หลายคนสงสัยกันว่าคุณทักษิณที่ประสบความสำเร็จจนเป็นต้นแบบของใครต่อใครหลายคนนั้นมีใครเป็นต้นแบบชีวิต? คำตอบนั้นแสนใกล้ตัว คุณเลิศ ชินวัตร ผู้เป็นพ่อคือคนที่เป็นต้นแบบทุกอย่างของชีวิต

ครอบครัวของคุณเลิศและคุณยินดี ชินวัตร มีบุตรสาวคนแรกคือคุณเยาวลักษณ์ หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรกคือคุณทักษิณ ซึ่งถึงแม้ครอบครัวจะจัดอยู่ในฐานะมีอันจะกินแต่ลูกทุกคนก็ต้องช่วยงานพ่อแม่อย่างเต็มกำลัง การฝึกฝนลูกให้รู้จักคุณค่าของการทำงาน สอนให้รู้จักอดทนต่ออุปสรรคและไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ คือพื้นฐานแรกของชีวิตที่คุณพ่อเลิศและคุณแม่ยินดีได้ปลูกฝังให้ติดตัวลูกทุกคนจวบจนกระทั่งวันนี้ ในวัยเยาว์เด็กชายทักษิณได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเงาเคียงกายคุณพ่อ ไม่ว่าคุณพ่อจะทำอะไรอยู่ที่ไหน ข้างกายจะมีลูกชายตัวน้อยคอยติดตามไม่ห่าง “ตั้งแต่จำความได้ ผมมักเป็นเงาติดตัวของคุณพ่อ ส่วนหนึ่งเพราะผมเป็นลูกชายคนโต และอีกเหตุผลสำคัญก็คือ การตามคุณพ่อเป็นเรื่องสนุกสำหรับผม” คุณทักษิณเคยเล่าถึงเรื่องนี้เอาไว้

“ความสนุก” ที่เฝ้าติดตามคุณพ่อนั้นมีทั้งเรื่องตื่นตาตื่นใจมีทั้งเรื่องการผจญภัยไม่รู้จบโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลิกพิเศษของคุณพ่อที่คนเชียงใหม่ในยุคนั้นจำได้ไม่เคยลืม นั่นก็คือความ “นำสมัย” ด้วยความความกระตือรือร้นที่จะสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่รวมถึงความกล้าคิด กล้าทำ กล้าลองสิ่งใหม่ ๆ เป็นคนแรกของสันกำแพงอยู่เสมอ คุณสมบัติเหล่านี้เองที่เด็กชายทักษิณได้รับถ่ายทอดจากคุณพ่อมาอย่างครบถ้วน

หากจะย้อนความตื่นตาตื่นใจเหล่านี้ขึ้นไปอีกหลายสิบปี เราจะพบว่าคุณเลิศ ชินวัตร ก็ได้รับการถ่ายทอดคุณสมบัติสายตรงมาจากต้นตระกูลรุ่นคุณทวดคือ คู ชุน เส็ง ผู้มีวิญญาณนักสู้นักผจญภัยมาตั้งแต่วันที่ตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลจากประเทศจีน เพื่อมาตั้งต้นชีวิตใหม่ในประเทศไทย โดยเริ่มอาชีพนายอากรบ่อนเบี้ยที่จังหวัดจันทบุรี หลังจากแต่งงานกับสาวไทยที่ชื่อคุณทองดี จากนั้นคุณทวดได้ล่องเรือมาแสวงหาลู่ทางใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมามีลูกคือคุณเชียง (คุณปู่ผู้ริเริ่มนามสกุล “ชินวัตร”) คุณปู่เชียงแต่งงานกับคุณย่าแสง พอถึงปี พ.ศ.2464 รถไฟสายเหนือกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ได้สร้างเสร็จ เมืองเชียงใหม่จึงพลิกโฉมหน้าธุรกิจครั้งใหญ่ คุณปู่เชียงผู้มีสายเลือดนักผจญภัย กล้าคิด กล้าลองทำสิ่งใหม่ ก็เริ่มต้นนำเข้าสินค้าจากกรุงเทพฯ เช่น เกลือ น้ำตาล น้ำมัน มาค้าขายในอำเภอฝาง ซึ่งยังห่างไกลความเจริญอย่างมาก ส่วนคุณย่าแสงนั้นมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล คิดใหม่ ทำใหม่ ขึ้นไปอีกขั้น “ล็วกก๊าใกล้ ง่าวก๊าไก๋” – คนฉลาดค้าใกล้ คนโง่ค้าไกล นี่คือหลักการตลาดของคุณย่าแสงที่มองต่างมุมจากคุณปูเชียงอย่างสิ้นเชิง

ซึ่งไม่ได้แค่เก่งแต่หลักการเพราะในเวลาต่อมาคุณย่าแสงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่ท่านคิดนั้นเป็นจริง โดยคุณย่าแสงได้ริเริ่มธุรกิจผ้าไหมด้วยการซื้อไหมจากยูนนานและจ้างคนท้องถิ่นมาเป็นผู้ทอ จากนั้นเป็นต้นมาผ้าไหมที่ไม่เคยมีใครสนใจได้ถูกดัดแปลงรูปแบบและออกแบบสีสันให้ทันสมัยโดยใช้เสื้อของคนกรุงเป็นต้นแบบ แต่ใช้หัตถกรรมฝีมือคนพื้นเมือง ถือเป็นการผสมผสานที่ลงตัวอย่างยิ่ง ทำให้ผลิตภัณฑ์ได้รับความนิยมอย่างมากจนกลายเป็นอุตสาหกรรมในชุมชนที่โด่งดังสร้างชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกหัวระแหง “ไหมไทยชินวัตร” จึงปรากฏชื่อตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

จากต้นตระกูลที่ได้สืบทอดนิสัยรักการบุกเบิก กล้าคิด กล้าทำสิ่งใหม่ ตกทอดมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน จึงไม่น่าแปลกใจที่คุณเลิศ ชินวัตร ได้รับวิญญาณนักสู้และนักบุกเบิกมาไว้ในสายเลือดอย่างเต็มเปี่ยม การสืบทอดธุรกิจครอบครัวจึงไม่ใช่สิ่งท้าทายสำหรับเขาแน่นอน  ในวัยเยาว์เด็กชายทักษิณจึงได้เห็นผู้เป็นพ่อบุกเบิกธุรกิจร้านกาแฟของตัวเอง ด้วยนิสัยกล้าคิด กล้าลอง กล้าทำ ร้านกาแฟเล็ก ๆ แห่งนี้จึงมีตู้เย็นที่ใช้น้ำมันก๊าดเป็นร้านแรกของสันกำแพง ซึ่งเป็นความตื่นตาตื่นใจของทุกคน ตู้เย็นเครื่องนี้ทำประโยชน์ให้มากมายทั้งแช่น้ำแข็ง แช่ผลไม้ ทำหวานเย็น ฯลฯ และด้วยนิสัยกล้าคิดกล้าลองของคุณพ่อจึงไม่หยุดแค่ร้านกาแฟ ไร่ส้มเขียวหวานแห่งแรกของสันกำแพงจึงเกิดขึ้นตามมาด้วยสวนดอกไม้เมืองหนาวแห่งแรกก็ติดตามมา และที่ตื่นตาตื่นใจของคนทั้งสันกำแพงก็คือเป็นไร่ส้มแห่งแรกที่ใช้รถแทรกเตอร์ช่วยทำไร่  แทรกเตอร์ในสมัยนั้นคันไม่ใหญ่เป็นระบบออกแรงเข็นโดยคนเข็นจะยืนด้านหลังของด้ามจับ เด็กชายทักษิณอายุไม่ถึง 10 ขวบก็ยังถูกฝึกให้ขับรถแทรกเตอร์คันนั้นด้วยเช่นกัน 

นิสัยใฝ่เรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ ของคุณพ่อนั้นสามารถเห็นได้อย่างเด่นชัดเมื่อหันไปลองทำธุรกิจโรงหนังทั้งที่ไม่เคยมีความรู้เรื่องนี้มาก่อน และคุณพ่อยังกล้าลงทุนซื้อกิจการเฉลิมพลเดินรถ หรือ รถเมล์เหลืองในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงยังได้เปิดโลกการเรียนรู้ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยได้ผันตัวเองไปเป็น “กัมประโด” หรือหัวหน้าแผนกสินเชื่อให้กับธนาคาร โดยได้เริ่มเรียนรู้การเงินการธนาคารซึ่งนับเป็นเรื่องใหม่อย่างมากในสมัยนั้น จนกระทั่งถึงปี 2512 ชีวิตก็ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง คุณเลิศ ชินวัตร ก็ได้รับเลือกเป็น ส.ส.จังหวัดเชียงใหม่ในที่สุด ในบั้นปลายชีวิตของคุณพ่อได้อุทิศตนรับใช้ชาติและชาวเชียงใหม่ ทำหน้าที่ของคนรักผืนแผ่นดินเกิดได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ชีวิตคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ การลองผิดลองถูกเพื่อให้ชีวิตก้าวไปข้างหน้าคือ “ความท้าทาย” เด็กชายทักษิณผู้เป็นเงาติดตามคุณพ่อได้ซึมซับทุกสิ่งทุกอย่างไว้ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ทั้งหมดนี้ได้ปลุกพลังความใฝ่รู้ของเด็กชายทักษิณให้กลายเป็นเด็กช่างซักช่างถาม ชอบแสวงหาความรู้จากสิ่งที่สงสัยจากลุง ป้า น้า อา และคนรอบข้างอยู่เสมอจนได้รับฉายาว่า “ไท้เพ่าล่อ” หรือ เจ้าเด็ก“ช่างพูดช่างคุย” นิสัยไท้เพ่าล่อนี้ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นบุคลิกพิเศษที่ติดตัวคุณทักษิณที่สามารถพูดคุยกับผู้คนทุกระดับทุกอาชีพได้อย่างมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีรวมถึงไม่เคยหยุดนิ่งการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ โดยเฉพาะเรื่องเครื่องกลเทคโนโลยีต่าง ๆ 

KhunLertAndKhunThaksin

และคุณสมบัติพิเศษสุดที่ถูกหล่อหลอมจากคุณพ่ออย่างแท้จริงก็คือวิญญาณนักสู้ผู้ไม่เคยยอมแพ้ “มรดกที่คุณพ่อทิ้งไว้ให้ผม อันที่จริงท่านให้ผมมาตลอดเวลาที่ผมอยู่ข้างกายคุณพ่อ แน่นอน ไม่ใช่ด้วยคำพูดเพราะพ่อไม่ใช่คนช่างพูด แต่ท่านได้ปลูกฝังคุณสมบัติหลายอย่างที่ผมใช้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด” ผู้เป็นแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ที่ใช้เท่าไรไม่มีวันหมดของคุณทักษิณ จึงไม่ใช่อื่นไกลแต่ก็คือ “คุณเลิศ ชินวัตร” นั่นเอง