น  พ่อชอบซื้อปากกามีกลิ่นหอมมาให้พวกเรา หรือพวงกุญแจที่เป็นปากกาแบบนี้ เพราะจริงๆ แล้วเพราะพ่อชอบเดินแผนกเครื่องเขียนนั่นเอง

และอีกอย่างที่คุณพ่อชอบซื้อให้คือเสื้อผ้าของพวกเราทุกคน คุณพ่อจดจำรายละเอียดได้ดีว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร ชอบสีไหน สไตล์ไหน รู้แม้กระทั่งไซส์ของรองเท้าเรียกได้ว่าเป๊ะมาก แม้ว่าเราโตขึ้น รองเท้าจะขยับไปเป็นไซส์ไหน  คุณพ่อซื้อให้ได้แบบไม่เคยพลาด และแฟชั่นของคุณพ่อทันสมัยนะ เรียกได้ว่าเป็นสไตล์ที่เราชอบพอดี ต่อมาพอมีหลาน ๆ ความใส่ใจก็จะขยับขยายไปถึงหลาน ๆ ด้วย

เอมจำได้ว่า ในวันที่คุณตาทราบข่าวว่าเอมเข้าโรงพยาบาลเตรียมคลอดน้องเอมิ น้องนานิ วันนั้นคุณตารีบมุ่งตรงไปซื้อชุดของขวัญรับขวัญหลาน ๆ แล้วส่งมาให้ทันที น้องเอมิ น้องนานิได้ใส่ชุดสวยของคุณตาในวันออกจากโรงพยาบาลได้ทันเวลา และคุณตาต้องรอนานกว่า 6  เดือนกว่าจะได้เจอหลานๆ วันที่พาน้องเอมิ น้องนานิ เดินทางไปหาคุณตาครั้งแรก เอมว่าเอมก็ตื่นเต้นมากแล้ว แต่คุณตาตื่นเต้นยิ่งกว่า คุณตาเตรียมพร้อมยิ่งกว่าเอมที่เป็นแม่เองซะอีก เอมเซอร์ไพรส์มากที่พอเปิดห้องเข้าไป มีแต่ของหลานเต็มไปหมด คุณพ่อแอบไปเดินเลือกซื้อเตียงนอนเด็ก รถเข็นเด็ก ขวดนม ของใช้ ของเล่นต่าง ๆ อีกมากมายด้วยตัวเอง เอากลับมาแต่งห้องเด็กด้วยตัวเอง และถือเป็นความโชคดีที่คุณพ่อเราเป็นคนสนุกสนาน เล่นกับเด็ก ๆ เก่ง ใช้เวลาไม่นานเด็ก ๆ ก็คุ้นเคยและติดคุณตา กิจกรรมสนุกสำหรับหลานตัวน้อยวัยสองขวบที่ติดใจกันมากคือเล่นหลบพายุ โดยคุณตาจะนำผ้าห่มมาคลุมไหล่แล้วกระพือพร้อมทำเสียงดัง หลาน ๆ ก็จะกรี้ดวิ่งวุ่นหลบพายุเข้ามาในผ้าห่มผืนใหญ่ เป็นที่สนุกสนานกันมาก และคุณตามักจะให้เด็ก ๆ ได้ทำอะไรเอง คิดเอง  กล้าเป็นตัวของตัวเองเสมอ

TSO-KhunAim

นอกจากนี้ใครจะเชื่อว่า ดร.ทักษิณที่เราอาจเห็นภาพท่านผ่านสื่อต่าง ๆ ว่าเป็นคนที่ดูจริงจัง ดูซีเรียส แต่จริง ๆ แล้วคุณพ่อก็คือคนธรรมดาที่มีมุมธรรมดาอย่างที่ทุกคนเป็น อีกเรื่องที่หลายคนอาจจะเดาไม่ออกเลย เห็นอย่างนี้คุณพ่อเรานี้แหละ คือคุณพ่อบ้านตัวจริง คุณพ่อชอบเดินซุปเปอร์ ไปห้างคุณพ่อก็ชอบเดินแผนกเครื่องครัว คุณพ่อมีความสุขที่ได้ไปเดินเลือกซื้อพวกเครื่องครัว  จาน ชาม  อะไรอย่างนี้

ทุกวันนี้พวกเราสามพี่น้องจัดตารางกันไปอยู่กับคุณพ่อแทบจะทุกเดือน ซึ่งคุณพ่อก็จะเคลียร์คิวที่แน่นหนาสำหรับพวกเรา และวางแผนเลยว่าจะพาไปไหน หนึ่ง สอง สาม สี่ กินร้านอะไร เสร็จแล้วพาไปดูอะไร ไปเที่ยวไหนต่อ แต่กิจกรรมโปรดที่สุดคือคุณพ่อชอบพาพวกเราไปซุปเปอร์มาเก็ตแถวบ้าน แล้วซื้อของสดกลับมาทำอาหารง่าย ๆ แต่เป็นเมนูโปรดทานกันเองในครอบครัว คุณพ่อชอบทำอาหารและทำได้อร่อย เอาจริง ๆ ทั้งบ้านคุณพ่อเราทำอาหารเก่งที่สุดแล้ว ดังนั้นความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แม้จะมีเวลาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าไม่มากนัก หรือเหมือนจะดูห่างไกลกัน แต่คุณพ่อก็ใช้ทุกนาทีเพื่อลูกๆ อย่างคุ้มค่าเสมอ นี่แหละคือสิ่งธรรมดาสามัญแต่เอมมองว่านี่คือมุมน่ารักของสุดยอดคุณพ่อของพวกเรา”

เอม
พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์

โลกทั้งใบก็เขียนไม่พอ

โลกทั้งใบก็เขียนไม่พอ

ดร.ทักษิณมีหลายบทบาทหน้าที่ทั้งการทำงานด้านธุรกิจและการบริหารประเทศ แต่ถ้าต้องการมองดร.ทักษิณจากมุมมองที่ใกล้ชิดมากขึ้นก็คงจะต้องถามจากลูก ๆ ที่จะมองเห็นมุมที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น

“สำหรับอิ๊งค์ ไม่มีวันไหนที่ไม่ภูมิใจในตัวพ่อเลยค่ะ เลือกได้อีกกี่ชาติ ก็อยากเป็นลูกพ่อคนนี้ ในแต่ละวันดูเหมือนพ่อจะมีแต่คำว่า “ทำงาน ๆ”  แต่ในมุมของครอบครัวคุณพ่อก็ทำหน้าที่ของคุณพ่อได้ครบถ้วน แม้กระทั่งเวลาที่ไม่ได้อยู่ใกล้กัน มีคนเคยถามว่า รู้สึกยังไงที่มีคุณพ่อเป็นนายกในใจของหลายคน อาจต้องเสียสละโอกาสส่วนตัวหลายอย่าง อิ๊งค์มองว่ามันไม่ใช่ความเสียสละแต่เป็นความตั้งใจของคุณพ่อที่จะพัฒนาประเทศและตั้งใจช่วยคนจริง ๆ ซึ่งมันกลับเป็นความภาคภูมิใจของลูก ๆ ซะด้วยซ้ำ

ส่วนสิ่งที่เจออยู่ในตอนนี้ ก็แค่ต้องปรับตัว ปรับใจ ปรับความคิด ซึ่งส่วนมากทำได้ไม่มีปัญหา จะเหลือก็เพียงแค่ความคิดถึงที่บางทีก็จัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้บ้าง แต่ถึงแม้จะเจอเหตุการณ์แบบนี้ หากย้อนเวลากลับไปได้ อิ๊งค์ก็ยังจะให้คุณพ่อกลับไปเข้าสู่วงการการเมืองนะคะ อะไรที่ทำแล้วคุณพ่อรู้สึกมีความสุข ลูกๆ ทุกคนพร้อมสนับสนุนอยู่แล้ว และเวลาที่ทุกข์ ก็อยู่ข้างกันเหมือนที่เป็นอยู่

TSO-KhunIng

อิ๊งค์เชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ ยังจำได้ 10 กว่าปีที่แล้วตอนที่คุณพ่อยังเป็นนายก เวลาคุณพ่อได้ยินว่ามีครอบครัวที่หายป่วยหรือรอดชีวิตจากโครงการ 30 บาท คุณพ่อจะกลับมาเล่าให้พวกเราฟังด้วยเสียงที่มีความสุข อย่างกับรู้จักคน ๆ นั้นมานานนับปี พวกเรารักที่พ่อชอบช่วยเหลือคนที่ยากลำบาก โดยพ่อเล่าให้ลูก ๆ ฟังเสมอว่า เพราะพ่อเคยลำบากมาก่อนพ่อเลยเข้าใจ สมัยก่อนที่เคยเปิดร้านขายผ้าไหมกับคุณแม่ ขายไม่ออกเลยสักผืน แต่ก็ฮึดสู้ ฝ่าฟันอะไรต่าง ๆ มามากมาย

คุณพ่อสอนอะไรให้พวกเราเยอะมาก แต่คำสอนที่อิ๊งค์จำขึ้นใจเลยคือ 1) เมื่อเห็นคนที่เค้าประสบความสำเร็จ คนที่เก่งกว่าเรา อย่าอิจฉาเค้า ให้เอามาเป็นแรงบันดาลใจให้ชีวิตเราดีขึ้น ให้วันหนึ่งเราจะได้เก่งเหมือนเค้า 2) ต้องรู้จักเป็นคนกตัญญู คนที่มีบุญคุณกับเราให้จำเค้าให้แม่น ถ้ามีโอกาสให้ตอบแทน ชีวิตจะไม่มีวันตัน 3) อย่าดูถูกคนอื่น อย่าคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด เหนือฟ้ายังมีฟ้า ให้เรียนรู้จากคนที่เก่งกว่า หรือเก่งคนละเรื่องกับเราเสมอ อิ๊งค์ยึดหลักสามข้อนี้ดำเนินชีวิตมาโดยตลอด

TSO-KhunIng

เพราะคุณพ่อเราคิดแบบนี้ละมั้ง คุณพ่อถึงไม่เคยคิดอะไรล้าหลัง ไม่เคยหยุดหาความรู้ ชอบคุยกับคนเก่ง ๆ และไม่เคยลืมประชาชนที่รักคุณพ่อ…แม้ในวันที่คุณพ่อไม่มียศหรือตำแหน่งอะไรเลย ง่ายๆ แค่นี้ ถ้าจะให้เขียนทุกอย่างที่ทำให้รัก 555 ถามผิดคนแล้ว…โลกทั้งใบก็เขียนไม่พอ

และอีกอย่างที่พวกเราสามพี่น้องจะรู้กันคือ “คุณพ่อเป็นนักเล่าประจำบ้าน” หลายครั้งที่คุณพ่อมีเรื่องดีๆ ความคิดเด่น ๆ เหตุการณ์ที่น่าสนใจ หรือไปพบเจอใครหรืออะไรมา คุณพ่อมักอยากจะแชร์ให้ลูก ๆ ฟังอยู่เสมอ บางครั้งพ่อจะโทรเล่าให้ฟังทันทีเลย พ่อจะโทรบอกทุกคน เล่าซ้ำ ๆ โทรติดใครก่อนก็เล่าก่อน แต่บางทีก็ฝากให้เล่าต่อให้พี่ฟังด้วยนะ เรื่องที่พ่อเล่าก็เช่น เหตุการณ์บริษัท เหตุการณ์บ้านเมือง เหตุการณ์โลก พ่อรู้หมด พ่ออ่านหนังสือตลอด ทำให้พวกเรารับรู้ตลอดว่าตอนนี้พ่อแฮปปี้กับเรื่องนี้นะ หรือในสมัยที่พ่อเป็นนายกรัฐมนตรี พ่อก็ยังเล่าเรื่องนโยบายใหม่ ๆ หรือไอเดียสด ๆ ที่คิดได้ให้ลูกฟังทันที อิ๊งค์ยังจำเรื่องที่พ่อเล่าได้เสมอ พ่อคิดนโยบายอะไรได้จะโทรบอกลูกก่อนเลย  อย่างเช่นพ่อโทรมาบอกว่าพ่อจะตั้งกองทุนหมู่บ้าน กองทุนละ 1 ล้านบาท เพื่อให้คนพัฒนาอาชีพ แล้วลูกรู้ไหมต่อไปทุกคนจะมีอาชีพ ไม่มีคนว่างงาน ถึงเขาจะจน เขาก็จะมีอาชีพทำต่อ พ่อเล่าอย่างตื่นเต้นมาก แล้วพ่อก็เล่าว่าลูกรู้ไหมคนที่เขาต้องไปวิ่งยืมเงินคนอื่นมารักษาโรคอีกหน่อยเขาจ่ายแค่ 30 บาทเขาก็จะหายป่วยได้ ลูกรู้ไหม เขาจะได้ผ่าตัดโดยเสียเงินแค่ 30 บาท อิ๊งค์ก็ถามจริงเหรอพ่อ มันจะเกิดขึ้นเหรอ พ่อบอกพ่อทำได้ลูกคอยดูนะ 

คุณพ่อเป็นคนที่เล่าเรื่องยากให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายที่สุด มีตัวอย่างให้เห็นภาพตลอด พ่อเคยบอกว่า ลูก ๆ ทั้ง 3 คนของพ่อมี 3 คน 3 ด้าน ผลัดกันนำช่วยกันเหมือนหงส์เดิน จะมีตัวนึงเดินนำต้านลมเสมอ ให้ตัวหลังได้เดินสบาย และพอเหนื่อยก็จะสลับกันขึ้นมาเดินนำ ทุกสิ่งที่คุณพ่อทำหรือคำสอน ได้หล่อหลอมให้พวกเราเป็นพี่น้องที่รักและดูแลกันเสมอไม่ว่าเรื่องใด ๆ ก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งที่เราได้รับจากคุณพ่อมาเต็ม ๆ คือคุณพ่อเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราอยากเรียนรู้ตลอดเวลา คุณพ่อพูดเสมอว่าการเรียนรู้นั้นเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่มีจบปริญญา เราต้องเติมเสมอเพื่อให้ทันโลก  และแม้ว่าคุณพ่อจะทำงานเยอะมากในแต่ละวัน แต่พวกเรากลับไม่เคยรู้สึกว่าห่างจากพ่อเลย ไม่ว่าจะด้วยข้อจำกัดของเวลาหรือระยะทาง บางอย่างเราอาจจะต้องการคำปรึกษา   แค่ไลน์ไปว่า อยากปรึกษาหน่อยนะคะ คุณพ่อจะโทรกลับมาทันที เราก็ปรึกษาการบริหารงานได้ตลอด แม้ว่าห่างไกลแต่ยังอุ่นใจเพราะว่าคุณพ่อมีเวลาให้พวกเราเสมอ”

อิ๊งค์
แพทองธาร ชินวัตร

คุณพ่อมองจากข้างนอกเข้ามาข้างในเสมอ

คุณพ่อมองจากข้างนอกเข้ามาข้างในเสมอ

ดร.ทักษิณมีหลายบทบาทหน้าที่ทั้งการทำงานด้านธุรกิจและการบริหารประเทศ แต่ถ้าต้องการมองดร.ทักษิณจากมุมมองที่ใกล้ชิดมากขึ้นก็คงจะต้องถามจากลูก ๆ ที่จะมองเห็นมุมที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น

“สำหรับโอ๊ค พ่อคือบุคคลที่เป็นต้นแบบของทุกอย่างในการดำเนินชีวิต คุณพ่อมีความตั้งใจอย่างมากในทุกเรื่องที่พ่อทำ ที่แน่ ๆ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่พวกเราสามคนพี่น้องสัมผัสได้ตั้งแต่เด็กเลยว่าพ่อมี Passion กับเรื่องนั้นจริงๆ ซึ่งนั่นก็คือเรื่องที่คุณพ่อเคยบอกว่า ได้ตั้งปณิธานไว้แล้วว่าจะใช้ความรู้ ความสามารถของตัวเองรับใช้ชาติ ลูกทุกคนต่างรับรู้ถึงความตั้งใจจริงของพ่อเป็นอย่างดี

เมื่อก่อนตอนพวกเราเด็กๆ เวลาพ่อดูข่าวการเมือง เรานั่งดูด้วยกันก็จะรู้สึกว่าได้เลยว่าคุณพ่อมีชีวิตชีวา คุณพ่อจะคอยบอกว่าเรื่องนี้มีทางออกอย่างนี้นะ เรื่องนั้นมีทางออกอย่างนี้นะ คุณพ่อเคยบอกว่าการบริหารบ้านเมืองต้องมีอิงธุรกิจนิด ๆ ต้องใช้หัวแบบนี้นิดหน่อย ประเทศชาติถึงจะเดินหน้า ไม่ใช่มุ่งแต่การเมืองอย่างเดียว

สมัยที่คุณพ่อเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ได้ออกนโยบายที่เป็นประโยชน์มากมายมาช่วยเหลือประชาชน พวกเราเคยสงสัยกันว่า หลักปรัชญาหรือแนวคิดของคุณพ่อมีรากแก่นมาจากอะไร คุณพ่อตอบว่า “เพราะพ่อเคยเป็นคนบ้านนอกมาก่อน” พ่อเคยจนมาก่อน และการได้เป็นนักการเมืองทำให้พ่อเข้าใจลึกซึ้งไปกว่าโลกทุนนิยม แต่การไม่มีทุนมันไม่สามารถเป็นไปได้ พ่ออธิบายว่าระบบประเทศไทยเนี่ย เงินฝากทั้งหลายมันถูกดูดจากชนบทเข้าเมือง จากเมืองเข้ากรุงเทพฯ คนฉลาด คนหลักแหลมก็หนีเข้าเมืองตามเงิน พ่อเลยต้อง Reverse กลับ ต้องคิดว่าทำยังไงให้เงินกลับเข้าสู่ชนบท ทำยังไงให้แรงงานที่มีความสามารถกลับไปในชนบท นี่เป็นลักษณะของการมองทั้งระบบ

ประกอบกับแนวคิดที่เหมือนเราเคยทำธุรกิจเจ๊งมาก่อน ต้องทำ Discount Allowed ต้องตัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ต้องสร้างโอกาสใหม่ ๆ เพื่อให้รายได้มันเพียงพอ คือต้องมี Philosophy ในการคิด ไม่ใช่อยู่ๆ เอาเงินไปแจก มันไม่ได้หรอก สมัยก่อนที่ลงพื้นที่กับคุณพ่อบ่อย ๆ พ่อย้ำเสมอว่า นโยบายต่างๆ เนี่ยต้องให้ประชาชนเค้ามีส่วนร่วมมากที่สุด เพราะการคิดนโยบายมันต้องทำแบบ Outside-in คือมองจากข้างนอกเข้ามา เราจะมานั่งคิดลอย ๆ แบบ Inside-Out คือคิดเองเออเองว่าทำแบบนี้แล้วเศรษฐกิจจะดี เค้าจะชอบ อย่างนี้มันไม่พอ เราต้องเข้าให้ถึงตัวประชาชน ลงไปพบปะพูดคุย ไปนั่งถามว่า คุณทุกข์เรื่องอะไร ถ้าผมช่วยอย่างนี้ รอดไหม ช่วยแบบนี้พ้นหนี้ไหม แบบนี้มันจะเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์มากกว่า

TSO-KhunOak

และแม้ว่าช่วงหลังที่การเมืองมันพลิก พวกเราถึงเศร้าใจไปกับพ่อ ไม่ใช่เพราะยึดติดกับยศหรือตำแหน่ง แต่เป็นเพราะเรารับรู้และเห็นมาโดยตลอดว่าคุณพ่อทุ่มเทตั้งใจทำเพื่อประชาชนและประเทศไทยขนาดไหน แม้ว่าครอบครัวเราต้องเจอกับสิ่งท้าทายต่าง ๆ ของชีวิตมากมาย แต่คุณพ่อนี่แหละที่เป็นหลักยึดเหนี่ยวและทำให้พวกเรายิ้มได้ และผมเชื่อว่าที่เราต่างปฏิบัติตามบทบาทและหน้าที่ของแต่ละคนได้ด้วยรอยยิ้มอย่างในทุกวันนี้ เพราะพวกเรา มีคุณพ่อเป็นต้นแบบในการใช้ชีวิต มีพลังของครอบครัวที่เข้มแข็ง และได้กำลังใจดีๆ จากทุกคนจริงๆ ครับ”

โอ๊ค
พานทองแท้ ชินวัตร

พ่อผู้เป็นแรงบันดาลใจ

พ่อผู้เป็นแรงบันดาลใจ

หลายคนสงสัยกันว่าคุณทักษิณที่ประสบความสำเร็จจนเป็นต้นแบบของใครต่อใครหลายคนนั้นมีใครเป็นต้นแบบชีวิต? คำตอบนั้นแสนใกล้ตัว คุณเลิศ ชินวัตร ผู้เป็นพ่อคือคนที่เป็นต้นแบบทุกอย่างของชีวิต

ครอบครัวของคุณเลิศและคุณยินดี ชินวัตร มีบุตรสาวคนแรกคือคุณเยาวลักษณ์ หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรกคือคุณทักษิณ ซึ่งถึงแม้ครอบครัวจะจัดอยู่ในฐานะมีอันจะกินแต่ลูกทุกคนก็ต้องช่วยงานพ่อแม่อย่างเต็มกำลัง การฝึกฝนลูกให้รู้จักคุณค่าของการทำงาน สอนให้รู้จักอดทนต่ออุปสรรคและไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ คือพื้นฐานแรกของชีวิตที่คุณพ่อเลิศและคุณแม่ยินดีได้ปลูกฝังให้ติดตัวลูกทุกคนจวบจนกระทั่งวันนี้ ในวัยเยาว์เด็กชายทักษิณได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเงาเคียงกายคุณพ่อ ไม่ว่าคุณพ่อจะทำอะไรอยู่ที่ไหน ข้างกายจะมีลูกชายตัวน้อยคอยติดตามไม่ห่าง “ตั้งแต่จำความได้ ผมมักเป็นเงาติดตัวของคุณพ่อ ส่วนหนึ่งเพราะผมเป็นลูกชายคนโต และอีกเหตุผลสำคัญก็คือ การตามคุณพ่อเป็นเรื่องสนุกสำหรับผม” คุณทักษิณเคยเล่าถึงเรื่องนี้เอาไว้

“ความสนุก” ที่เฝ้าติดตามคุณพ่อนั้นมีทั้งเรื่องตื่นตาตื่นใจมีทั้งเรื่องการผจญภัยไม่รู้จบโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลิกพิเศษของคุณพ่อที่คนเชียงใหม่ในยุคนั้นจำได้ไม่เคยลืม นั่นก็คือความ “นำสมัย” ด้วยความความกระตือรือร้นที่จะสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่รวมถึงความกล้าคิด กล้าทำ กล้าลองสิ่งใหม่ ๆ เป็นคนแรกของสันกำแพงอยู่เสมอ คุณสมบัติเหล่านี้เองที่เด็กชายทักษิณได้รับถ่ายทอดจากคุณพ่อมาอย่างครบถ้วน

หากจะย้อนความตื่นตาตื่นใจเหล่านี้ขึ้นไปอีกหลายสิบปี เราจะพบว่าคุณเลิศ ชินวัตร ก็ได้รับการถ่ายทอดคุณสมบัติสายตรงมาจากต้นตระกูลรุ่นคุณทวดคือ คู ชุน เส็ง ผู้มีวิญญาณนักสู้นักผจญภัยมาตั้งแต่วันที่ตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลจากประเทศจีน เพื่อมาตั้งต้นชีวิตใหม่ในประเทศไทย โดยเริ่มอาชีพนายอากรบ่อนเบี้ยที่จังหวัดจันทบุรี หลังจากแต่งงานกับสาวไทยที่ชื่อคุณทองดี จากนั้นคุณทวดได้ล่องเรือมาแสวงหาลู่ทางใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมามีลูกคือคุณเชียง (คุณปู่ผู้ริเริ่มนามสกุล “ชินวัตร”) คุณปู่เชียงแต่งงานกับคุณย่าแสง พอถึงปี พ.ศ.2464 รถไฟสายเหนือกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ได้สร้างเสร็จ เมืองเชียงใหม่จึงพลิกโฉมหน้าธุรกิจครั้งใหญ่ คุณปู่เชียงผู้มีสายเลือดนักผจญภัย กล้าคิด กล้าลองทำสิ่งใหม่ ก็เริ่มต้นนำเข้าสินค้าจากกรุงเทพฯ เช่น เกลือ น้ำตาล น้ำมัน มาค้าขายในอำเภอฝาง ซึ่งยังห่างไกลความเจริญอย่างมาก ส่วนคุณย่าแสงนั้นมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล คิดใหม่ ทำใหม่ ขึ้นไปอีกขั้น “ล็วกก๊าใกล้ ง่าวก๊าไก๋” – คนฉลาดค้าใกล้ คนโง่ค้าไกล นี่คือหลักการตลาดของคุณย่าแสงที่มองต่างมุมจากคุณปูเชียงอย่างสิ้นเชิง

ซึ่งไม่ได้แค่เก่งแต่หลักการเพราะในเวลาต่อมาคุณย่าแสงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่ท่านคิดนั้นเป็นจริง โดยคุณย่าแสงได้ริเริ่มธุรกิจผ้าไหมด้วยการซื้อไหมจากยูนนานและจ้างคนท้องถิ่นมาเป็นผู้ทอ จากนั้นเป็นต้นมาผ้าไหมที่ไม่เคยมีใครสนใจได้ถูกดัดแปลงรูปแบบและออกแบบสีสันให้ทันสมัยโดยใช้เสื้อของคนกรุงเป็นต้นแบบ แต่ใช้หัตถกรรมฝีมือคนพื้นเมือง ถือเป็นการผสมผสานที่ลงตัวอย่างยิ่ง ทำให้ผลิตภัณฑ์ได้รับความนิยมอย่างมากจนกลายเป็นอุตสาหกรรมในชุมชนที่โด่งดังสร้างชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกหัวระแหง “ไหมไทยชินวัตร” จึงปรากฏชื่อตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

จากต้นตระกูลที่ได้สืบทอดนิสัยรักการบุกเบิก กล้าคิด กล้าทำสิ่งใหม่ ตกทอดมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน จึงไม่น่าแปลกใจที่คุณเลิศ ชินวัตร ได้รับวิญญาณนักสู้และนักบุกเบิกมาไว้ในสายเลือดอย่างเต็มเปี่ยม การสืบทอดธุรกิจครอบครัวจึงไม่ใช่สิ่งท้าทายสำหรับเขาแน่นอน  ในวัยเยาว์เด็กชายทักษิณจึงได้เห็นผู้เป็นพ่อบุกเบิกธุรกิจร้านกาแฟของตัวเอง ด้วยนิสัยกล้าคิด กล้าลอง กล้าทำ ร้านกาแฟเล็ก ๆ แห่งนี้จึงมีตู้เย็นที่ใช้น้ำมันก๊าดเป็นร้านแรกของสันกำแพง ซึ่งเป็นความตื่นตาตื่นใจของทุกคน ตู้เย็นเครื่องนี้ทำประโยชน์ให้มากมายทั้งแช่น้ำแข็ง แช่ผลไม้ ทำหวานเย็น ฯลฯ และด้วยนิสัยกล้าคิดกล้าลองของคุณพ่อจึงไม่หยุดแค่ร้านกาแฟ ไร่ส้มเขียวหวานแห่งแรกของสันกำแพงจึงเกิดขึ้นตามมาด้วยสวนดอกไม้เมืองหนาวแห่งแรกก็ติดตามมา และที่ตื่นตาตื่นใจของคนทั้งสันกำแพงก็คือเป็นไร่ส้มแห่งแรกที่ใช้รถแทรกเตอร์ช่วยทำไร่  แทรกเตอร์ในสมัยนั้นคันไม่ใหญ่เป็นระบบออกแรงเข็นโดยคนเข็นจะยืนด้านหลังของด้ามจับ เด็กชายทักษิณอายุไม่ถึง 10 ขวบก็ยังถูกฝึกให้ขับรถแทรกเตอร์คันนั้นด้วยเช่นกัน 

นิสัยใฝ่เรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ ของคุณพ่อนั้นสามารถเห็นได้อย่างเด่นชัดเมื่อหันไปลองทำธุรกิจโรงหนังทั้งที่ไม่เคยมีความรู้เรื่องนี้มาก่อน และคุณพ่อยังกล้าลงทุนซื้อกิจการเฉลิมพลเดินรถ หรือ รถเมล์เหลืองในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงยังได้เปิดโลกการเรียนรู้ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยได้ผันตัวเองไปเป็น “กัมประโด” หรือหัวหน้าแผนกสินเชื่อให้กับธนาคาร โดยได้เริ่มเรียนรู้การเงินการธนาคารซึ่งนับเป็นเรื่องใหม่อย่างมากในสมัยนั้น จนกระทั่งถึงปี 2512 ชีวิตก็ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง คุณเลิศ ชินวัตร ก็ได้รับเลือกเป็น ส.ส.จังหวัดเชียงใหม่ในที่สุด ในบั้นปลายชีวิตของคุณพ่อได้อุทิศตนรับใช้ชาติและชาวเชียงใหม่ ทำหน้าที่ของคนรักผืนแผ่นดินเกิดได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ชีวิตคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ การลองผิดลองถูกเพื่อให้ชีวิตก้าวไปข้างหน้าคือ “ความท้าทาย” เด็กชายทักษิณผู้เป็นเงาติดตามคุณพ่อได้ซึมซับทุกสิ่งทุกอย่างไว้ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ทั้งหมดนี้ได้ปลุกพลังความใฝ่รู้ของเด็กชายทักษิณให้กลายเป็นเด็กช่างซักช่างถาม ชอบแสวงหาความรู้จากสิ่งที่สงสัยจากลุง ป้า น้า อา และคนรอบข้างอยู่เสมอจนได้รับฉายาว่า “ไท้เพ่าล่อ” หรือ เจ้าเด็ก“ช่างพูดช่างคุย” นิสัยไท้เพ่าล่อนี้ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นบุคลิกพิเศษที่ติดตัวคุณทักษิณที่สามารถพูดคุยกับผู้คนทุกระดับทุกอาชีพได้อย่างมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีรวมถึงไม่เคยหยุดนิ่งการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ โดยเฉพาะเรื่องเครื่องกลเทคโนโลยีต่าง ๆ 

KhunLertAndKhunThaksin

และคุณสมบัติพิเศษสุดที่ถูกหล่อหลอมจากคุณพ่ออย่างแท้จริงก็คือวิญญาณนักสู้ผู้ไม่เคยยอมแพ้ “มรดกที่คุณพ่อทิ้งไว้ให้ผม อันที่จริงท่านให้ผมมาตลอดเวลาที่ผมอยู่ข้างกายคุณพ่อ แน่นอน ไม่ใช่ด้วยคำพูดเพราะพ่อไม่ใช่คนช่างพูด แต่ท่านได้ปลูกฝังคุณสมบัติหลายอย่างที่ผมใช้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด” ผู้เป็นแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ที่ใช้เท่าไรไม่มีวันหมดของคุณทักษิณ จึงไม่ใช่อื่นไกลแต่ก็คือ “คุณเลิศ ชินวัตร” นั่นเอง