007  “คิดให้เป็น ตัดสินใจด้วยข้อมูล”

007 “คิดให้เป็น ตัดสินใจด้วยข้อมูล”

วัฒนธรรมองค์กรที่ดีนั้นจะทำให้หน่วยงานของเราประสบความสำเร็จได้ และผู้ที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรได้ดีที่สุดก็ไม่พ้นผู้นำองค์กรที่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรจะทำให้องค์กรก้าวทันโลก เพราะถ้าเราไม่เปลี่ยนเองก็จะถูกบังคับให้เปลี่ยน เมื่อโลกเปลี่ยนไปแล้วเราจะเสียหายมาก โดยต้องเริ่มที่การปรับเปลี่ยนวิธีคิดเสียก่อน วิธีคิดที่ดีต้องเป็นวิทยาศาสตร์ คือต้องพิสูจน์ความจริง อ่านหนังสือ ฟังคนเล่าให้ฟังแล้วไม่พอ อย่าเพิ่งเชื่อ

สวัสดีครับพี่น้องที่เคารพรักครับ วันนี้พบกันอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ผมอยากจะพูดเรื่อง   วิธีคิด เพราะวิธีคิดมันเป็นหัวใจสำคัญของเราที่จะทำให้เราก้าวหน้าหรือผิดพลาดแล้วมันไม่ได้เกิดเฉพาะตัวเรา มันจะมีผลต่อครอบครัวเราด้วย เพราะฉะนั้นก็เลยอยากพูดเรื่องวิธีคิด แต่ก่อนพูดถึงวิธีคิดก็เริ่มต้นด้วยวัฒนธรรมองค์กร

วัฒนธรรมองค์กรมันเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนองค์กรให้สำเร็จหรือไม่สำเร็จ ถ้าวัฒนธรรมนั้นถูกต้องต่อยุคสมัย ต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้องค์กรนั้นขับเคลื่อน       ไปได้ดี แต่ถ้าหากว่าวัฒนธรรมองค์กรนั้นมันไม่ตรงไม่ผิดมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง   กับยุคสมัยก็ต้องเปลี่ยนแปลง อย่างเช่น วัฒนธรรมขององค์กรที่ชอบเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัยให้ทันต่อเทคโนโลยีก็จะไม่ตกโลก ก็จะสามารถที่จะพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา บางองค์กรมีวัฒนธรรมที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงก็จะทำให้ล้าหลัง ถดถอยนะครับ วัฒนธรรมองค์กรมักจะถ่ายทอดโดยคนเป็นผู้นำองค์กรเป็นหลัก ถ้าผู้นำองค์กรถ่ายทอดสิ่งที่ดีให้กับองค์กร สิ่งเหล่านั้นมันก็จะติดอยู่ อย่างสมัยผมตั้งตัวใหม่ๆ บริษัทผมชินคอร์ปตอนนั้น ตอนนี้ขายไปแล้ว แล้วก็เปลี่ยนชื่อเป็นอินทัชแล้วนะครับไม่เกี่ยวกับผมแล้ว แต่ว่าวัฒนธรรมที่ผมเคยทิ้งไว้เนี่ยยังอยู่ยกตัวอย่างเช่น ผมเนี่ยชอบพาผู้บริหารไปดูนิทรรศการเพื่อจะได้เพิ่มพูนความรู้และทันสมัยในวิชาชีพของเราเอง ในสิ่งที่เราทำมาหากินเองว่างั้นเถอะ ผมจะไปดูนิทรรศการเกี่ยวกับ Telecom ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นเจนีวา สิงคโปร์ ฮ่องกง เยอรมันหรือบาร์เซโลน่า ผมไปหมด เพื่ออยากจะรู้ว่าอะไรไปถึงไหนแล้ว แนวโน้มมันจะเป็นยังไง เขาจะเอาของใหม่ๆ มาโชว์ ทำให้เรารู้ว่า Concept ใหม่ๆ กำลังจะเกิดขึ้นอะไรขึ้น แล้วเราจะไปตามเขาไหม หรือว่าเราคิดว่าเราไม่ไป เราจะไป     อีกทางนึง เราจะได้เห็นชัด อันนี้ก็เป็นวัฒนธรรมอันนึงที่เราพยายามทำไว้

อีกอันนึงเวลาผมไปเดินทางไปเนี่ย ผมไปเมืองนอกกลับมาตอนเช้ามืด กลับจากยุโรปตีห้ากว่า 6 โมงเช้า ผมเข้าที่ทำงานอาบน้ำทำงานเลย ทำงานทั้งวันเลยตอนนี้ผู้บริหารทุกคนก็เป็นอย่างนั้นครับ เพราะว่าเมื่อผมเนี่ยเป็นทั้งเจ้าของ      เป็นทั้งผู้บริหาร ยังขยันอย่างนั้นทุกคนก็เลยต้องขยันตาม ก็เป็นวัฒนธรรมที่ผมเชื่อว่าวันนี้ทุกคนก็ยังทำอย่างนั้น

วัฒนธรรมองค์กรเนี่ยถ้ามันไม่ดีเนี่ยต้องเปลี่ยนครับ ถ้าไม่เปลี่ยนมันตามไม่ทันเหมือนที่ Jack Welch ที่เคยเป็นประธานของบริษัท GE ซึ่งตอนนั้นรุ่งเรืองมาก แต่ตอนนี้ GE เจ๊งไปหลายตัวแล้วเหลือนิดหน่อย ตอนนั้น Jack Welch เนี่ยก็สอนตลอดเวลาว่า คุณต้องเปลี่ยนก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน ถ้าเราเปลี่ยนแปลงช้ามันก็หมายความว่าเหมือนกับคลื่นมันมาแล้วเนี่ย เรายังไม่เตรียมตัวที่จะว่ายไป   ตามคลื่นให้ได้เนี่ย คลื่นมันก็พัดเราตกทะเลจมน้ำไปนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าเราสามารถเปลี่ยนแปลง เราสามารถรู้ว่าจะเปลี่ยนยังไงเนี่ย เราวางแผนการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าเราไม่ทันได้เปลี่ยน แต่เหตุการณ์มันบังคับให้เราเปลี่ยนยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในปี 1997 ต้นต้มยำกุ้งเรานี่แหละ คือเราไม่ยอมปรับค่าเงิน  ให้มันเป็นความเป็นจริง เรายืนค่าเงินแข็งอยู่ ผลสุดท้ายถูกโจมตี พังเลยตอนนั้น เป็นหนี้เป็นสินต้องไปกู้หนี้ IMF มาเป็นหลายแสนล้านบาท นั่นคือสิ่งที่เขาเรียกว่าต้องเปลี่ยนก่อนถูกบังคับให้เปลี่ยน ถ้าเราไม่ได้เปลี่ยนก็ถูกเขากระแทกต้องเปลี่ยนเนี่ยพังเลย นี่คือสิ่งที่อยากจะบอกว่านักธุรกิจทุกคนที่ตั้งบริษัทใหม่ๆ ขึ้นมาเนี่ย ต้องเริ่มสร้างวัฒนธรรมที่ถูกต้อง วัฒนธรรมที่ถูกต้องก็คือวัฒนธรรมของการใฝ่รู้นะครับขยันที่จะเรียนรู้ แล้วก็ปรับปรุงตัวเองตลอดเวลา แล้วก็ต้องให้ทุกคน    มีความสามัคคีปรองดองกัน ช่วยกันทำงานเป็นทีมให้ได้ นั่นคือสิ่งที่ต้องเริ่มตั้งแต่บริษัทยังเล็กๆ ถ้าบริษัทใหญ่แล้วเนี่ยมันแก้ยากแล้ว ต้องพยายามเริ่มสร้างโดยเฉพาะเถ้าแก่ใหม่ทั้งหลายเนี่ย ต้องเริ่มสร้างวัฒนธรรมที่ดีไว้ เพราะว่าลูกน้องจะได้เลียนแบบ ทำตาม แล้วก็จะกลายเป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมที่ดีงามและพร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลานะครับ

การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรทั้งหลายเนี่ย หรือการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของคนเนี่ย ผมอยากจะย้ำว่าวิธีคิดที่สำคัญคือ ต้องคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ต้องมีคำตอบทางวิทยาศาสตร์ นั่นก็คือจะต้องแสวงหาคำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์ตลอดเวลา    นะครับ เค้าเรียกว่าเรา need scientific answer การแสวงหาคำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์เนี่ยก็เกิดจากอะไรบ้าง 1.เกิดจากการที่เราอ่านตำราที่ถูกต้อง แล้วก็ดูผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เราทำ หรือทำวิจัยซะเองเลย อย่างตอนนั้น   ผมเนี่ยลงทุนทำธุรกิจมีคนมาเสนอผม ธุรกิจผมอันนี้ดีมากนะครับมาลงทุนเถอะครับ ผมสงสัยไม่แน่ใจว่ะ ผมยอมเสียตังค์นะล้านห้าแสนบาทเนี่ยไปจ้างทำ Research เลยว่าถ้าธุรกิจเป็นอย่างนี้ สินค้าเป็นอย่างนี้เนี่ย มีประชาชนสนใจจะ  ซื้อไหม แล้วกำลังซื้อในราคาขนาดนี้เป็นเท่าไหร่ๆ ก็จ้างบริษัทมืออาชีพทำ     หมดไปล้าน 5 ล้าน 5 นี้ผมอาจจะทิ้งน้ำเลยก็ได้ถ้าผมไม่ลงทุน แต่ถ้าผมลงทุน  ผมมั่นใจได้เลยว่ามันไปได้ มันกำไร ไม่ขาดทุนแน่นอน เพราะฉะนั้นผมก็ยอมจ่ายล้าน 5 ไป แล้วผลสุดท้ายออกมา โอ้วมันดีเกินคาด ผมก็เลยลงทุน เนี่ยคือหลัก   วิธีคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ อย่าไปคิดว่าชอบหรือไม่ชอบไม่ได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมจะปิดท้ายว่า ถ้าบอกชอบไม่ชอบ แล้วมันมีผลยังไงนะครับ

เรื่องการพิสูจน์ความจริงเนี่ย มันมีตั้งแต่สมัยโบราณหลายร้อยปีพันปีแล้ว สมัยนักปราชญ์สมัยโบราณเขาก็บอกว่า อย่างสมมติแม้กระทั่งว่า เราจะกล่าวหาใครผิดไม่ผิดทางอาญาเนี่ย เขาใช้คำว่า Proof Beyond a Reasonable Doubt หมายถึงว่า ต้องพิสูจน์จนสิ้นกระแสความนั้น จนสิ้นสุด คือไม่มีความสงสัยแล้ว หมดความสงสัยแล้ว ถึงจะมาพิจารณาว่าผิดหรือไม่ผิดนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่สามารถพิสูจน์ได้เนี่ย ก็ยังไม่ตัดสินใจ นั่นคือสิ่งที่หลักสมัยโบราณยังไม่มีวิทยาศาสตร์    แต่วันนี้วิทยาศาสตร์ชัดเจน ทำวิจัยก็ดีอะไรก็ดี เขาก็บอกว่าขอให้พิสูจน์แบบชนิดที่สิ้นกระแสความ หรือว่าเราจะวิทยาศาสตร์มาตอบ ก็ตอบให้ชัดเจนว่ามันเป็นอย่างนี้ๆๆ ตอนสมัยผมทำการเมืองก็เหมือนกัน ผมทำโพลทุกรอบ เพราะฉะนั้นผมจะไม่เดาว่า เห้ย..ถ้าเราไปถึงเนี่ย คนก็จะเชียร์ๆๆ เราก็นึกว่าดีหรือเปล่า เราไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ๆ ก็ต้องทำโพลหรือทำวิจัยนะครับ อันนี้คือหลักที่ผมคิดมาตลอดว่า      ทุกอย่างต้องคำตอบทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นนะครับ

อย่างแม้กระทั่ง Bill Gates เศรษฐีใหญ่เขายังชอบอ่านหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมคิดว่าเขาเองเนี่ยเป็นต้นแบบอันหนึ่งที่ผมเองชอบในการเอาวิธีคิดของเขา     เขามีหนังสือเล่มหนึ่งที่เค้าเขียนเองนะครับ [email protected] Speed of Thought  เป็นหนังสือเก่าล่ะ คือเขาบอกว่ามันต้องมีระบบเครือข่ายทางดิจิตัล เพื่อให้คน    ในองค์กรได้ใส่ข้อมูล ในสมัยก่อนยังไม่มี Cloud Computing นะครับ เค้าก็ใช้วิธีการเก็บข้อมูลใน Server ก็ทุกบริษัทเขาก็แนะนำว่าต้องมีระบบเครือข่ายทาง Digital เพื่อให้ผู้ที่ทำงานสามารถที่จะสื่อสารข้อมูลถึงกันได้ แล้วก็ล้วงข้อมูลกลางของบริษัทในการตัดสินใจได้ เพื่อจะทำให้เราตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว คือด้วยความเร็ว คือคิดได้ปุ๊บก็กดปั๊บ ตัดสินใจได้ปั๊บเลย เพราะว่ามันมีข้อมูลพร้อม เพราะฉะนั้นการตัดสินใจทุกอย่างเนี่ยก็ต้องอาศัยระบบข้อมูลที่มีจำนวนถูกต้องมากพอ และรวดเร็วนะครับ นี่คือวิธีที่เขาสอน แล้ว Bill Gates ก็แนะนำหนังสือ    30 กว่าเล่ม แต่มีเล่มนึงนะครับ เป็นเล่มที่เขียนโดย Daniel Kahneman เป็นคนที่ได้รับรางวัล Nobel Prize หนังสือเก่านะครับ 2011 แต่ว่า Nobel Prize สาขาเศรษฐศาสตร์ เขาก็พูดถึงเรื่อง Thinking fast and slow หนังสือชื่อ Thinking fast and slow คือเขาก็จะบอกวิธีคิดแนวคิดว่า เวลาคิดเร็วเป็นยังไง คิดช้าเป็นยังไง และคิดโดยไม่มีอคติ คิดโดยวิเคราะห์วิจัยเป็นยังไง ก็เพื่อจะให้จิตวิทยา     ในการหัดคิดของคนนะครับ

อีกคนนึงที่เขียนหนังสือในเรื่องความคิดเนี่ย ก็มีคนแก่คนนึงนะครับเคยเจอผมตอนผมเป็นนายก Dr.Edward de Bono, Edward de Bono เนี่ยเขียนหนังสือเกี่ยวกับคิดทั้งนั้นเลย หนังสือเล่มแรกๆ ของเขาคือ Teach Yourself to Think คือสอนตัวเองให้หัดคิด คือบางทีเนี่ยเราไม่คิดไง เราอยู่กับเรื่องง่ายๆ เพราะฉะนั้นบางทีบางครั้งเนี่ย การเรียนรู้วิธีคิดเป็นเรื่องสำคัญ แม้กระทั่งอีกเล่มหนึ่งเค้าเขียนหนังสือเรื่อง Six Thinking Hats ก็คือว่า สมมุติว่าเราใส่หมวกสีฟ้าบ้าง สีขาวบ้างสีแดงบ้าง สีดำบ้าง สีเหลืองบ้าง สีเขียวบ้าง เพื่อเตือนให้ว่า direction เราคิดยังไง สมมุติว่าคิดเป็น creative ก็สมมติใส่สีเขียว บังคับให้เราคิดในเชิงสร้างสรรค์อย่างเดียว ใส่หมวกสีเหลือง ก็ลองคิดว่ามองโลกในแง่ดีอย่างเดียว ใส่หมวกนี้    ให้คิดในแง่ร้ายไว้ก่อน เราจะได้รู้ว่าคำตอบจริงๆ คืออะไร ถ้าคิดทุกอย่างออกมาในแง่ร้าย ในแง่ดี คิดในเชิงสร้างสรรค์ หรือว่าคิดในเชิงที่มีข้อมูล คิดในเชิงที่เป็นอารมณ์ อะไรพวกนี้ เขาก็จะสอนวิธีคิด พวกนี้มันเล็กๆ น้อยๆ มันทำให้เราได้พัฒนาวิธีคิดของเรานะครับ

ก็ตอนสมัยผมเป็นนายก ผมอ่านหนังสือเล่มนึง ชื่อ Blink ที่เขียนโดย Malcolm Gladwell นานแล้ว หนังสือเก่าแล้ว Blink เค้าบอกว่า คิดโดยไม่ต้องคิด Blink  แปลว่า กระพริบตาเนี่ย คิดโดยไม่ต้องคิด คือว่า มีอะไรเข้ามา ตัดสินใจได้ทันที แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ ข้อมูล ความผิดถูก ล้มเหลว ความสำเร็จมานาน จนสามารถที่จะคิดอย่างนั้นได้ เช่นว่า คนที่จัดงานแต่งงานพวก Wedding planner ทั้งหลายเนี่ย เขาเห็นคู่บ่าวสาวมาร่วมงานกับเขาเนี่ย เช่นว่า มาเตรียมถ่ายพรีเวดดิ้งบ้าง ถ่ายรูปบ้าง มาเตรียม มาปรึกษาเรื่องงานตรงนั้นตรงนี้บ้าง เขาสามารถเดาได้เลยว่าคู่นี้จะไปรอดหรือไม่รอด เพราะประสบการณ์ที่เขาเห็นมาเยอะ เห็นมาแล้วว่าทะเลาะกัน มาถึงก็ทะเลาะกัน         ถ้าจะไปไม่รอด อะไรทำนองนี้ หรือไม่ก็นักเล่นของเก่า ไปเห็นของเก่าติดราคาหลายร้อยล้านบาท แต่เค้าเห็นปั๊บ เค้าบอกอันนี้ปลอม เขาบอกอย่างนั้นได้ยังไง    ก็แสดงว่าต้องสั่งสมประสบการณ์และความรู้มาเยอะ เหมือนกับอดีตนายกของสิงคโปร์ชื่อท่านลีกวนยู ท่านอายุมากกว่าผม ท่านมาเยี่ยมผมตอนผมเป็นนายก ผมถามท่านว่า ทำไมท่านอายุเยอะแล้ว ท่านยังคมมาก ความรู้ยังแน่นอยู่เลย    ท่านอ่านหนังสือเยอะเหรอ ท่านบอกว่า หนังสืออ่านไม่ไหวหรอกมันเยอะ ท่านก็อาศัยว่าพูดคุยกับคน แต่หนังสือเนี่ยอ่านอยู่ แต่พูดคุยกับคน คนแต่ละคนที่มาหาเราเนี่ย เขามีประสบการณ์ในชีวิต ลองผิดลองถูกกับชีวิตเขามาเป็นสิบๆ ปี เพราะฉะนั้นเวลาเขาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเราเนี่ย ทำให้เราเรียนรู้ได้ บางมุมเราอาจจะมองไม่เห็น เค้ามองเห็น เช่นว่าเรามองว่าสถานการณ์บ้านเมืองของโลกตอนนี้เป็นอย่างนี้ ท่านมองยังไง เขาก็วิเคราะห์ในมุมของเค้า เราก็จะได้เข้าใจว่า เอ้อ..บางมุมเราไม่มี นะครับ สิ่งเหล่านี้มันเกิดประโยชน์

เราไปดูสิ่งที่มันเป็นสารคดี มันเป็นเรื่องนิยายที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งมันเอาอนาคตมาเล่าให้ฟัง และสิ่งเหล่านี้มันเป็นจริงในอีก 10 ปีต่อมาก็เป็นจริงไปเรื่อยๆอย่างนี้น่าจะได้ประโยชน์กว่า นะครับ

เพราะฉะนั้นก็ ผมคิดว่าวิธีคิดหรือการพัฒนาวิธีคิดของคนไทยเราเนี่ยสำคัญ เพราะไม่งั้นจะเสียเปรียบนะครับ ถ้าคนไทยเราคิดเป็น เพราะระบบการเรียนการสอนเราเนี่ยมันสอนให้ท่องจำมานานเกินไป สุดท้ายมันไม่สร้างวิธีคิดให้กับเรา เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าอยากจะให้ลูกหลานเก่งในอนาคตข้างหน้า หรือลูกหลานปัจจุบันเนี่ยมันไม่สายเกินไปหรอกครับ อ่านหนังสือ มีเหตุมีผลกับวิทยาศาสตร์แล้วเราจะได้เชื่อในสิ่งที่มันเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เชื่อเพราะเขาบอกมา เหมือนที่พระพุทธเจ้า ปิดท้ายพระพุทธเจ้าบอกว่า กาลามสูตร 10 นะครับ กาลามสูตร 10 ของพระพุทธเจ้าเนี่ย ท่านสอนไว้ว่า อย่าเชื่อเพราะว่าคนที่พูดเป็นครูบาอาจารย์ เรา คือฟังได้ทุกคน แต่ว่าอย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าเราได้คำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์       มีเหตุมีผลถึงค่อยเชื่อ อย่างนั้นเราจะได้ฝึกวิธีคิดเรา

ปิดท้ายด้วยคำสอนของท่านพระพุทธทาสท่านบอกว่า โลภ โกรธ หลง ทำให้เป็นม่านบังตา หรือทำให้โง่ ก็คือว่าถ้าเมื่อไหร่เราต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของความโลภ ความโกรธ และความหลง มันจะทำให้เราเนี่ยตัดสินใจผิดพลาดได้ เพราะ   มันเป็นม่านบังตาให้เราขาดความคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นขอให้คิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แล้วเราจะได้คำตอบที่ถูกต้อง เป็นทางเดินของชีวิตเรา      ที่ถูกต้อง เราคิดถูกเราสำเร็จ แล้วคนรอบตัวเราก็จะมีความสุขและสำเร็จไปด้วย ถ้าเราคิดผิดคนรอบตัวเราก็จะทุกข์และก็ลำบากไปด้วยครับ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ แล้วพบกันใหม่ครับ

006 “คู่แข่งคือคู่ค้า ในโลกยุคใหม่”

006 “คู่แข่งคือคู่ค้า ในโลกยุคใหม่”

หลายคนกังวลว่าปลายปีนี้ไปถึงกลางปีหน้า เศรษฐกิจโลกน่าจะผันผวนหนัก คำถามต่อมาก็คือ…ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีแล้วจะทำอะไรกินดี หรือถ้าคนที่ลงทุนในตลาดหุ้นจะว่ายังไง

วันนี้ผมเลยอยากมาชวนคุยเรื่องทำมาหากินทั่วๆ ไป และแชร์แนวคิดสำหรับพี่น้องนักธุรกิจไทยรุ่นใหม่ว่าทำยังไงเราถึงจะอยู่รอดในโลกการค้ายุคใหม่ภายใต้เศรษฐกิจที่ผันผวนกันครับ

 

สวัสดีครับท่านผู้ฟังพี่น้องชาวไทยที่เคารพรักครับ
ครั้งนี้เป็นการพบกันครั้งที่ 6 ของรายการ Good Monday นะครับ

วันนี้ผมจะพยายามเอาเป็นเรื่องทำธุรกิจทั่วไปเพราะว่าอยากจะกลับไปที่หลักของการทำธุรกิจทั่วไปว่า ทำอย่างไรให้เราเติบโตเข้มแข็ง

ก็จะเอาชีวิตเก่าๆมาเล่าให้ฟังแต่ก็หมายความว่าประกอบกับเรื่องราวที่เคยได้ยินได้ฟังในช่วงนี้จากการเดินทางไปต่างประเทศ
ก็สิ่งที่เป็นห่วงก็คือว่า ยิ่งเจอนักธุรกิจจากจุดนั้นจุดนี้ มุมนั้นมุมนี้ของโลก ทุกคนกำลังบอกว่าปลายปี 2019 เนี่ยอันตรายนะจนถึงกลางปี 2020 ก็คือปี 2563

อาการเศรษฐกิจของโลกจะหนักเพราะว่ามันจะผันผวนมาก มันจะเกิดวิกฤต วิกฤติในตรงนั้นตรงนี้เพราะฉะนั้นเนี่ยเราต้องแข็งแรงไว้นะ นี่คือสิ่งที่นักธุรกิจก็เจอกันเตือนกัน ผมก็เลยอยากจะมาเล่าเรื่องการทำมาหากินทั้งหลายเพื่อที่เราจะได้รู้ว่าเราควรจะทำยังไง
วันนี้ทุกคนก็บอกแล้วจะทำอะไรกินดี ลงทุนในตลาดหุ้นจะว่าไง ผมก็อยากจะบอกว่า หุ้นจะผันผวนตั้งแต่กลางปี19 ไป การขึ้นลงจะหวือหวามาก ซึ่งภาษานักเล่นหุ้นก็บอกว่า ถ้ามันขึ้นลงแรงอย่างนี้ต้องไปหากินกับเดลต้า เดลต้าแปลว่าไง แปลว่าความแตกต่างระหว่างราคาที่มันขึ้นลงในระยะเวลาไม่ยาวนัก ก็คือว่าสมมุติว่าหุ้นตัวนึงเนี่ยเคยราคา 100 วันนี้ตกลงมาเหลือ 70 ก็ตกมาเยอะ ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนี้ยังดีอยู่ Volume การซื้อขายแต่ละวันก็เยอะ การบริหารก็ดูยังดีอยู่ เราก็น่าจะเข้าไปซื้อที่ 70 แล้วพอถึงเวลาไม่ต้องรอให้กลับไปที่ 100 ใหม่ สัก 80 ก็ขายแล้วก็กลับมานั่งรอใหม่อย่างนี้เขาเรียกว่าหากินกับเดลต้า

ตรงนี้ช่วงตลาดผันผวนนักเล่นหุ้นมืออาชีพก็จะไปนั่งหากินไปเดลต้าคือผลต่างระหว่างการขึ้นลงที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว แต่ต้องเลือกนะครับ เลือกบริษัทที่มันมีความมั่นคง บริษัทที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีนักลงทุนซื้อหุ้นวันหนึ่งจำนวนมาก แล้วปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนี้ยังดีอยู่นะครับ ถ้าอย่างนี้ไม่เสี่ยงแต่ก็ต้องเข้าไวออกไว้นะครับ

แล้วคนก็ถามว่าแล้วจะทำมาหากินอะไรดีนอกจากเล่นหุ้น ช่วงนี้ก็ต้องคิดว่าเทคโนโลยีกำลังมาแรง เพราะฉะนั้นเนี่ยการทำมาหากินเลยต้องพยายามอิงเทคโนโลยีไว้ ถึงแม้ว่าเราไม่ใช่เป็นบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีก็ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น ความแม่นยำในการทำนายความแม่นยำในการมีข้อมูลของตัวเองในการศึกษาข้อมูลของคนอื่นจึงเป็นเรื่องสำคัญ

พูดวกมาถึงเรื่องนี้เนี่ยผมก็เลยอยากจะบอกว่า คนไทยเรามีจุดอ่อนอย่างหนึ่งเราคิดว่าการแข่งขันกันต้องเป็นศัตรูกัน จริงๆแล้วเนี่ยมันไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน อยากให้วิเคราะห์จากคำว่า Zero sum Game

Zero sum Game ในวงการธุรกิจนี้คือว่าถ้าคุณแพ้ผมคือชนะ ถ้าคุณชนะคือผมแพ้ มันไม่มีอะไรในโลกแบบนี้ล่ะครับว่า ชนะ 100% แพ้ 100% ภาษาทุนนิยมเศรษฐกิจทุนนิยมคือเขาบอกว่า If you can’t beat them, better join them คือถ้าเอาชนะเขาไม่ได้เป็นพวกเขาดีกว่า นั่นคือการค้าขายในเศรษฐกิจทุนนิยม เค้าถึงบอกว่าการค้าการขายเศรษฐกิจทุนนิยมมันต้อง Compete ต้องแข่งขัน แล้วก็ต้อง collaborate ต้องร่วมมือด้วยมันไม่สามารถแข่งขันอย่างเดียวหรือร่วมมืออย่างเดียวนะครับ แข่งขันอย่างเดียวไม่ร่วมมือกับใครเลยเนี่ยมันก็จะกลายเป็นว่าเราก็จะมีความรู้สึกว่ามันทำการค้าแบบเครียดครับ

อย่างจีนกับไทยเนี่ย เราไม่สามารถที่จะบอกว่า จีนคือคู่แข่งขันเรา100%ก็ไม่ใช่ จีนเป็นตลาดของเรา 100%ก็ไม่ใช่ เพราะเราก็เป็นตลาดของเขาเขาก็เป็นตลาดของเราแต่ตลาดเขาใหญ่กว่า การแข่งขันสินค้าเขาเข้ามาของเราเยอะกว่า สินค้าของเราไปหาเขาน้อยกว่า เราจะปรับตัวอย่างไร อันนี้คือสิ่งที่เป็นโลกยุคใหม่ที่ต้องคิดว่าการแข่งขันการค้านั้นต้องมีแต่ต้องมีความร่วมมือไปด้วย
คู่แข่งของเรากลายเป็นตลาดของเราก็ได้ เหมือนตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในปี 1994 ผมเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศผมก็ไปเยือนประเทศสิงคโปร์

รัฐมนตรีต่างประเทศที่เป็นคนสิงคโปร์ที่ต้อนรับผม พาไปพบนายกของเขาตาม protocol ระหว่างประเทศนะครับ ตอนนั้นนายกของเค้าก็คือ โก๊ะ จ๊กตง ไปถึงเห็นหน้าผมก็เข้ามาเช็คแฮนด์แล้วก็บอกว่า Thailand and Singapore are competitor but don’t worry the cake is getting bigger please sit down sit down

นั่นคือเป็นคำสนทนาที่ผมไม่คิดว่าผู้นำประเทศประเทศหนึ่งเนี่ยต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศหนึ่งแล้วคุยกันแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าเขาทุกประเทศเนี่ยเขาเน้นเรื่องการบริหารเศรษฐกิจเพราะเศรษฐกิจนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่เราจะแข็งแรงไม่แข็งแรงประชาชนจะแข็งแรงไม่แข็งแรง เขาก็เลยต้องมาสนใจเรื่องเศรษฐกิจ เขาก็บอกว่าเขายอมรับว่าไทยกับสิงคโปร์เป็นคู่แข่งขันแต่เขาบอกว่าไม่ต้องห่วงหรอกเพราะว่าโลกมันเชื่อมโยงกันตลาดมันใหญ่ขึ้น เหมือนเค้กมันก้อนใหญ่ขึ้น เราจะแข่งกันยังไงเราก็อิ่มทั้งคู่ เราไม่มีการอดตายทั้งคู่นั่นคือสิ่งที่เป็นโลกยุคใหม่ที่ต้องคิดว่าเรามีเพื่อนธุรกิจที่อาจจะทำเหมือนกันบ้างคล้ายกันบ้างก็ไม่จำเป็นต้องไปกังวลว่า เราจะต้องคบกันแบบชนิดที่มันจำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน ไม่เป็นเพื่อนกันมันเป็นเพื่อนกันได้นะครับ

ครั้งหนึ่งเนี่ยผมตอนผมทำธุรกิจอยู่ผมก็เชิญนักธุรกิจรุ่นหนุ่มหนุ่ม ซึ่งประสบความสำเร็จในวันนั้นมาประมาณ 10 คนมาตั้งเป็นก๊วนกันพบกันเดือนละครั้ง

ก็บางทีก็คนนั้นเลี้ยงคนนี้เลี้ยงตอนหลังมาแล้วบอกว่าเอางี้ดีกว่าเราลงขันเอาเงินไปใส่กันคนละไม่มากแล้วก็ไปให้เพื่อนคนหนึ่งในนั้นที่เก่งเรื่องหุ้นเก่งเรื่องการเงินไปเล่นหุ้น เรากำไรหุ้นนี่แหละมากินมาเที่ยวกันก็มีความสนิทสนมชิดเชื้อกันบางทีก็ร่วมมือกันทางธุรกิจบ้างแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องเศรษฐกิจบ้างอะไรบ้าง ก็ได้ประโยชน์ครับ บางคนก็ทำธุรกิจคล้ายคลึงกันแข่งขันกันแต่ก็ไม่ได้เอาเป็นเอาตายอะไรกันเพราะว่าเนื่องจากว่าตลาดมันใหญ่ขึ้นจริงๆ ยิ่งแข่งยิ่งตลาดเยอะ เพราะว่าต่างคนต่างโฆษณาต่างคนขยายขยายฐานลูกค้านะครับ

การทำธุรกิจเนี่ยต้องอย่าไปคิดว่าเราต้องเป็นศัตรูคนนั้นคนนี้สู้เราเป็นเพื่อนดีที่สุด อันนี้ก็อยากให้สังคมไทยคิดอย่างนี้เป็นอย่างนี้ผมเลยเล่าเรื่องการตั้งก๊วนของผมให้ฟังนะครับ

เมื่อก่อนนี้ก่อนนะผมจะเริ่มตั้งก๊วน ผมเป็นนักธุรกิจ ตอนนั้นเป็นเรื่องที่…ขอโทษ…โทษนะครับ ปากกัดตีนถีบ ยังไม่มีตังค์กู้แบงค์ แบงค์ก็ไม่ให้กู้เพราะไม่มีไม่มีอะไรไปจำนองจำนำแบงค์

ก็ใช้วิธีการเล่นแชร์ซึ่งคนจีนสมัยนั้นนักธุรกิจสมัยนั้นจะรวมตัวตั้งแชร์ ตอนนี้เหลือน้อยก็มีบ้างแต่น้อย เพราะว่าแหล่งกู้เงินมันมีมากกว่าเดิม เดิมมันไม่มีแหล่งกู้ก็ใช้เพื่อนฝูงรวมกัน ใครเปียให้ดอกเบี้ยสูงกว่านั้น เอาไปใช้ทุกคนก็มาลงขันกันทุกรอบใครเปียได้คนนั้นไปใช้แล้วก็ผลัดกันไปผลัดกันไป มันก็ผลัดกันเอาเงินกองกลางมาวางไว้นะครับ สมมุติว่าเดือนละแสนก็ 10 คนก็ 1 ล้านมาวางไว้ ใครเปียดอกเบี้ยสูงก็ไปกินเอาไปบริหารทำมาหากิน เดือนต่อไปอีกคนนึงเปียได้ แล้วคนที่เอาไปล้านนึงต้องเอามาใช้แสนนึงเค้าเรียกว่าเล่นแชร์

การเล่นแชร์กันในหมู่คนจีนเยอะพ่อค้าจีนเพราะว่าจะได้เอาเงินมาให้เหมือนกับมาลงกองทุนเพื่อให้เพื่อนผลัดกันเอาไปทำมาหากินกันเองนะครับ ก็เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดการเกิดเป็นพันธมิตรทางการค้ากันเป็นเพื่อนฝูงกันคุยกันรู้เรื่องกู้ยืมเงินกันได้นั่นคือในอดีตซึ่งผมก็คิดว่าสมัยนี้มันมีน้อยไปหน่อย เลยคิดว่าโดยเฉพาะคนที่ไปเรียนในโครงการต่างๆเช่นไปเรียน RE บ้าง ไปเรียน Next tycoon บ้างอะไรบ้าง ก็มีเพื่อนมีก๊วนเนี่ยถ้าหากว่าจะคบกันติดต่อกันเป็นก๊วนกันในเชิงของธุรกิจก็จะทำให้คนทุกคนมีโอกาสทางธุรกิจ

เอาเรื่องโบราณโบราณเรื่อง 1 สมัยพ่อผมเนี่ย

พ่อผมไปทำร้านกาแฟอยู่หัวมุมในตลาดที่จะเข้าตลาดสันกำแพงอยู่บ้านนอกเนี่ย ก็พ่อผมขายกาแฟตอนเช้าก็จะให้ร้านแขกขายโรตีมาทำโรตีขายอยู่หน้าบ้าน หน้าร้านกาแฟ อีกข้างนึงก็จะมีคนจีนทําปาท่องโก๋ขาย ปรากฎว่ากาแฟที่บ้านพ่อผมก็ขายดิบขายดีเพราะว่าคนอยากมากินปาท่องโก๋อยากมากินโรตีก็กิน ก็กินทั้งโรตีปาท่องโก๋ก็ขายกาแฟไป ช่วงนั้นเป็นร้านกาแฟร้านเดียวที่คนแน่นไปหมดนั่นก็คือว่ารู้จักทำ alliance หรือพันธมิตรทางธุรกิจ หรือเป็นการเสริมพลังกัน Synergy กัน

ผมไม่มีปาท่องโก๋ขาย แต่ผมมีกาแฟขายก็มาเสริมพลังกันเป็นทั้ง Synergy เป็น Business alliance เป็นธุรกิจที่เป็นพันธมิตรกัน
ตอนกลางวันพ่อผมก็ให้รถเข็นก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อมาขาย จนทำให้ผมเนี่ยทุกวันนี้ชอบกินแต่ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น เนื้อปาท่องโก๋ โรตีอยู่นั่นแหละเพราะมันกินตั้งแต่เด็กๆ

นั่นคือสิ่งที่เอาธุรกิจที่เก่าๆมาปรับประยุกต์กับธุรกิจที่วิธีคิดใหม่ๆ เทคโนโลยีก็ดีตลาดที่มันกว้างไกลกว่าเดิมก็ดีมันจะทำให้นักธุรกิจเราเนี่ยแข็งแรงขึ้นที่พูดอย่างนี้ก็เลยอยากจะแนะนำให้ทุกคนได้ว่า เราทำธุรกิจเราต้องสร้างมิตรมากกว่าสร้างศัตรูเราต้องคิดว่าในประเทศนี้เรามีเพื่อนเยอะๆรวมกันให้แข็งแรงแล้วตลาดมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆตลาดต่างประเทศตลาดภูมิภาคมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการที่เรามีเพื่อนมี Connection เป็นเรื่องที่สำคัญ

แล้วนี่นะครับ know how สำคัญมากแต่ know who ยิ่งสำคัญกว่าเพราะฉะนั้นถ้ามีเพื่อน มี Connection มีเครือข่ายมีการประสานงานติดต่อข้ามประเทศอะไรบ้างเนี่ยก็จะทำให้ธุรกิจและแข็งแรง

เพราะฉะนั้นก็วันนี้ก็เลยอยากจะมาแนะนำว่าการทำธุรกิจยุคนี้อย่าไปคิดว่าคู่แข่งขันคือศัตรู เราต้องคิดว่าคู่แข่งขันคือผู้ที่จะต้องร่วมมือกันในการไปแข่งในพื้นที่อื่นบ้างหรือในการที่จะค้าขายร่วมกันบ้างนะครับ

ฝากแนะนำให้ท่านทั้งหลายว่าธุรกิจยุคนี้สร้างเพื่อนเถอะครับ สร้างเพื่อนเยอะๆแล้วเราจะแข็งแรงครับ
ขอให้โชคดีในปี 2019 – 2020 ความผันผวนทางเศรษฐกิจ สาธุอย่าให้มี แต่ถ้ามีแล้วก็ขอให้นักธุรกิจไทยอยู่รอดปลอดภัยทุกคนครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ

005 “รับมือโลกยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ กับโมเดลธุรกิจที่ใช่”

005 “รับมือโลกยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ กับโมเดลธุรกิจที่ใช่”

การทำมาหากินจากการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีของคนรุ่นหนุ่มสาว ทั้งการหารายได้จากโมเดลธุรกิจ

การจ่ายเงินโดยไม่ใช้เงินสด การใช้ Blockchain เพื่อจับคู่การค้าที่จะเป็นเหมือนอินเทอร์เน็ตในยุคต่อไปกับข้อมูลที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความลับพิเศษ

และข้อควรระวังในการใช้เทคโนโลยี คือค่าเสื่อมราคา ที่ในความล้าสมัยที่เร็วกว่าค่าเสื่อมทางบัญชี ซึ่งหากคิดไม่ทันอาจมองผลกำไรผิดพลาด

สวัสดีครับ พี่น้องที่เคารพรักครับ วันนี้จะมาเล่าเรื่องการทำมาหากินโดยใช้เทคโนโลยีที่ผมไปเห็นไปเจอไปคุยมานะครับ

เรื่องแรกที่อยากจะเล่าก็คือ ผมไปเจอเด็กหนุ่มคนจีนคนนึง เขาบอกว่าเขาจบปริญญาเอกทางด้านโรบอทหรือหุ่นยนต์เนี่ยนะครับ และเขาสร้างหุ่นยนต์ 2 ประเภท หุ่นยนต์ประเภทหนึ่งเรียกว่าเป็นหุ่นยนต์บริการ กับอีกประเภทหนึ่งเขาเรียกหุ่นยนต์ขนส่ง เขาก็บอกว่าคือปกติเนี่ย เทคโนโลยีมันถูกครึ่งเดียวนะ รูปแบบของการทำธุรกิจ หรือ Business Model เนี่ยเป็นอีกครึ่งหนึ่ง ถ้าคุณมีเทคโนโลยี แต่ Business Model หรือรูปแบบการทำธุรกิจเนี่ยไม่ดีพอก็เจ๊ง เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นเนี่ยเด็กคนนี้เขาไปมีความคิดที่ว่า ถ้าจะไปเช่าร้านเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต มันต้องใช้พื้นที่เยอะแล้วก็แพง ค่าเช่าแพง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองใหญ่ๆ ยิ่งแพงใหญ่ แกก็เลยมีความคิดว่า แกไปเอาคอนเทนเนอร์ลากไป แล้วเอาของซุปเปอร์มาร์เก็ตเนี่ยไปใส่ในคอนเทนเนอร์ เป็นตู้ลากใหญ่ๆ แล้วก็ใส่ของ ใส่คอนเทนเนอร์ ใส่ไปแล้วไปจอดตามลานจอดรถ หรือตึกต่างๆ ซึ่งเท่ากับว่าไปเช่าที่จอดรถเพียง 7-8 คัน ก็ล็อกเอาคอนเทนเนอร์ไปตั้งไว้ แล้วเสร็จแล้วแกก็มีเปิดให้คนสั่งซื้อออนไลน์

ที่เมืองจีนนะครับคนใช้การสั่งซื้อของออนไลน์มาก แล้วก็จ่ายตังค์ทางออนไลน์มากเหลือเกิน บางครั้งซื้อข้าวแค่ประมาณ 40 บาท หรือ 8 หยวน ก็ใช้ออนไลน์ปั๊บ ใช้โทรศัพท์มือถือเราเนี่ยผ่าน WeChat ผ่าน AliPay บ้างเนี่ย แป๊บเดียวเขาจ่ายเรียบร้อย คือคนจีนเนี่ยแทบจะไม่ใช้เงินสด แล้วใช้ออนไลน์เยอะที่สุด นี่ก็เขาทำไง เขาก็เปิดร้านออนไลน์ แล้วก็จอด แล้วบอกให้คนในตึกหรือคนในบริเวณย่านนั้นรู้ว่ารถเขามาจอดที่นี่นะ มีสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต สินค้าอาหารทั้งหลาย อาหารแห้ง อาหารสด ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์อะไรเนี่ยมีมาจอด

แล้วเสร็จแล้วคนก็สั่งทางออนไลน์เลยครับ สั่งว่าจะเอาเนื้อหมู 2 กิโล เอาผักกวางตุ้ง ผักอะไรเขาจะบอกหมดเรียบร้อยก็สั่ง พอสั่งเสร็จปุ๊บ เครื่องคอมพิวเตอร์เขาก็จะไปทำให้หุ่นยนต์เก็บว่าออเดอร์ที่ 1 ประกอบด้วยอะไรบ้าง เนื้อหมู 3 กิโล ผักกวางตุ้ง 2 กิโล เขาก็ไปหยิบๆๆ ตัวโรบอทที่บริการก็หยิบๆๆ เสร็จแล้วก็มาใส่ถุง โรบอทขนส่ง ก็จะหยิบถุงไปไว้ในกล่องที่เป็นกล่องรับ เอาไปหย่อนในกล่องที่เป็นของเขา มีอยู่กี่กล่องก็แล้วแต่ เขาวางให้คนมารับ พอกล่องหย่อนปุ๊บก็ปิด คนที่มารับก็จะได้รับรหัสทางมือถือนี่เลยครับ ส่งเป็นรหัสไปเลยว่า ของคุณอยู่กล่องที่ 1 นะ รหัสคืออย่างนี้  ถ้าคนอื่นมาถึงก็เอาไปไม่ได้เพราะไม่รู้รหัส ก็เอาไปก็ไม่ผิดตัวเพราะว่าใครสั่งอะไรก็ได้รหัสอันนั้นออกไป ปรากฎว่าขายดิบขายดี เพราะไปบริการแล้วมันไปถึงที่ ไปใกล้บ้าน เสร็จแล้วมันก็ไม่ต้องไปเช่าร้านแพงๆ แล้วขายได้ถูก

ผมก็เลยมีความคิดว่า เอ๊ะ!!อย่างนี้ถ้าเรามาช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยในเมืองไทย ท่าจะดี เช่นว่าเอาของมาขายรวมกันอย่างนี้นะครับ หรือไม่ก็เป็นไอเดียว่าใครอยากทำธุรกิจแบบนี้น่าสนใจครับ ก็มี Service Robot กับมี Logistic Robot ที่เขาใช้กัน คือมีโรบอทด้านบริการและโรบอทด้านขนส่ง อันนี้มันเป็นทั้งเทคโนโลยี และ Business Model หรือว่ารูปแบบการทำธุรกิจที่มันสอดเข้ากับเวลาพอดีนะครับ

แต่โรบอทเนี่ย อย่าไปคิดว่าโรบอทมันจะมาแย่งงานเราทำนะ เราต้องใช้งานมัน หุ่นยนต์เมื่อล่าสุด ผมได้ข่าวว่าโรงแรมที่ญี่ปุ่น Lay off คือปลดระวางหุ่นยนต์ 20 กว่าตัว เพราะอะไร? มันล้าสมัยแล้ว เพราะฉะนั้นหุ่นยนต์ก็มีล้าสมัย คนก็เหมือนกัน คนก็มีว่าหมดความเชี่ยวชาญ ความเชี่ยวชาญไม่พอ ไม่ถึง หรืออายุมากไป เพราะฉะนั้นทุกคนต้องปรับตัว ต้องพัฒนาตัวเองหมดนะครับ แม้กระทั่งโรบอทยังไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นที่ผมเล่าให้ฟังก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจอันนึง ในเรื่องของการใช้โรบอทให้เกิดประโยชน์ และการเข้าใจหารูปแบบทางธุรกิจในช่องว่างที่มันเกิดขึ้นนะครับ ว่ามันแข่งขันกันไม่ได้ เพราะหาที่เช่ามันแพงก็ใช้วิธีนี้อะไรอย่างนี้นะครับ แล้วก็ใช้โรบอทเข้ามาช่วย มันก็เป็น Gimmick ที่ทำให้คนสนใจจะซื้อมากขึ้นนะครับ

อีกอันที่ไปเจอเขามาอีกรายนึงก็คือ มีคนเกาหลีมาพบผมที่ดูไบ 2 คน เขาบอกว่าเขามีความเชี่ยวชาญเรื่อง Blockchain ซึ่งบล็อกเชนเนี่ยจริงๆ แล้ว มันก็เป็นเวอร์ชั่น อีกเวอร์ชั่นหนึ่งเหมือนอินเทอร์เน็ต   อินเทอร์เน็ตเราเรียกว่า World Wide Web of Information แต่บล็อกเชนเนี่ยมันคือ World Wide Ledgers of Value นะครับ มันเป็นเรื่องที่จริงๆ แล้วสรุปก็คือว่า อินเทอร์เน็ตเนี่ยมันมีมานาน แต่มันต้องผ่านตัวกลาง เช่น ธนาคารบ้างอะไรบ้าง เลยทำให้ตัวกลางรวยเอารวยเอา แล้วมันไม่กระจายรายได้เท่าที่ควร แต่ว่าเขาเลยไปคิดบล็อกเชนขึ้นมา 

บล็อกเชนเนี่ยมันเป็นอะไรที่มันไม่ต้องผ่านตัวกลาง มันเป็นลักษณะที่เราติดต่อกันโดยตรง เพราะมันใช้ระบบคำนวน ความจริงมันต้องมีเวลาอธิบายมากกว่านี้ แต่ว่าวันนี้ผมเอาสั้นๆ แล้วกัน มันเป็นระบบที่มีการเข้ารหัสที่มีความปลอดภัยสูง เขาเลยใช้สำหรับเรื่องการเงิน เรื่องที่เป็นความลับพิเศษ เป็นเรื่องคน 2 คน ที่อยากจะเปิดเผยความลับต่อกันได้ คนอื่นไม่รู้เรื่อง เช่นว่าผมอยากจะจ่ายตังค์ให้นาย ก. นาย ก. ก็จะรู้ว่าได้รับเงินจากผม  นาย ก. ก็ไม่ต้องมารู้เรื่อง นาย ข. นาย ค. แต่ว่าเมื่อวันนึงนาย ก. ก็อยากจะรู้เรื่องของ นาย ข. ก็ตกลงเป็นเรื่องการดีล การตกลงกัน คือมันเป็นลักษณะที่เป็นความลับที่ไม่ผ่านตัวกลาง

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ อาลีบาบาเนี่ย แจ็คหม่าเขาเคยไปแนะนำให้ที่รวันดา ประเทศรวันด้า ประเทศในแอฟริกา ผลิตเม็ดกาแฟขึ้นมาเนี่ย ขายไม่ออกมีเม็ดกาแฟหลากหลาย ตอนหลังมาเนี่ยเขาก็แนะนำให้ใช้บล็อกเชนเนี่ยแหละ ปรากฎว่า บล็อกเชนก็สามารถที่จะทำให้พวกเกษตรกรที่ปลูกกาแฟ ติดต่อโดยตรงกับผู้ซื้อเลยครับ  ผู้ซื้อก็สั่งซื้อ แล้วบัญชีก็ทำกัน เพราะในนั้นมันจะมี  Smart  Contracts มีบัญชีมีอะไรพร้อมหมด มีสัญญาให้เสร็จ ในลักษณะของบล็อกเชนเนี่ยครับ

คนเกาหลีคนนั้นก็มาคุยกับผมว่าเขาชำนาญเรื่อง การสร้าง Platform บนบล็อกเชนแต่ผมก็แนะนำเขาไปว่า ถ้าคุณไม่มี Business Model ดีๆ เนี่ย Blockchain ก็ไม่รู้จะ..คนที่มี Platform ตัวนี้เนี่ยก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เพราะฉะนั้นคุณต้องสร้าง Business Model ดีๆ  ผมก็มาเห็นตัวอย่างอันนึงที่  รวันด้าเนี่ยครับ แล้วผมเองเรื่องนี้ผมก็ได้พูดในรายการของผมไปแล้วครั้งนึงว่า ต่อไปข้างหน้าเนี่ย คนทำสินค้าเกษตรเนี่ย สามารถขายสินค้าโดยตรงให้กับเชฟ Michelin star ที่ประเทศไหนก็ได้ ถ้าเขารู้ว่าเราผลิตของที่ถูกต้อง แล้วตกลงกันผ่านทางบล็อกเชนไม่ต้องมีนายหน้าเลยนะครับ ก็ส่งของไปโดยวิธีการที่จ้างพวกบริษัทมืออาชีพเนี่ยส่งของส่งอะไรไปก็ตามกัน 

บล็อกเชนถูกสร้างขึ้นมาแล้วก็ใช้กันในเรื่องของ Bitcoin คือ Bitcoin เนี่ยใช้ Platform ของบล็อกเชนนะครับ แล้วก็การคำนวนเขาละเอียดยิบยับ ทีนี้ตอนหลังมาเนี่ยคนก็มาถามว่า แล้วบล็อกเชนเนี่ยที่เขาใช้กันมากๆ ก็ใช้เรื่องของ เขาเรียกกันว่า Digital Money หรือ Cryptocurrency อะไรเนี่ยคือ Bitcoin เป็นตัวเริ่ม เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ในอนาคตมันจะถูกเป็นลักษณะที่เป็นเงินสกุลที่อ้างอิงถึงทรัพย์สิน เช่นว่าทางนักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ชาติอังกฤษ   ก็เคยแนะนำว่า อังกฤษน่าจะออกเงินดิจิทัล หรือ Crypto Money เนี่ยของตัวเอง โดยที่รัฐเป็นคนออกเอง และมีเหมือนกับออกธนบัตร แต่ออกแบบนี้เหมือนที่ผมเคยอธิบายไปครั้งนึง แล้ววันนั้นคนเกาหลีมา ผมก็แนะนำว่าทำไมคุณไม่ลองทำเกี่ยวกับเรื่อง Property เพราะที่ดูไบเนี่ยมีตึกมีห้องอพาร์ทเม้นท์ มีบ้านเหลือเยอะเลย เพราะเขาสร้างเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้ Concept ที่ว่าเอา Crypto Money แล้วก็ไปซื้อทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้มาโดยตีราคาดีๆ ถ้าราคาทรัพย์สินขึ้น ค่าเงิน ค่า Coin เนี่ยก็จะขึ้นตาม พอขึ้นตามปุ๊บ ใครจะขายใครจะซื้อก็อยู่ในวงการนี้ แต่ว่าทั้งหมดเนี่ยเป็น Platform ของบล็อกเชนที่ผมพูดอย่างนี้เนี่ย อยากจะแนะนำว่าคนรุ่นใหม่เนี่ยลองไปศึกษาบล็อกเชนดีๆ เพราะมันกำลังจะสร้างเศรษฐีใหม่เหมือนกับตอนอินเทอร์เน็ตเปิดใหม่ แล้วสร้างเศรษฐีใหม่บนอินเทอร์เน็ต ตอนนี้มันกำลังจะสร้างเศรษฐีใหม่บนบล็อกเชน

บล็อกเชนก็ออกมาหลายปีแล้วแต่ว่าจริงๆ แล้วมันยังไม่กว้างขวาง เพราะว่าคนยังไม่เข้าใจ คนไปติดอยู่กับอินเทอร์เน็ต ผมเลยแยกให้เห็นว่า Internet เนี่ยเขาใช้สำหรับ Information แต่อันนี้ใช้สำหรับเรื่องการเงินการทองหรือสิ่งที่เป็นความลับพิเศษ เพราะความปลอดภัยของข้อมูลเนี่ยสูงมาก

ทีนี้ก็อยากจะเล่าว่า เมื่อเราจะหากินจากเทคโนโลยีเนี่ย ผมก็อยากเอาประสบการณ์ให้ฟังว่า      รู้ไหมว่าเทคโนโลยีเนี่ยมันมีการเสื่อม มีอายุการใช้งานเร็วกว่าที่เราคิด ยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ อย่างนี้ วันนี้ที่ประมูลกัน 4G ทั้งหลายหมดไปเป็นแสนๆ ล้านนี่นะครับ แล้วก็จะต้องติดตั้งระบบอีกเป็นแสนล้านเหมือนกันเนี่ย  มันจะอยู่ได้อีกกี่ปี … 5G กำลังออกแล้ว

เกาหลีและอเมริกาทดลองแล้ว แล้วก็จีนก็กำลังจะใช้ เพราะฉะนั้น 5G มันจ่อหลังแล้ว ถามว่า 4G จะใช้ได้อีกกี่ปี สมมติว่า 4G ลงทุนไปสองแสนล้าน ใช้ได้ 7 ปีอ่ะ  7 ปีเนี่ย ก็หักค่าเสื่อมได้ปีละสามหมื่นล้าน แล้วก็ต้องทิ้ง แต่การทำบัญชีเนี่ย ที่เขาเรียกว่า US ตาม US เนี่ย เขาบอกว่าหักค่าเสื่อมได้ 10 ปี  แต่ของไทย GAAP เนี่ย หักค่าเสื่อมได้ 20 ปี นะครับ 20 ปี  ทางบัญชีนะ แต่เราทำบัญชีหักค่าเสื่อม 10 ปีบ้าง หักค่าเสื่อม 20 ปีบ้าง แต่อายุการใช้งานของเครื่องเนี่ย ของเทคโนโลยีเนี่ยมันล้าสมัยเร็ว เพราะฉะนั้นทางบัญชีดูกำไร แต่ข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้กำไรอย่างที่คิด สมมติว่าได้กำไรสองแสนล้าน ใน 7 ปี แต่ค่าเสื่อมก็ดี ค่าทุกอย่างก็ดี หมดสภาพ มันต้องทิ้งของไปแล้ว สองแสนล้านก็คือไม่กำไร แต่ทางบัญชีเนี่ยสมมติว่าหัก 20 ปีเนี่ย มันก็กำไรอยู่ ทั้งๆ ที่ของมันเลิกใช้ไปแล้ว แต่จริงๆ แล้วมันต้องลงทุนเพิ่มอีก

เทคโนโลยีใหม่ก็ลงทุนเพิ่มอีกนะครับ เลยอยากจะบอกว่าการลงทุนทางเทคโนโลยีเนี่ย ต้องคิดให้ดีระหว่างค่าเสื่อมจริง เพราะว่าเทคโนโลยีล้าสมัย กับค่าเสื่อมทางบัญชี มันเขย่งกันอยู่ มันจะทำให้เราหลงทางไป นึกว่าธุรกิจมีกำไร แต่จริงๆ แล้วไม่มีกำไร เพราะเงินขาดก็ไปกู้แบงก์ อันนี้ต้องระวังการทำธุรกิจทางด้านของเทคโนโลยีนะครับ

ก็วันนี้คงเล่าให้ฟังแค่นี้ก่อนครับ แล้วคราวหน้าพบกันใหม่ครับ ขอบคุณมากครับ

Episode 5: Gear up for the new era of technology and business.

Hello to all my fellow listeners. Today I will talk about the ways I have seen people make money using technology.

The first one is about a young Chinese man I met. He had finished a Phd. in Robotics and built two kinds of robots. One is service robot. The other is logistic robot. He said in general robots only count for half of a business. The other half is what we call business model. If you have the technology but your business model is not on point, the whole thing could really fall through. So this young man thought that if he rented place to open a supermarket he would need a lot of space, which would be expensive, especially in big city, the rent would be even more expensive. So he thought that if he used a container. If he put the supermarket in the big containers and take park them in the parking lots or in some other buildings, he would only need to pay for 7-8 lots of parking. He could put the containers there and tell people to place their orders online. In China many people shop online and make their payments online. Sometimes for a meal that costs as little as 40 baht or 8 yuan. They do it online, on their phones, with WeChat or Alipay. All is done in a second. Chinese people rarely use cash. They use online payment the most. So this is what he does. He opened an online grocery store. He parks the containers and lets people there know that he is in the area, that he has brought grocery with him, all the food, dried food, fresh food, vegetables, fruits, meats, all in the parking lot. Then people place their orders online, 2 kgs of pork, bok choy. Whatever vegetables, he has everything listed. The customers only have to place their order. When the orders are placed, the computer tells the robots what are in order 1; 3 kgs of pork, 2 kgs of bok choy. Then he takes these produces, the robot does, and puts them in a bag. Then the logistic robot puts the bags in the delivery boxes, his boxes, however many boxes there are. They are delivery boxes. The order goes in, the box closes. The customer gets a password via their phone; Yours is box no. 1. This is the password. Other people can’t take it because they don’t know the password. There is no mistake because each customer gets their own password. It became a success. Because it is a delivery service. To your neighborhood. No expensive rents. Products can be sold at cheaper prices. And I thought, “Ah! If we could use this to help ordinary people in Thailand, wouldn’t it be nice?” For example, we can sell our goods together. Or if anyone want to build a business on this idea. That would also be interesting. They use service robots and logistic robots. Robots that provide service and robots that provide delivery. These are technology, business model, and perfect timing. But regarding the robots, do not think that they will take our jobs. We must use them. I heard that a hotel in Japan recently laid off more than 20 robots because they are obsolete. So even robots can become obsolete. People can, too. People can lose their expertise, lack expertise, or become old. This mean all of us need to adapt, to improve ourselves. Even robots are no exception. So I’m telling you this because it’s an interesting use of robots and an understanding of how to create a business model that will fill in the gaps that make it impossible to compete in the business. Because the rent is so high, we have to use this method and we make use of the robots. It’s a gimmick that gets people interested in buying from us.

Another case is two Koreans who came to meet me in Dubai. They told me that they are experts in Blockchain. Blockchain is actually like another version of the Internet. The Internet is a world wide web of information But Blockchain is a world wide Ledger of value. So we could actually sum it up like this The Internet has been around for a long time. But it requires a middleman, such as a bank. So the middlemen get richer and richer. The revenue is not appropriately distributed. That is why Blockchain has been invented. Blockchain doesn’t require a middleman. We can communicate directly because it uses math. I need more time to explain this but in summary. It is a highly secure coded system (cryptography). That’s why we use it in financial services, in highly confidential matters, between two parties that want to reveal their information only to each other without the knowledge of other people. For example, I want to pay Mr. A an amount of money. Mr. A will know that he gets the money from me without having to know about Mr. B and Mr. C. But if one day Mr. A wants to know about Mr. B. they can make a deal, an agreement. With this protocol, the secret is not shared with any middle person. This happened at Alibaba. Jack Ma made this suggestion in Rwanda, the country, an African country. They produce coffee beans but they are not selling. Many kinds of coffee beans. Later he (Jack Ma) suggested that they used Blockchain. As it turned out, Blockchain allows coffee beans farmers to trade directly with the buyers. The buyers place their orders. An account is created. There are smart contracts, accounts, everything, complete contracts, in the Blockchain. Those Koreans told me that they were experts in creating platforms on Blockchain. But I told them that without a good business model, Blockchain won’t… Those who have the platform wouldn’t know what to do with it. So you have to create a good business model. I’ve seen one in Rwanda. And I’ve talked about this on my podcast that in the future, farmers can trade directly with Michelin Star chefs from any country in the world. If they know that our products are on point and we make the agreement on Blockchain. No middleman is required. Then we hire professional delivery service to deliver the goods. Blockchain has been created and used in Bitcoin. Bitcoin uses Blockchain’s platform. Its calculation is highly meticulous. Lately people have been asking about Blockchain. It is used mostly in what we call Digital Money or cryptocurrency of which Bitcoin is the pioneer. In the future it will be recognized as a currency, as a property. For example, economists from the Bank of England have suggested that the UK government should issue its own digital money or crypto money, like they do bank notes but in this (digital/crypto) version, like I’ve explained before. And that day when those Koreans talked with me, I suggested that they do something about properties because in Dubai there are plenty of leftover apartments and houses because they’ve built so many so if we use the concept of crypto money and use it to buy properties. We must set a good price for these properties. If the value of the properties go up, the value of the crypto money, the coin, goes up. When it does, those who want to trade will be on this platform. But all these platforms belong to Blockchain. What I’m saying is, I want to suggest the new generation to study Blockchain closely because it is going to create a new generation of millionaires. Like how the Internet created Internet millionaires, Blockchain will create Blockchain millionaires. Blockchain has been around for quite some years now but it is not widely known because people don’t understand it. People are stuck with the Internet. So I’m distinguishing them. The Internet is used for information. This (Blockchain) is used for money or highly confidential matters because it offers a very high level security for the information.

Now I want to tell you that, since we’re going to make money from technology, I want to share my experience with you. Do you know that the value of a technology can be depreciated? It gets outdated much faster than we think. An obvious example, today 4G auction goes up to hundreds of billion baht? On top of that, the implementation will cost thousand millions more. How long will it stick around? 5G is already coming out. South Korea and the US are testing it. China is about to use it. So 5G is breathing on our neck. I’m asking you how many years will we be using 4G? Say we invest 200 billion on 4G and use it for 7 years. In these seven years we must deduct 30 billion of value of depreciation for each year. Then we have to discard it. But in regards to accounting, what they call US, like the US, they say we can deduct 10 years of the value of depreciation but in Thailand, there’s a GAAP, we can deduct 20 years, accounting wise but we deduct sometimes 10 years, sometimes 20 years but technology becomes outdated much faster than that. So in accounting we’re looking at the profit but the truth is it is not as profitable as we think. Let’s say we make 200 billion within 7 years but with depreciations and other expenses, it (technology) is dilapidated. It has to be discarded. 200 billion is not profitable. But in the account book, with 20 years deducted, it looks profitable. But it (the technology) has already been discarded. New investment is needed. New technology requires new investment. What I’m saying is when we invest in technology, we must carefully consider the actual depreciation and the value of depreciation in the account book. They are overlapping. This confuses us, makes us think that we have made profit, but we have not. Because when we’re short of money, we get a loan from the bank. We have to be very careful when it comes to investment in technology.

That is all for today. I’ll see you again next week. Thank you very much.

004 สุขภาพของคน คือสุขภาพของชาติ

004 สุขภาพของคน คือสุขภาพของชาติ

ระยะหลังมานี้ ผมให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพอย่างมากครับ หนึ่งในแนวทางการดูแลสุขภาพของผม คือศึกษาไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมของคนเรากับเรื่องโภชนาการ เพื่อให้สามารถดีไซน์มื้ออาหารหรือตัวยาที่เหมาะสมจากรหัสพันธุกรรมพื้นฐานในแต่ละบุคคลได้

เพราะผมเชื่อว่า You are what you eat ถ้าเราเริ่มดูแลตัวเองจากการป้องกัน ย่อมดีกว่าการเสียเงินเพื่อการรักษา

ซึ่ง Good Monday รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกกับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร “EP.4 สุขภาพของคน คือสุขภาพของชาติ” ผมได้มาแชร์แนวทางของประเทศต่างๆ ในการรณรงค์ให้ประชาชนของเค้ามีสุขภาพที่ดีกันครับ

นอกจากนั้นผมจะมาเล่าเรื่อง Juxtaposition Marketing คำนี้จริงๆ แล้วไม่ใหม่เพราะแนวคิดนี้วงการนักการตลาด และนักโฆษณาทั่วโลกใช้กันมานานแล้ว พร้อมแนะนำหนังสือดีๆที่น่าอ่านครับ

 

 

สวัสดีครับ พี่น้องที่เคารพรักครับ วันจันทร์นี้พบกันอีกครั้งเป็นครั้งที่ 4 หรือ Episode 4

วันนี้ อยากเริ่มเรื่องเบาๆ เพื่อไม่ให้เกิดเพิ่มน้ำหนัก ก็คือ เรื่องอาหาร ผมได้อ่านนิตยสาร Monocle เป็นนิตยสารเกี่ยวกับไลฟสไตล์ของคนทั่วโลก ก็เลยเอามาเล่าให้ฟังหน่อย ก็เรื่องการกินนี่แหละครับ

เค้าบอกว่าที่อังกฤษ ตามสถิติมีประมาณ 1 ใน 3 คน น้ำหนักจะเกินกว่าค่าเฉลี่ย น้ำหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็น และในนั้นก็จะมีพวกโรคอ้วน หรือ Obesity ผสมอยู่ด้วย แต่ว่าใน 3 คน เนี่ย จะมี 1 คนที่น้ำหนักเกินกว่าพิกัดที่ควรจะเป็นสำหรับเขา และบางคนในนั้นก็จะเป็นโรคอ้วน แต่ในนอรเวย์เนี่ยเป็นพวกแองโกล-แซกซัน เหมือนกันเนี่ย ทุกๆ 6 คน มี 1 คน ดีกว่ากันเท่าตัวเลย ทำไมล่ะครับมันถึงต่างกันขนาดนี้  ก็พบว่าที่นอรเวย์เค้าเริ่มเก็บภาษีสินค้าเกี่ยวกับน้ำตาล ภาษีน้ำตาลโดยตรง ภาษีช็อกโกแลต เพราะว่าน้ำตาลเป็นสาเหตุแห่งโรคอ้วน แห่งความอ่อนแอของสุขภาพทั้งหลาย ตั้งแต่ปี คศ.1922 เนี่ย เค้าเริ่มเก็บภาษีน้ำตาล จนถึงปัจจุบันขึ้นไปถึง 83% สมมติของนำเข้าราคา 100 เก็บภาษี 83% ก็เป็น 183 นี่คือต้นทุนของการนำเข้าของคนที่เอาของมาขาย แล้วบางครั้งเนี่ยเค้าเล่ากันว่า      คนนอรเวย์เวลาไปสวีเดนมักจะซื้อช็อกโกแลตกลับบ้าน เพราะช็อกโกแลตที่สวีเดนถูกกว่า เพราะไม่มีภาษี แต่คนสวีเดนก็อ้วนกว่าคนนอรเวย์

ที่น่าสนใจอีกอันนึงก็คือ ประเทศกาตาร์ กาตาร์เป็นประเทศเล็กๆ อยู่ในตะวันออกกลาง เป็นประเทศที่มี Per capita income คือมีรายได้ ต่อหัว ต่อคน สูงที่สุดในโลก คือ 112,000 ยูโร ต่อปี ก็ตกต่อคนประมาณ 4 ล้านกว่า คนนึงมีรายได้เฉลี่ย 4 ล้านกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคน 4 ล้านกว่า เพราะว่าเป็นเศรษฐีเสียเยอะ รวยมาก ประเทศไหนรวย เค้าก็ส่งอาหารดีๆ แพงๆ ส่งไปขาย พอส่งไปขายก็กินกันเพลิน ความรวย ความอ้วนมันตามกันมาเลยครับ พบว่าคนที่กาตาร์เนี่ย กินอาหาร junk food หรืออาหารที่ไม่มีคุณภาพเนี่ย ประมาณอาทิตย์ละ 3 ครั้ง/คน แล้วคนกาตาร์เนี่ย 70% มากกว่าที่อังกฤษเยอะเลย  70% ของคนกาตาร์เนี่ยจะมีน้ำหนักที่มากกว่าควรจะเป็น แล้วใน 70% เป็นโรคอ้วน หรือโรค Obesity จำนวนมาก แล้ว 17% ของคนกาตาร์เป็นโรคเบาหวาน 17% นี่เยอะมากนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยเค้าถึงเริ่มแคมเปญ เริ่มโฆษณาเพื่อสร้างขวัญกำลังใจว่า กินน้อยลง และออกกำลังกายมากขึ้นหน่อย คือ eat less move more อันนี้เป็น slogan ที่เค้าใช้โฆษณาของประเทศกาตาร์ตอนนี้ คนกาตาร์อ้วนจริงๆ เยอะมากนะครับ

ทีนี่มาดูตัวอย่างประเทศที่เค้าถือว่าอาหารเป็นเรื่องสำคัญ เค้าถือว่า       we are what we eat  คือเราจะเป็นยังไงมันอยู่ที่เรากินเข้าไป เพราะร่างกายเราเกิดมาเนี่ย เรากินอะไรเราก็จะได้ยังงั้น เรากินของอ้วนเราก็ต้องอ้วน กินของไม่อ้วนเราก็ไม่อ้วน เรากินของเพื่อสุขภาพดีที่เราก็จะดี     ญี่ปุ่นถือเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ใส่เข้าไปในหลักสูตรตั้งแต่โรงเรียนเด็กๆ    เลยนะครับว่า อาหารการกิน เรื่องโภชนาการ กินอย่างไรถึงจะดี ถึงจะถูกต้อง แม้กระทั่งว่าเวลาลูกไปโรงเรียน อาหารกลางวันที่โรงเรียนจะเลี้ยงอะไร เค้าจะมีในเมนูส่งเมนูไปให้ผู้ปกครองดูเลย ผู้ปกครองจะได้ดูว่า     เมนูนี้ โรงเรียนนี้ให้อาหารเด็กที่ถูกตามสุขลักษณะหรือเปล่าอะไรทำนองนี้

ส่วนสิงคโปร์นี่ เริ่มใช้ระบบว่า อยากให้คนออกกำลังเยอะๆ เอาข้อมือแบบ fitbit เนี่ย ใครจะเข้าโปรแกรมนี่ ก็ไปเอา fitbit ของรัฐบาล รัฐบาลให้เลยนะครับ ถ้าวันไหนเดินครบหมื่นก้าว เอาไป 50 ดอลล่าร์สิงคโปร์ หมื่นก้าวนี่เดินประมาณ 8 กิโล ก็บางทีผมไปเดินอยู่ชั่วโมงสิบนาที เดินได้ 7 กิโลกว่า ไม่ถึงหมื่นก้าวดี อ๋อเลยคำนวณได้ว่าหมื่นก้าวนี่ประมาณสัก 8 กิโล เดินจริงๆ ก็ประมาณสัก 1 ชม. 40 นาทีได้นะครับ ถ้าเราเดินขนาดวันละ    2  ชม. มันก็จะทำให้เราได้หมื่นก้าว หมื่นก้าวนี่เค้าคิดว่าเป็นการเดินที่     ทำให้การย่อยสลายของอาหารที่เรากินเข้าไปดี และร่างกายก็แข็งแรง

ประเทศเราเป็นประเทศที่มีโครงการ 30 บาท โครงการ 30 บาททุกวันนี้     ก็เพิ่มค่าหัวไปเรื่อยๆ ถ้าขืนปล่อยแบบนี้ เราก็ไม่ไหว เพราะจริงๆ แล้ว ตอนที่สร้างโครงการ 30 บาทขึ้นมา เราต้องคิดครบวงจร ครบวงจรก็คือ เราต้องถือว่า ที่ภาษาอังกฤษว่า Prevention is better than cure ก็คือการป้องกันดีกว่าการรักษา นั่นก็คือการต้องรณรงค์เพื่อให้คนมีสุขภาพดี ไม่ว่าเรื่องของอาหาร เรื่องของอารมณ์ เรื่องของการออกกำลังกาย เพราะฉะนั้น มันจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษามันลดลง ถ้าปล่อยให้เป็นการรักษาข้างเดียวแล้วประชากรเพิ่มขึ้น อัตราต่อหัวเพิ่มขึ้น งบประมาณเราจะรับไม่ไหว เพราะฉะนั้นต้องเน้นเริ่มต้นที่เรื่องของอาหารเลย We are what we eat นี่แหละ เราจะเป็นยังไงก็อยู่ที่เรากินอะไรเข้าไปนี่แหละ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องดูสุขภาพ เพราะผมมองว่า ประเทศเรานี่ ถ้าเปรียบเหมือนร่างกายมนุษย์ 1 คน มนุษย์ทุกคนในประเทศก็เปรียบเสมือนเซลล์ทุกเซลล์ที่อยู่ในตัวเรา ถ้าเราทำให้เซลล์ทุกเซลล์แข็งแรง เซลล์ทุกเซลล์ทำงานได้ดี ประเทศเราก็จะมีผลผลิตที่ดี เพราะฉะนั้นไอ้ 3 อ ที่เค้าพูดถึงกัน ก็คือ อาหาร อารมณ์ และการออกกำลัง จึงเป็นสิ่งที่จะต้องซีเรียสจริงจังกัน ต้องรณรงค์ ต้องมีโปรแกรมกัน แล้วเราจะไปลดที่ 30 บาท  ลด 30 บาท นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรื่องใหญ่ที่สุดคือ ทำให้คนในประเทศมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี แล้วเราจะได้มีกำลังความสามารถที่จะสร้างผลผลิตที่ดีให้กับครอบครัว ให้กับประเทศ นั่นคือสิ่งที่เราคงจะต้องจริงจังกับมัน

เรื่องที่ 2 พอเวลาพูดเรื่องแคมเปญ ผมเลยอยากจะมาพูดเรื่องภาษาใหม่คำหนึ่งที่ผมไม่เคยได้ยิน แต่มันมีมาแล้ว แต่ว่าผมไม่เคยได้ยิน เค้าใช้     คำว่า juxtaposition ที่สะกดว่า juxtaposition มันแปลว่าอะไร แปลว่า เอาภาพมาวางสลับกัน เอามาเคียงกัน ตรงนี้เนี่ยทางโฆษณาเค้ามาพูดถึงเรื่องว่า เมื่อก่อนนี้โฆษณาเอะอะเราจ้างดารามาเป็นนางแบบโฆษณา แต่ตอนหลังมาเค้าบอกว่า เอาของจริงดีกว่า เอาของจริงมา เพราะฉะนั้นอย่างเช่นโฆษณาเรื่อง อย่างที่ผมไปประชุมกับบริษัทที่ผมทำมาหากินด้วยนี่แหละ ที่เอาดีเอ็นเอมาเป็นตัวเลือกอาหาร ให้ดีเอ็นเอเป็นตัวเลือกอาหารให้เหมาะสมกับดีเอ็นเอร่างกายเรา เพราะอย่างร่างกายบางคนมีความสามารถในการย่อยสลายไขมันดี ก็ไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าไหร่         อย่างผมนี่ ย่อยสลายไขมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็เลยต้องมีพุง แล้วก็ย่อยสลายคาเฟอีนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นบ่ายไปแล้วนี่ กินกาแฟก็จะไม่ค่อยดี นอนไม่หลับ ที่นี้เขามาอธิบายผมฟังว่า เขาไปเอาคนอ้วนมา แล้วก็เอาคนผอมมา มาถ่ายรูปแล้วก็เอารูปมาวางเคียงกัน แล้วให้เขียนว่ามั่นใจ หรือ confident  เพราะว่า My DNA is my choice ก็คือว่า DNA สามารถเลือกอาหารให้ฉันได้ เพราะว่าต่อไปนี้ ฉันมั่นใจและ ถึงแม้ฉันอ้วน ฉันก็จะไม่อ้วน และถึงแม้ฉันผอมลีบแห้งๆ แบบนี้ฉันก็จะไม่ผอมแล้ว เพราะฉันกินอาหารตาม DNA นั่นคือการใช้ว่า Just a Position ก็คือ เอาความที่        เอาของจริงมาเทียบเคียงกัน มันก็จะเห็นว่าอ๋อ อันนี้มันเป็นสิ่งที่เห็นชัดเลย ไม่ต้องใช้ดารา เพราะใช้ดาราเนี่ย มันยังเป็นเรื่องที่อาจจะดูไม่จริงจัง อะไรอย่างนี้นะครับ แต่อันนี้ไม่ได้หมายความว่า บางอาชีพบางโฆษณาดาราอาจจะต้องใช้ดารา แต่ว่าโฆษณาในสิ่งที่ต้องการจะให้เห็นจริงเห็นจังเนี่ย ต้องใช้ความจริง ก็เหมือนผมมานั่งคิดถึงตอนเมื่อก่อนเนี่ย ตอนผมเป็นนายก อาจารย์พันธ์ศักดิ์ ที่ปรึกษาผมเนี่ย มาบอกผมว่า เราต้องใช้นางแบบชาวอีสานมาเดินแฟชั่นของไทย แล้วต้องเป็นนางแบบที่ธรรมชาติจริงๆ นะไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องไปใส่จมงจมูกอะไรทั้งสิ้น ผมก็ฟัง    ไม่ค่อยเข้าใจ แต่วันนี้ผมเข้าใจแล้วนะครับ ผมเข้าใจแล้ว ผมไปเห็นนางแบบเมืองนอก มาเดินแบบ บางคนก็เป็นนางแบบที่มีคนจ้างมาก ทั้งๆ ที่เป็นคนไม่สวยเลย เพราะฉะนั้นเนี่ยความสวยไม่สวยมันอยู่ที่เราจะจัดให้มันเหมาะสมอย่างไร เพราะฉะนั้น      ไม่งั้นคนไม่สวยเนี่ยไม่มีแฟนหรอกนะครับ และคนสวยก็ต้องมีแฟนทุกคน วันนี้คนไม่สวยก็มีแฟนได้ คนสวยบางทีก็ไม่มีแฟน  เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ ความพอเหมาะพอเจาะพอดี ผมเลยเล่าให้ฟังว่า โฆษณาตอนนี้          โลกโฆษณามันเปลี่ยนไปเยอะเลย มันเปลี่ยนแม้กระทั่งว่า ผมทำ Survey ล่าสุดเนี่ยประเทศไทยนี่นะฮะ และหลายประเทศก็จะคล้ายกันว่า คนอายุต่ำกว่า 55 เนี่ย มักจะรับรู้เรื่องราวข่าวสารหรือการโฆษณาจาก Social Media คนอายุ 55 ขึ้นไป มักจะรู้จากทีวี พวกคนที่ชอบดูทีวียังเป็นคนที่อายุเกิน 55 อายุต่ำกว่า 55 เนี่ยน้อยคนที่จะดูทีวี มักจะดูทางด้านออนไลน์ ดูจากมือถือบ้าง ดูจากอินเตอร์เน็ตบ้าง ก็เพราะฉะนั้นวันนี้บริษัทโฆษณาใหญ่ๆ เจ๊งแล้วนะครับ บริษัทโฆษณาใหญ่ๆ ไปไม่ได้ปรับตัวไม่ทัน บริษัทอย่าง Facebook ปรากฎว่ารายได้ส่วนใหญ่มาจากค่าโฆษณานะครับ     เป็นคนที่กินค่าโฆษณาสูงที่สุด เพราะฉะนั้น โลกมันมีการเปลี่ยนวงการโฆษณา วงการการรับรู้ข่าวสารเปลี่ยนหมด เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายที่จะโฆษณาก็ดี หรือเป็นผู้ที่หากินในวงการนี้ก็ดี ต้องปรับตัวอย่างแรงนะครับ

มันมีอีกเรื่องที่อยากจะพูดแต่ไม่รู้ว่าวันนี้จะทันหรือเปล่า เพราะว่า 15 นาทีกลัวจะยาวไป เอาไว้เป็นคราวหน้าผมจะมาพูดเรื่อง การทำมาหากินที่ต้องใช้เทคโนโลยีและมันเปลี่ยนไปแล้วตอนนี้ โลกมันเปลี่ยนไป เราจะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็ก่อนจบก็จะแนะนำหนังสือ และคราวหน้าจะเอาไปพูดกัน

มันมีหนังสืออยู่เล่มนึงครับที่ผมไปอ่านหนังสือ แล้วเขาแนะนำอยู่ในหนังสือที่อ่าน หนังสือนี้ชื่อว่า Race Against the Machine แปลว่าการแข่งขันกับเครื่องจักรกล เขียนโดยอาจารย์จาก MIT หรือ Massachusetts Institute of Technology มหาวิทยาลัยที่มีชื่อมากในโลกแห่งหนึ่งนะครับ ก็ สอง professor ชื่อ Erik Brynjolfsson กับ Andrew McAfee นะครับ

สองคนนี้เขียนหนังสือ หนังสือไม่ใหญ่ครับ เค้าเขียนเรื่องนี้คือเขาสรุปว่า จำไว้นะ ให้จำว่า คำว่า Great restructuring ก็คือว่าต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ ปรับโครงสร้างหรือปฏิรูปครั้งใหญ่ นั่นก็คือว่า โลกเทคโนโลยีมันนำหน้าความชำนาญของมนุษย์ และนำหน้าองค์กรทั้งหลาย เพราะฉะนั้นในเมื่อความชำนาญและองค์กรมันล้าหลังเนี่ย ถ้าเราไม่ปรับปรุงทำตัวเพื่อรองรับเทคโนโลยีเนี่ยเราพัง หนังสือเล่มนี้เขียนหลังจากที่มี financial crisis หรือมีปัญหาทางเศรษฐกิจของอเมริกาเมื่อปี 2008 หนังสือเล่มนี้เขียนปี 2011 เขาบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องของการถดถอยทางเศรษฐกิจ หรือไม่ใช่เรื่องของการเงิน เรื่องอะไรอย่างเดียว แต่ปัญหามันจริงๆ แล้ว มันเกิดจากการที่เทคโนโลยีมันแซงหน้า ความสามารถ ความชำนาญของมนุษย์ และก็ความสามารถขององค์กรในการปรับตัวต่างหาก ก็เป็นหนังสือที่ดูแล้วน่าจะไปอ่านเพื่อเราจะได้ปรับตัวว่าเราจะอยู่กับเทคโนโลยีอย่างไรนะครับ

วันนี้เอาแค่นี้ แล้วคราวหน้าเดี๋ยวผมจะเอาเทคโนโลยีที่ไปประชุมไปพบกับเด็กหนุ่มๆ คนจีนที่มาพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีที่เขาทำยังไงเนี่ย น่าสนใจมากครับ เดี๋ยวคราวหน้าเราพบกันอีกครั้งนะครับ วันนี้เอาแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

 

003 ชวนโลกมาเที่ยวไทย กระจายรายได้ทุกจังหวัด

003 ชวนโลกมาเที่ยวไทย กระจายรายได้ทุกจังหวัด

Good Monday รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกกับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร “EP.3 ชวนโลกมาเที่ยวไทย กระจายรายได้ทุกจังหวัด” เพราะผมเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก ประเด็นสาคัญคือเราต้องกระจายรายได้ไปถึงประชากรทุกระดับและสร้างให้ไทยเป็น Hub ด้านการบินของภูมิภาค เพื่อที่การท่องเที่ยวไทยจะกลายเป็น Growth Engine ที่แข็งแรง สามารถกระจายรายได้สู่ชุมชนจนสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนครับ

 

สวัสดีครับ พี่น้องที่เคารพรักครับ วันนี้พบกันเป็น Episode ที่ 3 ตอนแรกว่าเอ๊ะจะพูดเรื่องอะไรดี แต่ไปตื่นเต้นข้อมูลรายงานของ World Bank ของธนาคารโลกที่ประเมินว่าปี 2028 เนี่ยประเทศไทยสามารถที่จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 5.9 ล้านล้านบาท หรือจะเป็นประมาณ 28.2 % ของ GDP หรือของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศเนี่ย ซึ่งปัจจุบันเรามีรายได้อยู่ที่ประมาณ 3.47 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 22% ของ GDP ก็หมายความว่าอีก 10 ปี ไม่ถึงดี เราจะมีรายได้กระโดดขึ้นมา และมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาอีกจำนวนมากมาย ฟังแล้วตัวเลขมันดีครับ แต่ถามว่าจะให้เป็นอย่างนั้นเนี่ยมันต้องทำอะไรอีกเยอะเลย อีกเยอะเลยครับ เพราะไม่งั้นเรารองรับนักท่องเที่ยวแบบนั้นไม่ได้ จะรองรับได้ต้องไปอีกเยอะ ผมก็เลยจะมาพูดว่าแล้วที่สำคัญคือ มันช่วยเศรษฐกิจด้วย เพราะมันเป็นประมาณ เกือบ 30% ของ GDP ต้องทำให้รายได้เหล่านี้ลงไปถึงประชาชนข้างล่าง ถ้าลงได้จริง ประเทศเราจะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ และมีประโยชน์ต่อคนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น นั่นเป็นสิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ที่เราต้องตอบ

ถ้าเริ่มต้นเนี่ย ผมก็อยากจะยกตัวอย่างอันนึง ซึ่งเป็นประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวที่สูงมาก คือดูไบ เมืองดูไบประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดูไบเขาใช้เครื่องมือทุกอย่าง ว่าจะดึงคนมาที่ดูไบอย่างไร แล้วดึงมาแล้วจะให้อยู่นานอย่างไร จะให้ใช้ตังค์อย่างไร เขาทำกันเป็นกระบวน เป็นขั้นเป็นตอน นั่นคือว่าเขามียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และก็มีการให้อำนาจในการจัดการอย่างชัดเจน

ยกตัวอย่างเช่น เอมิเรตส์ แอร์ไลน์ เป็นสายการบินที่กลายเป็นใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อประมาณสัก ถ้าผมจำ ค.ศ. ไม่ผิดคือประมาณ 1983 ประมาณสัก 30 กว่าปีที่แล้ว เขาเริ่มต้นด้วยทุนจดทะเบียนแค่ 10 ล้านเหรียญ แล้วเครื่องบินที่มาเปิด เที่ยวบินปฐมฤกษ์ เช่ามาจาก ปากีสถาน แอร์ไลน์ 2 ลำ แต่วันนี้เป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มี 380 เยอะที่สุดในโลก

เขาดึง เขากระจายการบินไปทั่วโลก แล้วให้ดูไบเป็นศูนย์กลาง ใครจะไปไหนก็ผ่านดูไบ แล้วเขาก็มีแรงจูงใจว่า ถ้าแวะตั๋วถูกลง ถ้าแวะหลายวันหน่อย ยิ่งตั๋วถูกลง สมมุติว่าคนไปเที่ยวดูไบ ถ้าจองตั๋ว 2 วัน กับ 4 วัน ตั๋ว 4 วันกลับ ถูกกว่า 2 วันกลับ เพราะว่าจะเป็นแรงจูงใจให้คนได้อยู่นาน ได้ไปช่วยโรงแรมนะครับ เพราะงั้นระบบการท่าอากาศยานก็ดี ระบบอะไรหลายๆ อย่างมันไปอยู่กับเอมิเรตส์ แอร์ไลน์หมด เดี๋ยวผมจะกลับมาพูดถึงของเรา 

โรงแรมก็เกิดขึ้นมากขึ้น แล้วเขาก็ไปสร้าง man-made หรือสิ่งที่ดึงดูดท่องเที่ยว เช่น สวนสนุกบ้าง ศูนย์การค้าบ้างอะไรบ้าง ก็พยายามทำตามกฎประชากร เป็นประเทศที่มีประชากรน้อย แต่ว่าดึงประชากรจากทั้งโลกมาช่วยสร้างเศรษฐกิจ อันนี้คือเทคนิคที่เขาใช้ แม้กระทั่งเรื่องของประชากร เขาไม่มีคนทำงานในภาคบริการมาก เขาก็ให้วีซ่ากับคนที่จะมาทำงานที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือที่เมืองดูไบเนี่ยได้ง่ายมาก คือ ให้มาทำงาน คนของเขามีหน้าที่กู้แบงก์ลงทุน แล้วก็คนต่างชาติมีหน้าที่มาทำงานให้เขา แล้วก็ภาคบริการเนี่ยก็ขยายอย่างรวดเร็วมาก วันนี้คนไปดูไบใช้เงินเป็นอันดับ 1 ของโลก คือ เฉลี่ยต่อคน นี่คือรายงานของ             มาสเตอร์การ์ด หรือบริษัทเครดิตการ์ด

ทีนี้ของเราเนี่ยถ้าอยากได้นักท่องเที่ยวเยอะขนาดนั้นเนี่ย ปัญหาคือสนามบิน       วันนี้สุวรรณภูมิที่เราสร้างไว้เนี่ย รองรับได้ 45 ล้านคนต่อปี แต่วันนี้เนี่ยเราใช้ไป 60 กว่าล้านคนแล้ว เราใช้เกิน 62.8 ล้านคน ดอนเมืองเราสร้างไว้ 30 ล้าน ตอนนี้ ใช้ไป 40.5 ล้าน ภูเก็ตสร้างไป 12.5 ล้าน ใช้ไป 18.2 ล้าน เชียงใหม่ 8 ล้าน     ใช้ไป 10.8 ล้าน นั่นคือวันนี้ สนามบินที่มีอยู่ในประเทศไทย เล็กไปสำหรับ        การท่องเที่ยวในปัจจุบันแล้ว

ทีนี้เราอยากเร่งให้มีรายได้มากขึ้น ก็ต้องขยายสนามบินมากขึ้น สนามบินสุวรรณภูมิเนี่ย ตอนที่ผมทำไว้ แพลนไว้ว่าจะสร้างมิดฟิลด์คองคอร์ด และก็สร้างเทอมินอลที่ 2 แล้วก็ทำถนนจ่อมาแล้วทางด้านใต้นะครับที่มาจากทางบางนาตราด มันช้าไปหน่อย แล้วรันเวย์ที่ 3 เนี่ยก็ถมไว้แล้ว อัดดินอัดแน่นไปแล้ว ก็เหลือแค่ทำรันเวย์ ก็ช้าไปหน่อย ถ้าเราเร็วขึ้นเนี่ย มันจะทำให้เรารองรับเที่ยวบินเข้ามาเมืองไทยได้เยอะขึ้น วันนี้มีเที่ยวบินอยากเข้าเมืองไทยเยอะ

ที่ดูไบเขาทำไงรู้ไหมฮะ ร้านอาหารในดูไบ ยกตัวอย่างๆ La Petite Maison มีหลายสาขาทั่วโลก แต่ที่ดูไบอร่อยที่สุด เพราะระบบการนำเข้าวัตถุดิบมันสดตลอดเวลา เพราะเนื่องจากว่าเครื่องบินมันมาจากทุกแห่งทั่วโลก และมันมาแวะที่ดูไบ คือ Belly cargo คือหมายถึงว่า การขนส่งของผ่านใต้ท้องเครื่องบิน มันมีมาจากทุกแห่ง เพราะฉะนั้นของจะสด เพราะฉะนั้นเมืองไทยก็เหมือนกัน เรานอกจากจะเอาของเข้าและของออกด้วย เราสามารถเอาสินค้าเกษตรออก ถ้ายิ่งเรามีเที่ยวบินมาเยอะๆ การใช้บริการ Belly cargo คือ ติดท้องเครื่องบินโดยสารไปด้วย จะทำได้เยอะ ถี่ เร็ว นะครับ ผลพลอยได้ มันมีเยอะ

เพราะฉะนั้นของเรามีจุดอ่อนอีกอันนึงก็คือ การท่ากับการบินไทย ตอนนั้นผมอยากสร้างการบินให้ผงาด อยู่ในสุวรรณภูมิ เป็น home-base ลงมาเห็นความยิ่งใหญ่ของการบินไทย แต่ปรากฏว่า การทำงานร่วมกันระหว่างการบินไทยกับการท่าอากาศยานเนี่ย มันอ่อนไปหน่อย มันขาดความร่วมมือที่ดี เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะเป็น hub หรืออยากเป็นศูนย์กลางการบิน เราจะต้องจัดเวลาเที่ยวบินมาถึงและออกต่ออีกชั่วโมง เพื่อให้การต่อเครื่องเนี่ยมันสะดวก ไม่ใช่เครื่องบินมาเช้าแล้วออกอีกทีตอนดึก คนไม่อยากมานอนเล่นอยู่สนามบินรอ มันเสียเวลา แล้วก็เหนื่อยด้วย เพราะฉะนั้นระบบการสร้างการเป็น hub เป็นศูนย์กลาง ซึ่งโดยทางภูมิศาสตร์ เราเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคทางอาเซียนอยู่แล้ว ในทางเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เราเป็นศูนย์อยู่แล้ว แต่ทางด้านบริหาร เราไม่สามารถทำให้มันเป็นศูนย์ได้

อย่างที่ดูไบเขาเป็นศูนย์ เขาถึงเรียกว่า Middle East เป็นศูนย์กลางตรงนั้น ซึ่งมันมีหลายประเทศที่เป็นศูนย์กลางได้ แต่เขาดึงเข้ามาโดยใช้สายการบินของเขาเป็นตัวดึง เพราะฉะนั้นวิธีการบริหารการจัดการมันสร้างความแตกต่างเยอะเลย เพราะฉะนั้นการบริหารการจัดการเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแก้ไขนะครับ

นอกจากนั้นเรื่องของการรักษาความปลอดภัยก็ดี เรื่องของการสร้างระบบไอดีก็ดี เรื่องอีกที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องของกำลังคนที่จะใช้ในภาคบริการ เราต้องการประมาณ 8 ล้าน กว่าคน 8,570,000 คน เข้ามาอยู่ในภาคบริการ ทางด้านการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะต้องเริ่มคิดว่า เราจะเทรนคนของเรายังไง จุดแข็งของการท่องเที่ยวไทยเราเนี่ย เขาบอกว่าเป็นความมีน้ำใจของคนไทยในการต้อนรับแขก เขาชอบตรงที่เราแฮปปี้ โรงแรมบริการดี สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เป็นเสน่ห์ของเมืองไทย นอกเหนือจากอาหาร นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรม ธรรมชาติอะไรทั้งหลาย เดี๋ยวค่อยพูดกันเรื่องนั้น  เราจะต้องสร้างคนที่ในภาคบริการให้เป็นมนุษย์พันธุ์ที่ทำงานด้านบริการได้ดี จะต้องทำอย่างไร

วันนี้เราก็ต้องถือโอกาสแล้วครับ ว่าหุ่นยนต์มันจะมาไล่คนออกจากภาค อุตสาหกรรม เราก็ต้องเอาภาคอุตสาหกรรมส่วนหนึ่งเนี่ย พัฒนาให้เป็นนายหุ่นยนต์ อีกส่วนหนึ่งเนี่ย เอามาสู่ภาคการเกษตร  อีกส่วนหนึ่งเอามาสู่ภาค         การบริการ มนุษย์มันมีหลายประเภท หลายนิสัย เราก็คัดมา แล้วก็เอามาเทรนได้ วันนี้ต้องคิดแล้วครับว่าจะเตรียมคนเข้าสู่ภาคบริการอย่างไร ภาคอุตสาหกรรมเรามีคนเหลือ ต่อไปเราจะเหลือคนจากภาคอุตสาหกรรม เราก็เอามาสู่ภาคบริการ แล้วภาคเกษตรเดี๋ยวคราวหน้า คราวต่อไป ผมจะพูดเรื่องภาคเกษตร ให้รู้ว่าภาคเกษตรเนี่ยมันสามารถยกระดับ ทั้งการทำผลผลิต ยกระดับของการทำการเกษตร และยกระดับของคนที่ทำภาคการเกษตรได้ เพราะฉะนั้นเนี่ย ตรงนี้ต้องยกระดับคนเข้ามาสู่ในภาคบริการ โดยดึงมาจากภาคอื่นที่จะมีการเหลือ

ในอนาคตข้างหน้า แม้กระทั่งภาคการบริการด้านอื่นๆ เช่น ภาคธนาคาร คนในธนาคารก็จะเหลือ แน่นอนครับต่อไปข้างหน้า ออนไลน์แบงก์กิ้งมันเข้ามาแรงขึ้น ใช้กันมากขึ้น ในที่สุดผลสุดท้ายก็จะใช้คนพนักงานแบงก์น้อยลงไป จะต้องมีการ lay off พนักงานแบงก์อีกเป็นหมื่นๆ คน ตอนนี้ภาคบริการน่าจะเปิดรับได้กว้างขึ้นถ้าหากว่าเรามีการจัดบริหารให้ดีนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องคนก็เป็นเรื่องสำคัญ

อีกอันที่เราบอกว่าจะกระจายรายได้ไปสู่ระดับล่างได้ไง นั่นก็คือเดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยี และ Business Model ที่เราเรียกกันว่า sharing economy เหมือนกับ UBER ก็ดี เหมือน Airbnb ก็ดี เราสามารถที่จะจัดโฮมสเตย์ทำเป็นเว็ปไซต์เหมือนกับ Airbnb เพื่อจะแยกกลุ่มว่า ใครจะไปเที่ยวชนบท ประเภทไหน อยู่ในกลุ่มนี้ ประเภทไหนอยู่ในกลุ่มนี้เช่น ประเภท ซี ซัน แซนด์ ก็โฮมสเตย์ก็อยู่แถวบ้าน แถว ซี ซัน แซนด์ ก็คือ เที่ยวชายหาด ดูทราย ดูแสงแดดอะไรพวกนี้นะฮะ ก็คือทะเล

อีกประเภทนึงบอกว่าอยากไปด้านธรรมชาติทางภูเขา ก็ไปทางเหนือ  อีกประเภทนึงก็คือว่าอยากจะไปอยู่กับชาวบ้าน ไปดูวิถีชีวิต เช่น ไปดูว่าเขาจะทำนาอย่างไร เกี่ยวข้าวอย่างไร ก็ไปอยู่แถวร้อยเอ็ด แถวอะไรพวกนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้อย่าให้รายได้มันกระจุกอยู่ไม่กี่จังหวัด กระจายออกไป และให้สนามบินต่างๆ ที่บางที่เนี่ยได้ใช้เป็นที่ปลูกหญ้าเลี้ยงวัวไปแล้ว ก็ต้องเอามาฟื้น และให้การท่องเที่ยวมันกระจายออกไปสู่ชนบท เพราะว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมันมีมากพอแล้ว ต่อไปจะมากขึ้นไป ซึ่งผมเคยพูดไว้ว่าเราต้องทำให้ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเท่ากับจำนวนประชากรของเรา มันเป็นไปได้แล้วนะครับ ที่ World Bank พูดถึงปี 2028 และวันนี้ถ้าดูยอดคนมาเที่ยว อย่างคนอินเดียมีตั้งพันสามสี่ร้อยล้านคน เพิ่งมาล้านสี่แสนคนเอง  เพราะงั้นมันยังดึงมาได้อีกเยอะ เที่ยวได้อีกเยอะ

เพราะฉะนั้นเราจะต้องปรับปรุง เตรียมการเรื่องการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ถ้าให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงท่องเที่ยวอย่างเดียวไม่พอนะครับ แล้วก็ต้องมียุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ไปถึงเรื่องของการกระจายลงไปให้นักท่องเที่ยวไม่ว่าไทยหรือต่างชาติ

ในที่สุดมนุษย์มันอยู่กับชีวิตที่เหนื่อย ที่แข่งขัน ที่เครียดมาเยอะ บางคนได้ตังค์แล้วก็ไม่รู้ว่า..ใช้ไม่เป็นนะครับ ก็ดูบางคนก็อยากจะกลับไปสู่ธรรมชาติ คือ Back to nature กลับไปสู่สภาพที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์ ก็อยากจะไปเห็นไปสัมผัสวิถีชีวิต สิ่งเหล่านี้อีกหน่อยจะเป็นการท่องเที่ยวที่ดึงคนไปได้เยอะ   อย่างวันก่อน มีคนส่งรูปมาให้อย่าง Bill Gates เศรษฐี อันดับต้นๆ ของโลกไปยืนเข้าคิว แต่งตัวธรรมดาๆ เข้าคิวซื้อแฮมเบอเกอร์ อยู่ที่เมือง Seattle ก็เป็นเรื่องที่ให้เห็นว่า ในที่สุด มนุษย์ก็คือมนุษย์  อย่าไปคิดว่าคนมีตังค์เป็นเทวดา มนุษย์ก็คือมนุษย์อยู่ดี เพราะงั้นในที่สุดมนุษย์จะมีความสุขได้ต้องมีความสุขแบบมนุษย์ ถ้ามนุษย์คิดว่าจะมีความสุขแบบเทวดา ไม่มีทางมีความสุข เพราะเราไม่ใช่เทวดา มนุษย์ต้องมีความสุขแบบมนุษย์ถึงจะมีความสุข นั่นคือสิ่งที่มนุษย์เริ่มแสวงหาความสุขที่แท้จริง ก็จะไปค้นคว้าอะไรต่างๆ เยอะ

ประเทศไทยเรามีความพร้อมในสิ่งเหล่านี้จริงๆ งั้นต้องจัดและบริหารให้ดี วันนี้ ผมคิดว่าเดี๋ยวผมจะมาพูดต่อเพราะว่าเรื่องท่องเที่ยวมันมีเรื่องยาว แต่วันนี้เราพูดกว้างๆ แค่นี้ก่อน แล้วก็คราวหน้ามีเวลา ก็จะพูดต่อและก็พูดเรื่องการย้ายผู้คนจากภาคต่างๆ ที่อาจจะล้นงาน หรือที่ต้องปรับตัวเข้าสู่เรื่องที่โลกเปลี่ยนแปลงไปเนี่ยอย่างไร เราก็จะมาคุยกันต่อนะครับ วันนี้ผมขออนุญาต เอาสั้นๆ แค่นี้ก่อนครับ สวัสดีครับ

 

002 แก้วิกฤติฝุ่น ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง

002 แก้วิกฤติฝุ่น ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง

Good Monday รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกกับดร.ทักษิณ ชินวัตร EP.2 ผมขอขยายมุมมองของปัญหาที่เกิดจากฝุ่น เพื่อให้ทุกท่านลองดูว่าอนาคตโลกจะไปทางไหน The Third Wave หรือคลื่นลูกที่ 3 คือเทคโนโลยีจะมีบทบาทอย่างไรในการช่วยแก้ปัญหาครับ #ThaksinGoodMonday

 

สวัสดีครับพี่น้องที่เคารพรักครับ พบกันเป็นจันทร์ที่ 2 นะครับ คราวที่แล้วผมบอกว่าจะเล่าเรื่องไปเมืองจีน ก็พอดีที่เมืองไทย มีปัญหาที่ตกใจกันมากก็คือเรื่องของ “ฝุ่น” เรื่องของอากาศมลพิษที่มีฝุ่นขนาดเล็ก ถึง 2.5 ไมครอน ซึ่งเป็นขนาดที่อันตรายในการทะลุทะลวงเข้าไปในหลอดเลือดต่างๆ ทำให้สุขภาพเสียหาย

การมีมลภาวะที่ติดอันดับ 10 ของโลกเนี่ย มันเสียหาย 2 ส่วนแน่นอน ส่วนหนึ่ง คือสุขภาพอนามัยของคนไทย แต่ส่วนที่สอง คือ ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ก็คือเรื่องของภาพพจน์ที่เสียหายไป การท่องเที่ยวก็จะมีผล เพราะคนก็ไม่อยากจะมาในช่วงที่ภาวะมลพิษทางอากาศสูงอย่างนี้ เหมือนหลายประเทศ หลายเมืองที่ขึ้นบัญชีว่าเป็นเมืองที่มีมลพิษสูง ฉะนั้นก็จะเสียหายทางเศรษฐกิจ เสียหายในการทำมาหากินของคนซึ่งขายของตามถนนหรือตามกลางแจ้ง ก็จะมีความรู้สึกกลัวหรือเป็นห่วงใยต่อสุขภาพของตัวเอง ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องแก้กัน จะแก้ยังไงนั้นผมคงไม่อยากจะไปรบกวนที่จะทำให้เกิดความไขว้เขวสำหรับผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย แต่ผมจะเล่าประสบการณ์ที่ผมไปมา ผมบอกจะเล่าเรื่องเมืองจีน ความจริงแล้วต้องการจะเล่าเรื่องอื่น แต่วันนี้ขอเล่าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก่อนนะครับ

ที่ปักกิ่ง เมืองเค้าเป็นแอ่ง เวลามีมลภาวะเนี่ย มีแล้วจะอยู่นานออกไปได้ยาก เค้าก็หาสาเหตุว่าเกิดจากอะไรบ้าง แน่นอนสาเหตุหนึ่งก็เกิดจากรถติด รถเยอะ และเครื่องยนต์ดีเซลทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเค้าเคยมีโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานถ่านหินอยู่รอบเมืองปักกิ่ง ตอนหลังเค้าก็ยกเลิก และก็ไปใช้พลังงานอื่นที่สะอาด แล้วก็มีโรงงานอุตสาหกรรมรอบเมืองปักกิ่ง เค้าก็จับย้ายหมด ส่วนเรื่องของปัญหาด้านรถยนต์ของเค้า เค้าก็มีนโยบายเลยว่า ภายใน 5-6 ปีข้างหน้า รถที่จะวิ่งในปักกิ่งต้องเป็นรถไฟฟ้าเท่านั้น และเค้าก็ถือโอกาสเอาวิกฤตนี้ มาส่งเสริมอุตสาหกรรมทำรถไฟฟ้าอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เค้ามองถึงเรื่องแบตเตอรี่ เรื่องของที่ชาร์จ และจะเติมพลังไฟฟ้าอย่างไร เวลารถวิ่งไปแล้วต้องชาร์จไฟยังไง เค้าทำแม้กระทั่งว่า บางที่เนี่ยมีเทคโนโลยีที่สามารถทำเหมือนพาวเวอร์แบงค์ เอารถไปจอด ลงไปเข้าห้องน้ำ กินน้ำสักแก้ว กลับมาวิ่งต่อได้เลยโดยไม่ต้องเสียบปลั๊ก เค้าใช้เป็นลักษณะของ Induction หรือว่าการเหนี่ยวนำ เค้าก็คิดไปเยอะแล้ว ส่งเสริมให้มีการผลิตอุตสาหกรรมไฟฟ้ามากขึ้น จริงจังขึ้น อันนี้ก็เป็นการถือเอาวิกฤตเป็นโอกาส

กลับมาที่บ้านเรา ปัญหาที่เกิดจากฝุ่นจำนวนมากมายวันนี้ จนเป็นมลภาวะที่ติดอันดับ 9 ของโลกเนี่ย (อันดับ 10 เป็นดูไบ) เพราะว่ามันเกิดจาก 2 อย่าง

อย่างที่หนึ่งคือเกิดจากเรื่องรถ โดยเฉพาะรถดีเซล กับรถที่ไม่ได้มาตรฐาน รถเก่า หมดสภาพมาวิ่ง ควันเยอะ พวกนี้เนี่ย ปัญหารถติด ปัญหารถมาก ปัญหารถดีเซล พวกนี้ต้องได้รับการแก้ไขระยะยาว ระยะยาวก็คือต้องแก้ปัญหาเรื่องรถติดอย่างจริงจัง

อันที่สอง ก็คือการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมรถยนต์เราเนี่ย เปลี่ยนจากการใช้เครื่องยนต์ ซึ่งวันนี้ทุกบริษัท อย่าง GM เค้ามีแผนชัดเจนว่าจะเปลี่ยนเป็นรถมีไฮโดรเจนบ้าง หรือเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าบ้าง หลายบริษัทเค้าเตรียมไปจนถึงตรงนั้นแล้ว และไปจนถึงรถที่ไม่ต้องมีคนขับ เค้าเตรียมเผื่อไว้แล้ว เพราะฉะนั้นอุตสาหกรรมรถยนต์เนี่ย เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออก ถ้าเราไม่มีแผนที่ชัดเจนนะ เค้าย้ายหนีหมด

อย่างวันนี้สิงคโปร์ดีใจมากที่ DYSON คือบริษัทเครื่องเป่าผม เค้าเก่งเรื่องไฟฟ้า เรื่องพลังลม เค้าจะไปตั้งโรงงานผลิตรถไฟฟ้าที่สิงคโปร์ สิงคโปร์ดีใจมาก แต่ว่าบริษัทรถยนต์ทั้งหลายที่ผลิตอยู่ในประเทศไทย เราต้องพยายามจูงใจให้เค้าเปลี่ยนมาผลิตรถไฟฟ้าให้ได้ เพื่อลดมลภาวะของเราเอง และมันถูกตังค์ด้วยในอนาคตข้างหน้า เพราะเราไม่ต้องนำเข้าน้ำมันมากมาย เพราะเนื่องจากใช้ไฟฟ้าแล้ว นี่ก็ถ้าเรามีตลาดใหญ่รองรับอยู่แล้ว ถ้าเรามีนโยบายที่ชัดเจน บริษัทรถยนต์เหล่านี้ก็จะหันมาผลิตรถไฟฟ้าในเมืองไทย เราก็จะดำรงความเป็นศูนย์กลางในการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกได้อยู่ต่อไป เพราะฉะนั้นต้องมีนโยบายที่ชัดเจนว่า การจะไม่ให้รถที่เป็นเครื่องยนต์วิ่งได้อีกกี่ปี ก็ต้องมีแผน

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้คนที่มีรถที่เป็นเครื่องยนต์ธรรมดาวันนี้ต้องเดือดร้อน ไม่ใช่ครับ มันจะมีช่วงระยะเวลาในการเปลี่ยน สมมุติว่าวันนี้รถเราหมดอายุแล้วจะซื้อใหม่ ถ้าไปซื้อรถไฟฟ้าอาจจะซื้อได้ถูกกว่า หรือมีแรงจูงใจทางภาษีอะไรก็แล้วแต่ เพื่อจะให้คนได้เปลี่ยนจากรถเครื่องยนต์ธรรมดาที่หมดสภาพ หมดอายุแล้ว หรือจะซื้อใหม่ ให้ไปซื้อรถไฟฟ้า เราก็จะลดจำนวนรถยนต์ที่ใช้ดีเซลก็ดี ใช้เครื่องยนต์ก็ดีที่วิ่งในกรุงเทพฯไปเรื่อยๆ จนในที่สุดมลภาวะที่เกิดจากรถยนต์ก็จะหายไป

อีกตัวนึงที่เป็นมลภาวะที่เค้ามองมากเนี่ย คือการเผาชีวมวลทั้งหลาย พอดีช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยวข้าวเพิ่งเสร็จ เกษตรกรมักจะเผาตอข้าวแทนที่จะขุดหรือจะขังน้ำไว้ให้เน่า ในประเทศเวียดนามเค้านิยมขังไว้ให้เน่า เพราะการเผาเป็นการทำลายจุลินทรีย์ในดิน ทำให้ฤดูกาลต่อไปผลผลิตอาจจะตกต่ำ ต้องใช้ปุ๋ยเยอะ ต้องใช้ยาฆ่าแมลงเยอะ แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นการขังน้ำแล้วให้ตอข้าวมันเน่า จุลินทรีย์ในดินก็จะไม่เสียหาย แล้วตอข้าวที่เน่าจะเป็นปุ๋ย จะทำให้ผลผลิตในปีต่อไปมากขึ้น ลดการใช้ปุ๋ยขึ้น

อันนี้เราต้องรณรงค์เพื่อให้เกษตรกรทั้งหลายเข้าใจว่าแบบนั้นมันมักง่ายไป ทำแบบนี้ดีกว่า และเป็นประโยชน์ด้วย เค้าเข้าใจแล้วเค้าก็จะทำ ก็จะทำให้ลด biomass เพราะหน้านี้เป็นหน้าหนาว ลมก็จะพัดมาจากทางเหนือบ้าง ตะวันออกบ้าง ลมมันแรง ก็จะหอบสิ่งเหล่านี้เข้ามาสุมกับฝุ่นจากรถยนต์ เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้เราถือเอาวิกฤตตรงนี้เป็นโอกาสโดยการรณรงค์เกษตรกรลดการเผา biomass ทั้งหลาย แล้วก็เปลี่ยนเป็นการปล่อยให้มันเน่าบนดินแล้วจะเป็นปุ๋ยในตัวเนี่ย ก็จะทำให้ biomass ทั้งหลายไม่เข้ามาในกรุงเทพฯ

แล้วก็ตัวรถยนต์ทั้งหลายเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า โดยมีแผนระยะยาวเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้เกิดขึ้น รวมทั้งการสร้างบุคลากรด้วย ไม่ใช่ว่าจูงใจอย่างเดียว ต้องมีบุคลากรรองรับ ไม่งั้นเค้าก็จะไม่มากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนอาชีวะทั้งหลาย น่าจะฝึกนักเรียนอาชีวะให้เป็นนายหุ่นยนต์ให้หมด อีกหน่อยเตรียมตัวที่จะเข้าไปสู่เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการส่งออกได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจ เพราะเราจะได้ลดมลภาวะเหล่านี้

ผมไปอ่านข่าวจาก Line Today ที่รายงานข่าวโดย คุณมณีนาถ อ่อนพรรณ ของวันพฤหัสที่ 17 เค้าเสนอข่าวเกี่ยวกับการที่ฮ่องกงจะเปิดใช้เครื่องขจัดมลพิษขนาดยักษ์ เป็นทาวเวอร์ใหญ่ ซึ่งเค้าบอกว่าเทียบเท่า กับการขจัดมลพิษด้วยต้นไม้ 4 แสน 8 หมื่นต้น เห็นมั้ยครับว่าเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นเนี่ย เค้าเอามาใช้เพื่อประโยชน์ เพื่อความผาสุกของคนทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราจะต้องให้ความสนใจเรื่องเทคโนโลยี

แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นไม้  สิงคโปร์เนี่ยเป็นประเทศที่ปลูกต้นไม้เยอะ ตอนเหตุที่เกิดฝุ่น ที่เกิดจากการที่ไฟป่าไหม้จากอินโดนีเซียพัดมาถึงสิงคโปร์เนี่ย ทุกอย่างมันไปได้เร็ว มัน Absorb ได้เร็ว เพราะว่ามันมีต้นไม้ เค้าปลูกต้นไม้เยอะ

ดูไบที่ผมอยู่เนี่ย ถึงแม้จะมีฝุ่นเป็นอันดับ 10 ของโลก สิ่งที่ผมเห็นการเปลี่ยนแปลง คือ ฝุ่นดูไบเกิดจากพายุทะเลทราย ที่นี่เค้าไม่ค่อยมีรถดีเซล เค้าไม่ส่งเสริมรถดีเซลเลย แล้วก็ฝุ่นมันเยอะจากทะเลทราย แต่เค้าขยันปลูกต้นไม้ครับ ต้นไม้ที่นี่มาจากเมืองไทยแทบทั้งนั้น แถวบ้านผมมีสะเดา พวกแม่บ้านผมชอบไปเก็บสะเดามากินกับน้ำปลาหวานเรื่อย มีต้นปีบ มีเฟื่องฟ้า ต้นไม้พวกนี้เค้าซื้อมาจากไทยมาปลูก เดี๋ยวนี้ต้นไม้ที่นี่เขียวชอุ่ม เขียวเยอะเลย จนเมื่อก่อนจากไม่มีฝน ตอนนี้มีฝนเรื่อยๆ แต่ไม่ได้มากเหมือนทางบ้านเรา แต่ว่าก็มีฝน เพราะว่าความชุมชื้นเกิดจากการที่เค้ามีต้นไม้มากขึ้นทุกวัน

ก็เป็นห่วงอยากให้กรุงเทพฯรักษาต้นไม้หรือเพิ่มต้นไม้หน่อย ถ้าไม่งั้นก็ต้องไปเพิ่มทาวเวอร์ไว้เพื่อขจัดมลพิษเหมือนที่ฮ่องกงทำ เพราะฉะนั้นประเทศเราเป็นประเทศที่ปลูกต้นไม้ได้ แต่วันนี้เราปลูกตึกจนทิ้งต้นไม้หมด ถ้าจะส่งเสริมเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์

พอวกมาถึงเรื่องนี้เนี่ยผมอยากจะเท้าความถึงหนังสือเก่ามากเกือบ 50 ปีแล้ว ของนักอนาคตศาสตร์ ชื่อ อัลวิน ท็อฟฟ์เลอร์ คนนี้เค้าเขียนหนังสือเมื่อปี 1970 ชื่อ Future Shock : The Third Wave เค้าให้คำจำกัดความว่า Future Shock แปลว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในระยะเวลาอันสั้น ทำให้จิตวิทยาของเราตกใจว่าทำไมเปลี่ยนเยอะมาก เปลี่ยนเร็วเหลือเกิน เพราะเทคโนโลยีมันพัฒนาเร็ว

วันนั้นเค้ามองเห็นเกือบ 50 ปีที่แล้ว แต่วันนี้เนี่ยหนักกว่า ก็คือเทคโนโลยีมันเปลี่ยนเร็วกว่าเยอะ มาเร็วมาแรงกว่าวันที่เค้าเห็นเยอะ แต่วันนั้นเค้าก็พูดเตือนไว้เยอะ คำว่า The Third Wave ของเค้าเนี่ย ก็คือคลื่นลูกที่ 3

เค้าว่าคลื่นลูกแรกคือยุคเกษตรกรรม ยุคนี้เป็นยุคที่ผู้คนมีน้ำจิตน้ำใจต่อกัน สิ่งแวดล้อมดี สะอาดสะอ้าน แล้วก็สุขภาพพลานามัยดี แต่พอมายุคที่ 2 ยุคอุตสาหกรรม เป็นยุคที่ผู้คนละโมบ มือใครยาวสาวได้สาวเอา อยากจะแข่งกันผลิตจำนวนมากๆ เพื่อให้รวยๆ ยุคนี้เลยทำให้เป็นยุคที่ทำลายสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมที่ดีงามทั้งหลายก็เสียหายไป สุขภาพพลานามัยก็แย่ลง เพราะทุกคนต้องรีบทำงาน อยากจะทำงานจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง

คลื่นลูกที่ 3 คือเป็นคลื่นของเทคโนโลยีด้านสังคมข่าวสาร ข้อมูลข่าวสาร และก็เรื่องของเทเลคอมมูนิเคชั่นทั้งหลาย ในหนังสือนี้คนจะไปให้ความสนใจกับเทคโนโลยีที่กำลังมา แต่ในนี้เนี่ย อัลวิน ท็อฟฟ์เลอร์ ได้พูดถึงสิ่งที่ดีงาม ที่หายไปแล้วก็จะเอากลับคืนมา แล้วเค้ามองถึงเรื่องว่า ยุคต่อไปเนี่ย ใครทำมาหากินด้านสุขภาพจะถูกทาง เพราะคนเริ่มห่วงใยสุขภาพ พอมีตังค์แล้วกลัวตาย กลัวป่วย และยิ่งเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันยาว คนพูดกันถึงอายุ 120 ปีแล้วเนี่ย ก็ยิ่งจะอยู่ยังไงให้มีคุณภาพ เค้าก็นึกถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสุขภาพ เพราะฉะนั้นเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ดีเรื่องสุขภาพก็ดีเนี่ย ได้เขียนเตือน แล้วก็มองเห็นว่าเป็นปัญหา แล้วผู้คนจะมองเห็นเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญในยุคนี้ก็เป็นจริงหมด

ผมได้ไปบรรยายหลายที่ แล้วตอนเป็นนายกก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ จนคุณหนุ่มเมืองจันท์ หรือว่า คุณสรกล แห่งมติชน เนี่ย ก็เอาเรื่องราวผมไปเขียน แต่เขียนเองโดยที่ไม่ได้สัมภาษณ์ผมนะครับ แล้วก็ไปเขียนหนังสือชื่อว่า “อัศวินคลื่นลูกที่ 3” เขียนมาหลายปีแล้วนะครับ 20-30 ปีแล้วมั้ง ถ้าหากว่ายังมีอ่านอยู่ก็จะเห็นชัดว่าสิ่งเหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่พวกนักอนาคตศาสตร์ได้ทำนายแล้วก็พูดไว้ บางครั้งเราไม่มีเวลาศึกษา ฟังพวกอนาคตศาสตร์ไว้บ้างก็ดีเหมือนกัน แต่ว่าไม่ใช่นักนิยายศาสตร์ อนาคตศาสตร์เค้ามีวิจัย เค้าจะเห็นว่ามันจะเดินไปทางไหน แต่ถ้าแต่งเรื่องเอาเองเนี่ยมันไม่ใช่

เพราะฉะนั้นก็อยากให้ทุกคนลองดูว่าอนาคตโลกจะไปทางไหน แล้วประเทศไทยเราเนี่ยจะรับมือยังไง ไม่ว่าเรื่องของการสาธารณสุข สังคม แม้กระทั่งเรื่องของศิลปวัฒนธรรม และรวมทั้งที่สำคัญที่สุดก็คือเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลกทั้งหลายมันกำลังเข้ามา ก็จะคอยมาเล่าให้ฟังว่าไปอ่าน ไปเจออะไรที่ไหน ก็จะเล่าตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ก็ถือว่า เล่าสู่กันฟังแล้วกันนะครับ วันนี้ก็คงขอเล่าเท่านี้ก่อนครับ แล้วพบกันใหม่ในจันทร์หน้าครับ สวัสดีครับ