IQ EQ ไม่พอ  ต้องมี AQ

IQ EQ ไม่พอ  ต้องมี AQ

นิสัยไหนที่ทำให้คนอย่าง Mark Zuckerberg , Elon Musk , Bill Gates , Steve Jobs หรือผู้ประกอบการรายอื่น ๆ นั้นขับเคลื่อนให้ตัวเองมาทำบางสิ่งและฝ่าฟันปัญหาจนพบกับความสำเร็จ? อะไรที่ทำให้คนที่ตัดสินใจหยุดหรือก้าวข้ามระบบการศึกษาไปเพื่อเริ่มทำธุรกิจทันทีที่มีโอกาส? เป็นคำถามที่คนนับล้านให้ความสนใจมานาน

สิ่งที่พวกเขามีนอกจาก IQ (Intelligence Quotient – ระดับความฉลาดทางเชาว์ปัญญา) หรือ EQ (Emotion Quotient – ระดับความฉลาดทางอารมณ์) แล้ว ผู้ประกอบการที่ตัดสินใจออกมาหาความสำเร็จนอกรั้วมหาวิทยาลัยยังจะต้องมีอีกหนึ่งปัจจัยที่สูงมากกว่าคนอื่น นั่นคือ AQ (Adversity Quotient – ระดับความอดทนในการแก้ไขปัญหา) ซึ่งเคยเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของคนที่จะเป็นผู้ประกอบการ แต่ในทุกวันนี้มันเริ่มจำเป็นมากขึ้น เรื่อย ๆ สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องมีเอาไว้สำหรับโลกที่ต้องการทักษะในการแก้ปัญหามากขึ้น

IQ EQ and AQ

มีบางเรื่องที่ดร.ทักษิณเคยให้ความเห็นที่เกี่ยวข้องเอาไว้ว่า คนยุคใหม่ควรจะให้ความสำคัญกับการ Learning by Doing มากกว่าการนั่งเรียนเพื่อท่องจำตามการเรียนการสอนแบบเดิม เพราะนอกจากที่จะสร้างทักษะในการ แก้ปัญหาแล้วนั้นมันยังเป็นเหตุเป็นผลกว่าและให้คำตอบที่ชัดเจนกว่าว่า “ฉันต้องนั่งเรียนสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร”

กับดักทางการศึกษาที่ยังคงวนเวียนอยู่กับการอ่านและฟังเพื่อทำข้อสอบแลกคะแนนนั้นนอกจากที่จะพัฒนา IQ ขึ้นมาให้กับนักเรียนได้น้อยกว่าแล้ว การศึกษาแบบเดิมที่ใช้กันอยู่นั้นยังไม่ได้มีโจทย์ที่ท้าทายพอที่จะสร้าง AQ เพื่อให้เด็กรู้จักการลงมือทำและการแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปจนเสร็จสิ้น การศึกษาแบบนั่งฟังนั่งจดเพื่อเอาความรู้ ไปสอบเลยสร้างคนฉลาดที่จะไปสอบแข่งขัน เก่งในสนามสอบที่เก็งกันเอาไว้ แต่เป็นคนที่พอเจอปัญหาที่ไม่เคยเจอ หรือพอต้องลงมือทำแล้วเจอปัญหากลับตัดสินใจถอยหรือหาทางเลี่ยงเพื่อหนีไปทางอื่นโดยอัตโนมัติ

Future of Thailand

นี่คือเหตุผลว่าทำไมทุกครั้งที่ ดร.ทักษิณจะต้องแสดงปาฐกถาที่เกี่ยวกับการเรียนรู้หรือการเสริมสร้างองค์ความรู้ ใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักการเมือง หรือผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น  ดร.ทักษิณมักจะพยายามบอกให้ทุก คนว่าอย่าหยุดที่จะเรียนรู้  ไม่ว่าจะจบการศึกษามาในระดับสูงแค่ไหนก็ต้องพยายามเรียนรู้ให้ได้อย่างต่อเนื่องแบบที่เรียกกันว่าเรียนรู้กันได้ตลอดชีวิต (Life-long Learning) และนอกจากความรู้ใหม่ ๆ ที่คนทุกวัยจะต้อง หมั่นเติมให้เต็มตลอดเวลาแล้ว ก็ยังเน้นอยู่เสมอว่าจะต้องต้องเพิ่มทักษะในการแก้ปัญหาเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคให้ได้ทุกรูปแบบด้วย 

ในช่วงเดือนเมษายน 2545  คณะทำงานโครงการสภาเยาวชนไทย พรรคไทยรักไทยจัดทำโครงการ ‘เยาวชน รุ่นใหม่  ใส่ใจบ้านเมือง’  ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีเยาวชนกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ในกิจกรรมครั้งนี้  เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนผ่านทางกิจกรรมและการบรรยาย กิจกรรมที่ทำร่วมกันก็มีทั้งการฝึกอบรมความรู้ด้านต่าง ๆ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเมื่อผ่านการอบรมจะทำให้เยาวชนได้เรียนรู้ที่จะคิดอย่างมีขั้นตอนคือ 

Learning Lean

ในตอนนั้น ดร.ทักษิณ เข้าใจในปัญหาที่แท้จริงของระบบการศึกษาไทยที่ยังคงติดกับดักอยู่ที่การเรียนรู้จากตำรามากเกิน ไป ยังติดอยู่กับการท่องจำและทำข้อสอบให้ได้คะแนนสูง ๆ เพื่อให้ได้ใบปริญญาในที่สุด ซึ่งดร.ทักษิณมองว่า การเรียนรู้ที่เหมาะกับโลกยุคใหม่ควรจะเปลี่ยนเป็นการศึกษาแบบ  Learning by Doing หรือ Activity Based Learning  ที่ผู้เรียนต้องเป็นผู้ค้นคว้าหาความรู้ที่จำเป็นมาประยุกต์ใช้ร่วมกับโจทย์ที่กำลังลงมือทำ

“ถ้าระหว่างระหว่างชีวิตนักศึกษาเรามุ่งขอประกาศนียบัตรเพียงอย่างเดียว  อย่างอื่นไปตายเอาดาบหน้า  จะทำให้เราท่องแต่หนังสือ ถ้าท่องไม่ทันก็ต้องไปกวดวิชา  สอบเสร็จก็ได้ประกาศนียบัตร  ฉลองจบการศึกษาแล้วก็เลิกศึกษา  การอยู่ในวงจรนี้ทำให้เรากลายเป็นบุคคลที่นับวันจะถอยหลังไปเรื่อย ๆ “

ดร.ทักษิณ เชื่อว่าคนที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือเก่งที่สุด แต่ควรเป็นคนที่มีเพื่อนและมีวิชาและจะสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีที่สุด