Outside the box leadership

Outside the box leadership

ด้วยความที่ดร.ทักษิณเป็นคนทำงานเชิงรุกมาตลอด ดังนั้นในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็มักจะขอให้ทุกคนที่ทำงานด้วยกันนั้น ‘คิดนอกกรอบ’ อยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นทีมคณะรัฐมนตรี , ข้าราชการการเมือง รวมถึงข้าราชการที่ทำงานร่วมกันอยู่ทั่วประเทศให้พยายามเปิดมุมมองการทำงานของตนให้กว้างขึ้น  คิดในมิติที่หลากหลายมากขึ้น  จะผิดหรือถูกก็สามารถนำเสนอได้ตราบใดที่เห็นว่าน่าจะเป็นความคิดเห็นที่มีประโยชน์ ซึ่งทำให้ทีมทำงานทั้งประเทศมีความกระตือรือร้นโดยอัตโนมัติ บางคนถือโอกาสในการเริ่มต้นสร้างนิสัยการทำงานใหม่ให้กับตัวเองเสียเลยเพราะไม่คุ้นเคยการทำงานลักษณะนี้มาก่อน

จากการทำงานที่มีผู้ร่วมงานมากมายทำให้ ดร.ทักษิณมองข้ามข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างไปได้  เป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องให้ความสำคัญกับ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ อยู่เสมอ ไม่หลงผิดคิดไปว่าคนที่อายุมากกว่าหรือผ่านประสบการณ์มามากกว่านั้นจะต้องถูกไปหมดทุกเรื่อง   คนในองค์กรหรือทีมจะต้องรวมพลังสมองให้คนหลาย ๆ คนมาช่วยกันคิด มาร่วมกันทำให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ เพราะ ดร.ทักษิณตระหนักอยู่เสมอว่า ‘โลกนั้นหมุนไปเรื่อย ๆ’ 

Leadership

และแม้ว่าจะเคยทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทมาก่อน แต่กลับสอนผู้นำที่ทำงานร่วมกัน ‘ไม่ให้ใช้เงินแก้ปัญหา’ แต่ให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้มากที่สุด  อย่างการทำธุรกิจเมื่อขาดสภาพคล่องนั้นไม่ควรหาทางออกด้วยการกู้เงินจากธนาคารทันทีเพราะจะตามมาด้วยภาระดอกเบี้ยเกินตัว แต่ควรเริ่มแก้ไขปัญหาด้วยการเริ่มต้นที่ความคิดว่า จะมีแนวทางปรับเปลี่ยนหรือสร้างสรรค์ธุรกิจต่อไปอย่างไร โดยต้องระดมความคิดเห็นจากคนในองค์กรให้เต็มที่ด้วย 

ThaksinOfficial Leadership

“ทฤษฎีของ ดร.เอ็ดเวิร์ด เดอโบโน่ ที่เขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์คือ ถ้าหากเราไม่กล้าคิดนอกกรอบเราก็จะจมอยู่กับเรื่องเดิม ๆ ดังนั้นในเวลาที่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น  เขาจะเอาทีม Operation Research เข้ามาดู  ทีมนี้คือทีมที่เอาคนหลากหลายทางวิชาการ  วิชาโน้นวิชานี้หลายๆ  อย่างมารวมกัน แล้วมาคิดมองแต่ละมุม  มุมมองของวิศวกรมองอย่างไร  มุมของนักการตลาดมองอย่างไร  นักการเงินมองอย่างไร  แล้วมามองทั้งระบบ  ถึงจะเห็นทางแล้วค่อยเริ่มแก้ไขปัญหา” 

ดร.ทักษิณ ชินวัตร 

ดร.ทักษิณยังบอกให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องคิดนอกกรอบเพื่อให้การบริหารงานไม่กระจุกอยู่ที่คน ๆ เดียวอีกต่อไป  งานหลักของผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ควรจะเน้นไปที่การเซนต์เอกสาร ร่วมงานเปิดผ้าแพรคลุมป้าย เป็นเจ้าภาพงานศพหรืองานแต่งงานเพียงเท่านั้น  แต่ถ้าเราคิดนอกกรอบ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องปรับกระบวนการทำงานใหม่อีกครั้ง นโยบายผู้ว่าฯ CEO จึงเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้ผู้ว่าราชการรอรับคำสั่งจากส่วนกลางแล้วจึงค่อยทำงานแบบเดิม ๆ อีกต่อไป แต่ให้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานมาเป็น ‘ประธานคณะผู้บริหารของจังหวัด’  มีหน้าที่บริหาร วางแผน คอยติดตาม คอยจี้ คอยให้กำลังใจ ให้ทุกคนทำในสิ่งที่ถูกต้อง 

“การบริหารงานแบบผู้ว่าฯ CEO นั้นเราต้องการเห็นอะไร? ต้องการเห็นเจ้าภาพที่มองเห็นทุกตารางนิ้วในจังหวัดของท่าน เป็นภารกิจหน้าที่ที่ท่านจะต้องดูแลจัดการแก้ไข ป่าไม้ถูกทำลาย ไม่สามารถอ้างว่าไม่รู้เรื่องเพราะอยู่ไกล คำตอบอย่างนั้นไม่ใช่คำตอบของโลกยุคใหม่อีกต่อไปแล้ว” 

ดร.ทักษิณ ชินวัตร 
SME กับ Judo Strategy

SME กับ Judo Strategy

ก่อนหน้าวิกฤติการเงิน 2538-2540 หรือที่เราเรียกกันว่า “ยุคฟองสบู่แตก” นั้นประเทศไทยเคยให้ความสำคัญอย่างมากกับเครดิตและรายได้ของกิจการขนาดใหญ่ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ช่วงเวลานั้นใครที่เรียนจบมหาวิทยาลัยและมีโอกาสได้ทำงานกับบริษัทใหญ่ก็จะถือว่าเป็นคนเก่ง แต่เมื่อเศรษฐกิจไทยทรุดตัวอย่างรุนแรงด้วยหลายปัจจัยมีผลทำให้บริษัทใหญ่ทั้งหลายพากันลอยแพพนักงาน เกิดการสะดุดเพราะรายได้ที่น้อยลงสวนกับหนี้สินที่เพิ่มขึ้นแต่รายจ่ายก็ยังไม่หยุดเสียทีและตามมาด้วยการปิดกิจการกันเป็นจำนวนมาก 

หนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรคไทยรักไทยนั้นก็คือการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กที่มีอยู่ทั่วประเทศให้ได้เข้าถึงข้อมูล , โอกาสทางธุรกิจและเงินทุน ซึ่งเดิมทีนั้นพวกเขาไม่เคยได้รับความสนใจหรือไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างที่ควรจะเป็น 

“หัวใจหนึ่งของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้คือต้องรีบฟื้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือที่เรียกกันว่า SMEs และทำให้เขามีรากฐานที่มั่นคงแข็งแรงพร้อมย้ำเสมอว่ารัฐบาลควรหันมาสนใจ อย่ามัวแต่ใช้เวลาแก้ปัญหาสถาบันการเงินอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ด้านเดียว โดยปล่อยให้กิจการขนาดย่อมพากันตายตามไปหมด”… ดร.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวในหัวข้อ “เศรษฐกิจประเทศไทยในสถานการณ์โลกใหม่” ต่อที่ประชุมหอการค้าทั่วประเทศ จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2544

และทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล ดร.ทักษิณ ก็ขับเคลื่อนนโยบาย SMEs อย่างต่อเนื่อง โดยมีหมุดหมายที่สำคัญคือการประกาศใช้ พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในปี 2543 พร้อมกับจัดตั้ง  “สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” หรือ สสว. เปิดทำการในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2544 หรือ 11 เดือน หลัง ดร.ทักษิณ ก้าวเป็นนายกรัฐมนตรี

จากข้อมูลเมื่อปี 2544 นั้นมีสถิติชี้ว่าประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 1.08 ล้านราย และหลังการมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในหลากหลายรูปแบบรวมถึงหลังการก่อตั้ง สสว.เพียง 3 ปี ทำให้ประเทศไทยมี SMEs เพิ่มขึ้นมากเป็นเท่าตัวอยู่ที่ 2.16 ล้านราย

ดร.ทักษิณมักจะให้แรงบันดาลใจคนตัวเล็ก ให้ลุกขึ้นมากล้าทำธุรกิจอยู่เสมอ เหมือนที่ตัวเขาเองกล้าลุกขึ้นมาทำธุรกิจขนาดย่อมด้วยตัวเอง 

“ ถามว่าคนตัวเล็กจะแข่งกับคนตัวใหญ่ได้อย่างไร มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Judo Strategy ว่าด้วยนักยูโดเขาไม่ผลีผลามจับคู่แข่ง แต่จะเดินไปโยกดู วิเคราะห์ดูท่าท่วงทำนองของคู่แข่ง ขั้นตอนที่สองเขาจะไม่ Head on ไม่ปะทะ ไม่ชนเหมือนซูโม่ ขั้นตอนที่สามของนักยูโดคือ ต้องมองว่าคู่แข่งมีอะไรแข็ง ต้องเอาความแข็งของคู่แข่งทิ่มแทงตัวของเขาเอง ฉะนั้นอย่าคิดว่าท่านตัวเล็ก SMEs ทั้งหลายจะไม่มีโอกาสแข่งขัน สำคัญที่สุดคือยุทธศาสตร์ ท่านต้องคิดอย่างมียุทธศาสตร์ คิดอย่างมีกลยุทธ์ไม่เช่นนั้นท่านแข่งขันกับเขาไม่ได้”

แล้วคนตัวเล็กจะล้มคนตัวใหญ่ได้อย่างไรด้วยกลยุทธ์ยูโด ?

TSO Judo Strategy

หนังสือ Judo Strategy ผลงานเขียนของ David B. Yoffie และ Mary Kwak ที่ดร.ทักษิณแนะนำนั้นมีใจความสำคัญที่เหมาะกับแนวคิดธุรกิจ SMEs คือ  ธุรกิจเล็กๆ จำนวนมากสามารถโค่นคู่แข่งขันที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ด้วยกลยุทธ์ของยูโด 

หลักการคือธุรกิจเล็กต้องศึกษาคู่ต่อสู้ที่ใหญ่กว่าอย่างละเอียด ต้องเคลื่อนตัวตลอดเวลา เพื่อให้คู่แข่งขันเสียการทรงตัว จุดแข็งของธุรกิจเล็กคือต้องเคลื่อนตัวให้เร็วกว่า ปรับตัวได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ในขณะที่จุดอ่อนขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่มักจะเคลื่อนไหวช้ากว่า เป็นจุดอ่อนที่ทิ่มแทงตัวเอง 

ธุรกิจเล็กจึงต้องอาศัยความได้เปรียบของความว่องไวนี้เอาชนะความเชื่องช้าของธุรกิจใหญ่ให้ได้ เปรียบได้เหมือนการต่อสู้แบบยูโด ที่คนตัวเล็กจะต้องไม่สู้แบบเดินเข้าปะทะแลกหมัดต่อหมัด แต่จะอาศัยความว่องไวช่วงชิงจังหวะเข้าโจมตีคู่ต่อสู้ การใช้ศิลปะการต่อสู้แบบยูโดเพื่อชัยชนะ จะต้องใช้ทั้งพลังปัญญาและใช้ทักษะมากกว่าใช้กำลัง สิ่งสำคัญคือต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลาไม่ยอมตกเป็นเป้านิ่ง เหมือนกับที่ทุกวันนี้วงการ Startup นิยมพูดกันว่า “ปลาเล็กกินปลาใหญ่ – ปลาไวกินปลาช้า”

Judo Strategy จึงมุ่งเน้นไปที่การใช้กำลังที่น้อยกว่าแต่ศึกษามากกว่าจนทำให้โจมตีได้ถูกจุดและเคลื่อนไหวเร็วจนได้ทำให้ได้ผลมากกว่า ซึ่งในสมัยแรกของรัฐบาลดร.ทักษิณถือว่ากลยุทธ์นี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนตัวเล็กอย่างธุรกิจ SME ที่จะกลายมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทย

หมดยุค “คนไข้อนาถา”

หมดยุค “คนไข้อนาถา”

“ก่อนหน้านี้เมื่อคนจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจนหายและพอกลับบ้านได้ ก่อนที่จะออกจากโรงพยาบาลต้องไปพบนักสังคมสงเคราะห์ หรือขอให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยกเว้นค่ารักษาพยาบาลเป็นครั้ง ๆ ไป ซึ่งเวลาลงบัญชี เจ้าหน้าที่จะเขียนตัวย่อว่า อน. ที่มาจากคำว่า “คนไข้อนาถา” ก็เป็นอันเข้าใจกัน” คุณหมอสงวน หรือนพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ แพทย์หนุ่มมันสมองสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขผู้ที่มีความฝันอยู่สองเรื่องที่อยากทำให้สำเร็จ หนึ่งคือกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ และสองคือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พูดถึงความยากลำบากของคนไข้ทั่วประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคุณหมอสงวนพยายามเอาแนวคิดไปเสนอหลาย ๆ พรรคการเมืองมาแล้วแต่ไม่มีใครสนใจจึงไม่เคยมีใครสนับสนุนให้เกิดขึ้นได้จริงเลยโดยเฉพาะเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่คนมักจะบอกว่า “เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ”

เมื่อคุณหมอสงวนมาพบกับดร.ทักษิณ โดยการชักชวนอย่างไม่เป็นทางการของคุณหมอเลี๊ยบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่เดินทางไปทั่วประเทศกับดร.ทักษิณในช่วงเวลาหาข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเลือกตั้งครั้งแรกของพรรคไทยรักไทย ซึ่งพวกเขามีโอกาสได้พบเห็นประชาชนต่อคิวกันยาวเหยียดเพื่อรอรับการรักษาพยาบาล มีโอกาสได้พูดคุยกับชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่หมดเนื้อหมดตัวไปกับค่ารักษาพยาบาล เมื่อมาเจอคุณหมอสงวน “เรื่องเพ้อเจ้อ” ที่คนอื่นไม่สนใจจึงกลายเป็นนโยบายที่จับต้องได้ของพรรคการเมืองใหม่เอี่ยมในขณะนั้น

วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2542 ที่ห้องประชุมชั้นล่าง ของอาคารหลังเล็กๆ สองชั้นบนถนนราชวิถี ซึ่งเป็นที่ทำการของพรรคไทยรักไทย ในวันนั้นเป็นการพบปะกันครั้งแรกระหว่าง ดร.ทักษิณ หัวหน้าพรรคไทยรักไทย กับ คุณหมอสงวน แพทย์หนุ่มที่เดินสายขายความคิดเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กับพรรคการเมืองต่าง ๆ อย่างไม่ย่อท้อ

วันนั้นคุณหมอสงวนใช้เวลาราว 40 นาที นำเสนอหลักการและแนวทางเบื้องต้นของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต่อ ดร.ทักษิณและทีมงานพรรคไทยรักไทย 

หลังฟังจบ ดร.ทักษิณ ซื้อความคิดนี้ทันทีโดยให้ความเห็นว่า “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นประโยชน์ต่อประชาชน มีความเป็นไปได้ในการบริหารงบประมาณ”  และบอกกับหมอหนุ่มว่า “เดี๋ยวจะขอทำให้เป็นนโยบายหลักของพรรคไทยรักไทยไปเลย” 

ก่อนลาจากกันในวันนั้นดร.ทักษิณเอ่ยกับคุณหมอสงวนแบบทีเล่นทีจริงว่า “คุณหมอ ชื่อนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเนี่ยฟังเข้าใจยาก ชาวบ้านงงแน่ ไม่รู้ว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไร น่าจะหาชื่อที่เข้าใจง่ายกว่านี้ เช่น 15 บาทรักษาทุกโรคอะไรทำนองนี้”

คุณหมอเลี๊ยบเล่าว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลารณรงค์เลือกตั้ง 6 มกราคม พ.ศ.2544 ในทุกเวทีหาเสียง หัวหน้าพรรคไทยรักไทยใช้เวลาในการปราศรัยถึงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคอย่างเอาจริงเอาจัง แม้ในขณะนั้นจะมีผู้สมัคร ส.ส.จำนวนไม่น้อยไม่ยอมเอ่ยถึงนโยบายนี้ ถึงขนาดที่บางคนลบป้ายหาเสียงที่ย้ำนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคทิ้งเพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้

ไม่มีใครยืนยันได้ชัดเจนว่า นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคนั้นเป็นปัจจัยสำคัญแค่ไหนที่ทำให้พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเป็นปาฏิหาริย์ทางการเมืองด้วยจำนวน ส.ส.248 ที่นั่งจากทั้งหมด 500 ที่นั่ง สิ่งที่ผมรู้แน่นอนก็คือเย็นวันที่ 6 มกราคมนั้นเอง หลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ดร.ทักษิณ ยิ้มกว้างอย่างมีความสุขและบอกผมทันทีเมื่อพบกันว่า “หมอ…เรามาลุย 30 บาทกัน”

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี, คุณหมอเลี๊ยบ รำลึกถึงจุดเริ่มต้น 30 บาท

“ประชาชนที่ยากจนควรได้รับการบริการจากภาครัฐอย่างเท่าเทียม เพราะเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใด ก็มีคำพูดว่า คนไทยได้ลงคะแนน 1 เสียงเท่ากัน แต่ทำไมบริการสาธารณาสุขขั้นพื้นฐานไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้นจึงอยากให้บริการแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียม และเรื่องนี้เป็นการปฏิวัติระบบสาธารณสุขแห่งชาติครั้งยิ่งใหญ่และเป็นประวัติศาสตร์ หากทำได้ดีหรือไม่ดี เราทั้งหมดจะอยู่ในประวัติศาสตร์” 

ดร.ทักษิณ ชินวัตร,กล่าวหลังขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ.2544 

รัฐบาลทักษิณใช้เวลาเพียง 8 เดือนในการแปลงนโยบายให้มีผลในทางปฏิบัติ โดยมีทุกองคาพยพของกระทรวงสาธารณสุขมาร่วมกันทุ่มเทในเรื่องนี้ ในที่สุดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคก็เริ่มนำร่องใน 6 จังหวัด คือ สมุทรสาคร ปทุมธานี ยโสธร นครสวรรค์ พะเยา และยะลา เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2544  และขยายเพิ่มอีก 15 จังหวัดในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2544 

แค่สองปีจากวันที่ ดร.ทักษิณ และ คุณหมอสงวนได้พบปะกันเป็นครั้งแรก ดร.ทักษิณและทีมบริหารของพรรคไทยรักไทย ผลักดันโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรคได้เป็นผลสำเร็จ เมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ.2544 ซึ่งเปิดให้บริการครบ 75 จังหวัดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก 

“30 บาทรักษาทุกโรค” ถือเป็นนโยบายในระดับที่นำไปสู่การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศไทย ไม่เพียงแต่ทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น ลดอัตราการเจ็บป่วย-เสียชีวิต จากการเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล แต่ยังเพิ่มพลังพลเมืองที่มีคุณภาพให้ระบบเศรษฐกิจไทย และยังเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม-เศรษฐกิจอีกด้วย 

ศ.อมาตยา เซน (Amartya Kumar Sen) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ยกย่องโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประชาชนเข้าโรงพยาบาลได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องกลัวล้มละลาย ไม่ถูกมองเป็นผู้ด้อยโอกาส โครงการนี้สำเร็จได้ เพราะผลพวงของการให้คำมั่นสัญญาจากฝ่ายการเมือง และการผลักดันร่วมของภาคประชาสังคม และนักวิชาการ ทั้งยังได้รับการตอบสนองนโยบายอย่างดีจากบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขของภาครัฐ

โครงการนี้ ช่วยลดความยากจน อันเป็นผลจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ อัตราการตายของเด็กแรกเกิดลดต่ำลงจนเหลือเพียง 11 ใน 1,000 คน อายุขัยโดยเฉลี่ยสูงขึ้นเป็น 74 ปี ตัวเลขสำคัญของอัตราการตายของเด็กแรกเกิดที่ลดลงนี้ได้กระจายไปทั้งในกลุ่มคนยากจนและคนรวย ถือเป็นดัชนีของการให้หลักประกันสุขภาพที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม 

จาก “คนไข้อนาถา” ในวันนั้นถึงการคุ้มครองด้วย “บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค” ในวันนี้ คนไทยได้รับบริการทางการแพทย์อย่างเท่าเทียมในค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด  ชาวบ้านจำนวนมากมายยังคงเปิดแผลผ่าตัดโรคร้ายแรงให้ดู และเล่าให้ลูกหลานฟังว่า 30 บาทรักษาทุกโรคช่วยให้พวกเขารอดชีวิตและมีอนาคตที่ดีต่อไปได้อย่างไร

ACD ถึง Asian Bond : การทูตเชิงรุก-การทูตเพื่อเศรษฐกิจ

ACD ถึง Asian Bond : การทูตเชิงรุก-การทูตเพื่อเศรษฐกิจ

ดร.ทักษิณ ไม่เพียงแก้ปัญหาภายในประเทศ ด้วยการทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาทะยานอีกครั้ง  แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรี เขายังเดินหน้าปฏิรูประบบราชการ และปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานครั้งใหญ่ของกระทรวงการต่างประเทศ นักการทูตไทยซึ่งประจำการอยู่ทั่วโลก ต่างต้องทำหน้าที่เป็นผู้แทนในการเจรจาการค้าเพื่อประชาชนให้มากขึ้น “การทูตเชิงรุก-การทูตเพื่อเศรษฐกิจ” จึงเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้

ดร.ทักษิณกล่าวสุนทรพจน์  หัวข้อ “การทูตเชิงรุก : ยุคใหม่ของนโยบายการต่างประเทศของไทย” (Forward Engagement : The New Era of Thailand’s Foreign Policy) ในโอกาสเปิดสถาบันการต่างประเทศสราญรมย์ กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2546 โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของนักการทูตยุคใหม่ไว้ว่า

“ผมตั้งใจแล้วว่า ภารกิจหลักในการเป็นนายกรัฐมนตรีของผม คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยดีขึ้นและให้เกิดประโยชน์แก่คนไทยทั้งมิติของในประเทศและต่างประเทศ ภารกิจของผมคือการทำให้คนไทยอยู่ดีกินดีและทำให้ประเทศมีความสงบสุขมั่นคง ภารกิจนี้จะเป็นจริงได้ ก็ขึ้นอยู่กับผลสำเร็จของนโยบายในประเทศและการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เหมาะสม”​

“เราต้องการนโยบายการต่างประเทศที่รวมเอาความแตกต่าง ควบคู่กับการเปลี่ยนความหลากหลายให้เป็นความร่วมมือที่เสาะแสวงหาสันติภาพ ความมั่นคง และความมั่งคั่งเพื่อประเทศชาติ ภูมิภาค และโลกโดยรวม สิ่งนี้คือสิ่งที่เรียกว่า นโยบายการทูตเชิงรุก”

“การทูตทักษิณ” จึงเป็นยุคสมัยแห่งการเชี่อมความสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในทุกระดับ โดยมีเป้าหมายคือเจาะตลาดการค้าให้ได้  นั่นทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ในโลกที่ใช้เวทีองค์การการค้าโลก (World Trade Organization – WTO) เปิดฉากเจรจาการค้าแบบทวิภาคี (ตัวต่อตัว) กับประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น และอินเดีย จนสำเร็จอย่างรวดเร็ว นำมาซึ่งความเป็นผู้นำและความได้เปรียบในการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค การทูตในยุคสมัยใหม่ นำไปสู่ข้อตกลงระดับทวิภาคี ระดับภูมิภาค และระดับพหุภาคี เป็นจำนวนมากจนได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูงจากประเทศเพื่อนบ้าน

ดร.ทักษิณ ยังได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำประเทศคนสำคัญในเอเชีย ที่มีบทบาทในการสร้าง “ทศวรรษแห่งเอเชีย” ผ่านการริเร่ิมและชักชวนผู้นำประเทศในทวีปเอเชีย สร้างเวทีหารือระดับนโยบายระหว่างประเทศในเอเชีย ในชื่อ “กรอบความร่วมมือเอเชีย”  หรือ Asia Cooperation Dialogue (ACD) ในปี 2546

“ผมเลยเริ่มต้นคุยกับประเทศใหญ่สุดคือจีน พอจีนเริ่มให้ความสนใจ ผมก็คุยกับญี่ปุ่น ญี่ปุ่นก็สนใจ ผมจึงรีบมาคุยกับอาเซียน อาเซียนให้การสนับสนุนเต็มที่ ผมรออยู่พักใหญ่จีนกับญี่ปุ่นยังไม่ตัดสินใจเต็มที่ ผมก็เลยไปอินเดีย นายกรัฐมนตรี อตัล เพหารี วัชปายี ในขณะนั้นก็ตกลงทันที

ผมก็รีบมาประชุม Bo’ao Forum ที่ไหหลำ แล้วมาพบกับนายกฯ จู หรงจี ของจีน นายกฯโคะอิซุมิของญี่ปุ่นก็นั่งอยู่ด้วยกัน ผมบอกไปเลยว่า อาเซียนและอินเดียตกลงใจแล้ว นายกฯ จู หรงจี และนายกฯโคะอิซุมิก็บอกผมพร้อมกันเดี๋ยวนั้นว่า จีนและญี่ปุ่นตกลง แค่นี้ผมก็ได้ประเทศหลักๆแล้ว ต่อมาเกาหลีก็ตกลง จีนบอกผมเพราะรู้ว่าอินเดียเข้ามาแล้ว ก็ให้เชิญปากีสถานด้วย ผมก็เลยไปเชิญ ซึ่งเขาก็ตอบรับทันที ต่อมาจึงขยายมาชวนประเทศที่มีนายกฯ เป็นเพื่อนกันแถวเอเชียกลางและเอเชียตะวันตก เช่น บาห์เรน การ์ตา และทาจิกิสถาน ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เรามีความริเริ่มและเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ”

TSO-ACD3-Thai-Japan

การประชุม ACD เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 18-19 มิถุนายน พ.ศ.2545 โดยประเทศสมาชิกเข้าร่วม ประกอบด้วย บาร์เรน บังคลาเทศ บูรไนดารุสซาลาม กัมพูชา จีน อินเดีย อินโดนีเชีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี ลาว มาเลเชีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์  กาตาร์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย ปัจุจบันการประชุมกรอบความร่วมมือเอเชียมีจำนวนสมาชิกกว่า 32 ประเทศ

ดร.ทักษิณ ในฐานะผู้ริเริ่มก่อตั้ง ACD ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ในการเปิดประชุมกรอบความร่วมมือเอเชียครั้งแรกในปี 2545 ว่า “เวทีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นบทใหม่และหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์โลก และเป็นรากฐานสำหรับกรอบความร่วมมือใหม่สำหรับประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของโลก เพื่อให้แต่ละประเทศของเอเชียเป็นตลาดที่เข้มแข็งสำหรับการค้าภายในเอเชียและการค้าโลก และเพื่อทำให้ความยากจนในเอเชียไม่เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการพัฒนาอีกต่อไป”

ไม่เพียงริเริ่มเวทีหารือในระดับภูมิภาค แต่ให้หลังจากการประชุมครั้งนั้นเพียงหนึ่งปี ในคราวการประชุม ACD ครั้งที่ 2 ที่จังหวัดเชียงใหม่ในปี 2546 ดร.ทักษิณยังเสนอแนวคิดการรวมแหล่งเงินทุนในกลุ่มประเทศเอเชียเข้าด้วยกัน โดยเรียกว่า “พันธบัตรเอเชีย” หรือ Asian Bond

พันธบัตรเอเชีย เกิดจากแนวคิดที่ว่า หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ทวีปเอเชียมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศรวมกันแล้วกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกินครึ่งหนึ่งของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของทั้งโลกรวมกัน แต่กระนั้นก็ยังนำไปสู่การประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

“เราไม่ได้นำเงินสำรองมาใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับประชากร เราไม่มีวิธีการที่จะนำเงินทุนที่เรามีอยู่แล้วมาสร้างให้เกิดความมั่งคั่งเพียงพอสำหรับตัวเอง เงินทุนสำรองของเรานำไปฝากไว้เป็นพันธบัตรกับตะวันตก ก็จะไปสร้างความมั่งคั่งให้กับโลกตะวันตก โดยไม่มีส่วนทำให้เกิดความมั่งคั่งในโลกตะวันออก”

ขณะที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลกก็กำลังย้ายเข้ามาอยู่ที่เอเชีย ดังนั้นการเจรจาเพื่อทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเองในเอเชียจึงจำเป็นต้องเกิดขึ้น การค้าระหว่างประเทศในเอเชียโดยไม่พึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐก็ควรจะสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

พันธบัตรเอเชีย จึงเป็นการนำเงินทุนในกลุ่มประเทศเอเชียมาอำนวยความสะดวกให้กับการค้าและการลงทุนในภูมิภาค ทำให้เกิดความมั่งคั่งในภูมิภาคแทนที่จะนำเงินไปฝาก และใช้เป็นเงินทุนภายนอกภูมิภาค

การจัดตั้งกองทุนพันธบัตรเอเชีย เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2546 ธนาคารกลาง 11 ประเทศในเอเชียได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างตลาดพันธบัตรเอเชีย มีเงินลงทุนแรกเริ่ม 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะเป็นเงินของทวีปเอเชีย เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับทวีปเอเชีย และจะช่วยสนับสนุนให้ตลาดการเงินของโลกมีเสถียรภาพและสมดุลมากขึ้น

จาก ACD ถึง Asian Bond ทำให้เกิดการขยายตลาดทางการเงินและค้าภายใน เพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศในเอเชียแทนที่จะแข่งขันกันเอง อีกทั้งยังพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของเอเชียในตลาดโลก การทูตเชิงรุก-การทูตเพื่อเศรษฐกิจสะท้อนความเป็นผู้นำของไทยในเวทีโลก ไปพร้อมๆกับที่สะท้อนภาพของ ดร.ทักษิณ ในฐานะผู้นำคนสำคัญของเอเชีย

การทูตฉบับทักษิณ สะท้อนบุคลิกส่วนตัวของ ดร.ทักษิณ อยู่ไม่น้อย

“ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่ง แต่เหตุที่เรามีความกล้าหาญเพียงพอที่จะริเริ่มแนวคิดที่มีความสำคัญยิ่งนี้ ก็เพียงเพราะความคิดริเริ่มนี้มาจากหัวใจเราโดยตรง เป็นความริเริ่มที่เกิดจากการที่ผมตระหนักว่าเอเชียในครั้งหนึ่งเคยเป็นทวีปที่มั่งคั่ง และจากความจริงที่ว่าทวีปในวันนี้ได้เริ่มล้าหนังภูมิภาคอื่นๆ ทั้งที่เรามีศักยภาพอยู่มากมาย ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าอยู่ในวิสัยและกำลังของเราเพื่อผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน เราอาจจะประสบผลสำเร็จ หรือเราอาจจะประสบความล้มเหลว แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้ทดลองทำแล้ว”

 

อ้างอิง

การทูตทักษิณ : บทวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของไทยยุคทักษิณ ชินวัตร, ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ (กรุงเทพ : สำนักพิมพ์อ่าน,2559)

 

OTOP – ค้นพบศักยภาพ เพิ่มรายได้ จากศูนย์ถึงแสนล้านบาท

OTOP – ค้นพบศักยภาพ เพิ่มรายได้ จากศูนย์ถึงแสนล้านบาท

ความสำเร็จของพรรคไทยรักไทย ไม่ได้อยู่แค่การดำเนินนโยบาย “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” ให้สำเร็จ แต่ตลอดทศวรรษ 2540 ภายใต้การบริหารประเทศโดยรัฐบาลทักษิณ  ถือเป็น “ทศวรรษแห่งการปลุกศักยภาพของคนไทย” อีกครั้ง ฐานคิดของนโยบาย OTOP อยู่ตรงนี้เอง มันคือนโยบายที่เชื่อมั่นในศักยภาพของประชาชน และใช้ศักยภาพประชาชน เพิ่มรายได้ให้ประเทศ

นโยบาย “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” เกิดจากแนวคิดของ ดร.ทักษิณ ที่ได้นำเอาหลักการและกระบวนการคิดของ ดร.โมริฮิโกะ  ฮิรามัตสึ ผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มและพัฒนาโครงการ “หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งผลิตภัณฑ์” (One Village One Product หรือ OVOP)  ของจังหวัดโออิตะ จนประสบความสำเร็จ หัวใจของ OVOP อยู่ที่การยกระดับคุณภาพสินค้า สร้างอาชีพ และรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น

โจทย์จาก OVOP ที่ทิ้งไว้ในใจ ดร.ทักษิณ ก็คือ “ระบบเศรษฐกิจในระดับชาติจะแข็งแรงได้ ก็ด้วยความมั่นคงจากฐานราก จากธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง”

สิ่งที่ ดร.ทักษิณทำทันทีเมื่อพรรคไทยรักไทยเข้าบริหารประเทศ คือการเดินตามโจทย์อันท้าทายนี้ ด้วยการผลักดัน ให้ชาวบ้านใน 7  พันตำบลทั่วประเทศ นำศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ในชุมชนให้มีคุณภาพสูง ในขณะที่ภาครัฐจะต้องทำหน้าที่สนับสนุน ให้คำแนะนำทางวิชาการเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีรูปแบบที่สวยงาม และทันสมัย  จากธุรกิจเล็กๆ ในตำบล หลายผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จ ยกระดับกลายเป็น ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง(SMEs) หรือสินค้าส่งออก

โครงการนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” หรือ  OTOP (One Tambon One Product) โครงการนี้เริ่มในรัฐบาลทักษิณ และถูกสานต่อในทุกรัฐบาลหลังจากนั้น

“รัฐบาลจะจัดให้มีโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เพื่อให้แต่ละชุมชนได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนาสินค้า โดยรัฐพร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือด้านความรู้สมัยใหม่และการบริหารจัดการเพื่อเชื่อมโยงสินค้า จากชุมชนสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วยระบบร้านค้าเครือข่ายและอินเตอร์เน็ต”

ดร.ทักษิณ ชินวัตร /บางส่วนจากคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ในวันนั้น นายกทักษิณ บรรจุนโยบาย OTOP เป็นหนึ่งใน 9 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

ราวเดือนสิงหาคม 2554 ดร.ทักษิณได้มีโอกาสกลับไปพบกับ ดร.ฮิรามัตสุอีกครั้ง ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบ 10 ปีของการกำเนิดโครงการ OTOP พอดีการพบเจอกันครั้งนั้น ดร.ฮิรามัตสุ กล่าวกับ ดร.ทักษิณว่า

“แนวคิด OVOP เริ่มจากการที่เล็งเห็นว่าเกษตรกรเป็นกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อย ดังนั้นถ้ามีการนำภูมิปัญญาไปพัฒนาสินค้าในชุมชน และก่อให้เกิดการค้าขายระหว่างกัน จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าในชุมชนได้ และสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้การบริหาร OTOP ให้ประสบความสำเร็จ ต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง ซึ่ง พตท.ทักษิณ เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ และผลักดันนโยบายดังกล่าวจนประสบความสำเร็จในที่สุด”

ดร.โมริฮิโกะ  ฮิรามัตสึ ผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น

TSO-OTOP

จากผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการจัดเกรดสินค้าในระดับ 2 ดาว 3 ดาว เมื่อภาครัฐลงมือให้การสนับสนุน และให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ตัวผลิตภัณฑ์ก็ได้รับการจัดเกรดใหม่ ยกระดับเป็นสินค้าระดับ 4 ดาว “เป็นสินค้าที่มีศักยภาพ เป็นที่ยอมรับระดับประเทศและสามารถพัฒนาสู่สากลได้”  ไปจนถึงเป็น สินค้า 5 ดาว คือ “เป็นสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานหรือมีศักยภาพในการส่งออก”

ชาวบ้านค้นพบศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ที่ถูกเก็บกักไว้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ถูกแปลงเป็นรายได้เพิ่มไปในทุกครัวเรือน

“กระเป๋าไม้ไผ่” ของกลุ่มสตรีตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ที่พัฒนามาจากกระติ๊บข้าวเหนียวไม้ไผ่ไว้ใช้กินข้าว ถูกส่งไปขายไกลถึงประเทศญี่ปุ่น เหมือนกับที่ “ผ้าฝ้ายทอมือนาอุดม” ของกลุ่มสตรีทอผ้านาอุดม อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับการคัดเลือกเพื่อซื้อและส่งไปเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับผลิตสินค้าส่งออกของผู้ผลิตสินค้าญี่ปุ่น หรือ “เสื้อสูทกาบบัว” ของกลุ่มสตรีพัฒนาผ้าไทย จังหวัดอุบลราชธานี ที่มียอดขายถึงเดือนละ 1 ล้านบาท ถูกนำขึ้นโชว์และส่งขาย ในห้างสรรพสินค้า และในสนามบิน สร้างรายได้ สร้างความภูมิใจให้คนไทยและประเทศไทยอย่างมาก

OTOP ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์หรือสินค้า แต่คืออัตลักษณ์ของชุมชนที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าและคุณค่าในทางเศรษฐกิจ แต่ละชุมชนมองหา “จุดเด่นของชุมชน” เพื่อนำไปสร้างมูลค่า ไม่ว่าจะเป็น การบริการ การท่องเที่ยว ภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ชาวบ้านผนวกสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ OTOP

ในระยะต่อมาจึงมีการต่อยอดในลักษณะต่างๆ เช่น “โครงการหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว (OTOP Village)” ตามเขตพัฒนาการท่องเที่ยว 8 เส้นทาง 31 จังหวัด 125 หมู่บ้าน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เกิดความเข้มแข็ง ชุมชนออกแบบทั้งกิจกรรมการท่องเที่ยวและบริการจนกลายเป็นแผนธุรกิจการท่องเที่ยว ช่วยสร้างงานและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

ดร.ทักษิณ ใช้ OTOP เป็นหนึ่งในเครื่องมือฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤติการณ์เศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540  ในวันนั้นเศรษฐกิจไทยทรุดตัว ประชาชนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก การวางแผนอย่างแม่นยำเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวโดยเร็วเป็นความจำเป็นเร่งด่วนของพรรคไทยรักไทย

วิธีการจำเป็นเร่งด่วน คือ สร้างความเข็มแข็งที่ฐานรากของประเทศให้ได้ เพราะรากที่แข็งแกร่ง จะทำให้เศรษฐกิจระดับชาติแข็งแรง

ยอดขายสินค้า OTOP เพิ่มสูงขึ้นทุกปี นับตั้งแต่เริ่มโครงการ โดยในปี 2545 ยอดขายสินค้า OTOP อยู่ที่ 16,700 ล้านบาท และจีดีพีไทยเติบโตในปีนั้นกว่า 5-6% ในปี 2546 ยอดขายสินค้า OTOP ขยับสูงขึ้นมาเป็น 33,200 บาท และก้าวขึ้นมาเกือบ 50,000 ล้านบาทในปี 2547 จนมาถึงปี 2548 ยอดขาย OTOP ก็ทะลุ 1 แสนล้านบาท

มองจากปี 2561 หรือเพียง 17 ปี หลังจากริเริ่มโครงการ OTOP เฉพาะในปี 2560 ข้อมูลจากกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ชี้ว่าโครงการ OTOP สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 1.53 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2561 ภาครัฐตั้งเป้าว่า รายได้จาก OTOP จะเพิ่มอีกว่า 20% หรือสร้างรายได้กว่า 1.84 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์รวมกว่า 1.16 แสนล้านบาท

ทศวรรรษแห่งการปลุกศักยภาพของคนไทย ผ่านโครงการ OTOP ช่วยให้ชาวบ้านทั่วประเทศใช้ความคิดสร้างสรรค์ ประยุกต์ภูมิปัญญาในท้องถิ่น และใช้วัตถุดิบในชุมชนเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ พัฒนาสินค้าจนส่งขายไปทั่วโลก เกิดเป็นรายได้เพิ่มเติมในกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง นอกเหนือไปจากการขายสินค้าเกษตรตามฤดูกาล

จากยอดขายสินค้า OTOP รวมกันทั้งประเทศปีละไม่กี่ร้อยล้านบาทเมื่อเริ่มโครงการ จนถึงวันนี้สินค้า OTOP สร้างรายได้ให้กับประเทศปีละกว่าแสนล้านบาทแล้ว

 

ย้อนประวัติศาสตร์ปลดหนี้ IMF

ย้อนประวัติศาสตร์ปลดหนี้ IMF

วิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ.2540 หรือที่ขนานนามกันว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” นั้นส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศไทยชะงักงัน ธุรกิจใหญ่ น้อย ต้องยุติการดำเนินการ กิจการหลายอย่างต้องปิดตัวลง ประชาชนต้องตกงาน เกิดภาวะคนว่างงานเป็นจำนวนมาก  ประชาชนคนไทยที่ประสบภัยเศรษฐกิจครั้งนั้นต่างจดจำเหตุการณ์ต่างๆ และรับรู้ถึงความยากลำบากในการก้าวข้ามความเจ็บปวดในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี 

ผลพวงของวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้ประเทศไทยอยู่ใกล้สภาวะล้มละลาย รัฐบาลในขณะนั้นต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ กว่า 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อประคับประคองสถานการณ์เศรษฐกิจและสถานการณ์ของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่ง สถานะลูกหนี้ ที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้น  ส่งผลให้เกียรติภูมิของประเทศลดลง ในการเจรจาต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน 

ดังนั้น เมื่อ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภารกิจแรก ที่เร่งดำเนินการคือ การที่จะต้อง “ล้างหนี้” ด้วยการแยกหนี้ดีออกจากหนี้เสีย เพื่อให้ระบบการเงินเคลื่อนต่อไปได้ และด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ด้วยหลักการ “ลดรายจ่าย สร้างรายได้ ขยายโอกาส” มุ่งเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจจากระดับพื้นฐาน สู่โครงสร้างระบบเศรษฐกิจระดับสูง ในที่สุดก็สามารถชำระหนี้ ไอเอ็มเอฟ ได้ในปี พ.ศ.2546 ก่อนครบกำหนดชำระถึง 2 ปี ทำให้ประเทศไทยพ้นจากภาวะใกล้ล้มละลาย นำศักดิ์ศรีกลับคืนสู่คนไทยและประเทศไทยจนสำเร็จ 

โดยวันประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยชำระหนี้งวดสุดท้ายให้ ไอเอ็มเอฟ ดังกล่าวนั้นเป็นการชำระก่อนครบกำหนดชำระถึง 2 ปี ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 31กรกฎาคม พ.ศ.2546 โดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นได้แถลงต่อประชาชนคนไทย ชี้แจงรายละเอียดทุกขึ้นตอน พร้อมประกาศยืนยันว่า ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจและภูมิใจในความเป็นคนไทย เพราะวันนี้เราไม่มีพันธะใดๆ พร้อมกับประกาศว่า ในก้าวต่อไป จะเป็นสิ่งที่จะต้องทำประเทศให้เข้มแข็ง ท่ามกลางกระแสตอบรับจากทุกฝ่ายอย่างล้นหลาม 

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับเช้าตรู่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2546 พาดหัวข่าวเอาไว้ว่า “ทักษิณ ลั่น เป็นไท พ้นอกไอเอ็มเอฟ” บันทึกเนื้อหาบรรยากาศในวันนั้นเอาไว้อย่างละเอียด โดยระบุว่า “เวลา 20.30น. วันที่ 31 ก.ค.ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ แถลงผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถึงการปลดหนี้ประเทศไทยจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟว่า วันนี้เป็นวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยชำระหนี้ไอเอ็มเอฟก้อนสุดท้าย 60,000 กว่าล้านบาท หลังจากเมื่อวันที่ 2 ก.ค.2540 ประเทศไทยต้องลดค่าเงินบาท ประเทศขาดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เงินไหนออกจนต้องโปรแกรมไอเอ็มเอฟ โดยไอเอ็มเอฟอนุมัติปล่อยเงินกู้ 12,296 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.1 ล้านบาท รัฐบาลที่แล้วใช้หนี้ไป 1 หมื่นล้านบาท และรัฐบาลนี้มาใช้หนี้ทั้งหมดทั้ง 5 แสนล้านบาท” 

ในวันนั้น ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่เป็นความสับสนที่ไม่ได้ติดตามสถานการณ์และข้อมูลอย่างใช้ชิด ซึ่งครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ไทยจะเข้าร่วมโครงการไอเอ็มเอฟ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ปัญหาในทุกๆ ด้านเพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่นใจ เพื่อให้เกิดความเชื่อว่าเศรษฐกิจของเราจะดีขึ้นจริง ความเจ็บปวดที่ผ่านมาเป็นของคนไทยทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นต้องใช้ความเจ็บปวดเป็นบทเรียนของคนทั้งประเทศ 

“ทำไมรัฐบาลถึงกล้าที่จะใช้หนี้ก่อนเวลา 2 ปี เพราะนอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่าย ยังเป็นการหมดพันธกรณีและหมดภาระดอกเบี้ยลงได้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจ จึงขออธิบายที่เป็นตัวเลขที่แสดงความมาที่รัฐบาลทำได้ คือตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามามีการขยายตัวเรื่องเศรษฐกิจทุกๆ ด้าน เช่นภาคการเกษตร ในปี 2544 มีการขยายตัวพียงร้อยละ 3.4 ขณะที่ 2545 ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 21.7 และปี 2546 ขยายตัวถึงร้อยละ 28.5  ภาคอุตสาหกรรมในปี 2545 ขยายตัวร้อยละ 55.9 และปี 2546 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 66.6 เป็นการแสดงถึงความต่อเนื่องของเศรษฐกิจ ส่วนการออก ปี 2544 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างมากเนื่องจากสถานการณ์ 11 ก.ย.2544 ที่สหรัฐอเมริกา ทำให้เศรษฐกิจหดตัวลง เหลือเพียงร้อยละ 1.7 และปี 2545 ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาก็โตได้ ร้อยละ 5.7  ส่วนปี 2546เพียงแค่ครึ่งปีแรก การส่งออกของไทยก็โตได้ถึงร้อยละ 5.9 ส่วนผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปี 2543 มีกำไร 4.5 หมื่นล้านบาท ปี 2544 กำไร 1 แสนล้านบาท ปี 2545 กำไร 1.7แสนล้านบาท และปี 2546 คาดว่าจะกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 แสนล้านบาท” 

ดร.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวอีกว่า รายได้ต่อครัวเรือนมีการขยับต่อเนื่อง เพียง 9 เดือนแรกปีนี้ ใกล้เคียงกับปี 2543 ทั้งปี ซึ่งถือว่าดีขึ้น ส่วนการขาดดุล ขณะนี้กำลังจะสิ้นสุดลง ดูได้จากปี 2543 ขาดดุล 1.2 แสนล้านบาท ปี 2544 ขาดดุล 1.1 แสนล้านบาท ปี 2545 ขาดดุล 1.2 แสนล้านบาท ส่วนปี 2546 ทั้งปีรัฐบาลตั้งเป้าวางนโยบายจะขาดดุลเพิ่มอีก1.7แสนล้านบาท แต่รัฐบาลนี้ทำให้ตัวเลขขาดดุลเปลี่ยนเป็นเกินดุล 1.4 หมื่นล้าน มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจะดีต่อเนื่อง จากหนี้สาธารณะ ปี 2545 หนี้สาธารณะของไทยสูงถึงร้อยละ 57 ของจีดีพี และจากต้นปีถึงปัจจุบัน มีหนี้สาธารณะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 49.7 ของจีดีพี ส่วนทุนสำรองของประเทศ หากจะเทียบกับเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ปัจจุบันเงินสำรองมีถึง 38  พันล้านเหรียญสหรัฐ มีหนี้ 58 พันล้านเหรียญสหรัฐ รวมกับเงินที่ฝากในต่างประเทศถือว่าใกล้เคียงกัน จึงยืนยันได้ว่าสถานการณ์ของไทยเข้มแข็งมาก วันนี้อยากบอกให้ประชาชนไทยภูมิใจว่าจากนี้ไปเราจะไม่มีพันธกรณีใดๆ จะทำให้ไทยเข้มแข็ง 

“สำหรับความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ อยู่ที่การปรับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นนโยบายที่เรียกว่า Dual Track Policy โดยนโยบายที่ 1 คืออาศัยการเติบโตเศรษฐกิจในประเทศ จากอดีตที่พึ่งพิงรายได้จากการส่งออก ท่องเที่ยวอย่างเดียว ไม่พอ รัฐบาลจึงหันมาส่งเสริมเศรษฐกิจระดับรากหญ้า และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จครั้งนี้จะสำเร็จไม่ได้ถ้าพี่น้องประขาชนและนักธุรกิจไม่มีกำลังใจต่อสู้และความสำเร็จครั้งนี้จะเป็นจริงไปไม่ได้ด้วยถ้าข้าราชการและรัฐวิสาหกิจไม่ทุ่มเท 2 ปีที่ผ่านมา” 

ดร.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวว่า การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟวันนี้ จะทำให้ประเทศหมดพันธกรณีหลายอย่าง เลือกทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามพันธะไอเอ็มเอฟทุกอย่าง

“ในอดีตการเติบโตทางเศรษฐกิจมักจะเติบโตโดยการขาดดุลการค้า และมีหนี้เพิ่ม แต่คราวนี้จะเติบโตโดยดุลการค้าเป็นบวก และหนี้ลด เนื่องจากนโยบาย Dual Track Policy เป็นการส่งเสริมให้พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้มีดุลการค้าเป็นบวก รัฐบาลนี้จะต้องท่องคาถาเอาไว้ 3 ข้อ คือ ลดรายจ่ายให้ประชาชน เพิ่มรายได้ให้ประชาชนและขยายโอกาสให้กับประชาชน”

ดร.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวย้ำในช่วงท้าย พร้อมกับประกาศเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความป็นหนึ่ง ในวาระประวัติศาสตร์

ซึ่งบรรยากาศในวันประวัติศาสตร์และเสียงตอบรับจากทุกฝ่ายในวันนั้น คนไทยจำนวนมากยังคงจดจำได้เป็นอย่างดี