ช่วงต้นทศวรรษ 2530 เป็นช่วงที่ธุรกิจโทรคมนาคมของดร.ทักษิณนั้นเริ่มมั่นคงจนสามารถนำธุรกิจในเครือหลายบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถึงกระนั้นท่านก็ยังมองเห็นสิ่งที่ยังหายไปจากภาพใหญ่ของธุรกิจโทรคมนาคมของประเทศ ซึ่งนั่นก็คือ “การสื่อสารผ่านดาวเทียม” 

ถึงแม้ว่าในขณะนั้นทั่วทั้งประเทศไทยจะสามารถสื่อสารผ่านเครือข่ายภาคพื้นดินได้อย่างครอบคลุมแล้ว แต่ก็ยังมีจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ขาดไปอีกตัวหนึ่งนั่นคือช่องทางการสื่อสารข้อมูลผ่านทางอากาศทั้งแบบทั่วประเทศและข้ามประเทศของตัวเอง ซึ่งหลายสิบปีก่อนหน้านั้นประเทศไทยพึ่งพาอาศัยการเช่าช่องส่งสัญญาณดาวเทียมของชาติอื่นอยู่ตลอดเวลาทั้งที่เป็นกิจการในประเทศและกิจการระหว่างประเทศ เช่นการสื่อสารข้อมูลระหว่างองค์กร หรือแม้แต่การถ่ายทอดสัญญาณภาพต่าง ๆ ก็ต้องเช่าใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมของชาติอื่นทั้งสิ้น

อีกหลายตัวอย่างที่เป็นปัญหาการสื่อสารของประเทศไทยในช่วงนั้นคือต้นทุนและคุณภาพของการส่งสัญญาณให้ได้ทั่วประเทศ โดยจะเห็นการแยกกันของ Media ทั้งหลายเช่นการส่งสัญญาณทีวีผ่านเสาสูงของสถานีโทรทัศน์ภายในประเทศเช่นช่อง 3 , ช่อง 5 , ช่อง 7 , ช่อง 9 ที่นอกจากต่างคนต่างยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศเพราะการติดตั้งเสาสัญญาณในแต่ละท้องถิ่นที่ไม่เท่ากันแล้วยังต่างคนต่างแพร่ภาพด้วยคุณภาพที่ต่างกันอีกด้วย ขณะที่เสาสัญญาณที่ใช้สื่อสารโทรคมนาคมเช่นระบบโทรศัพท์ไร้สายและการส่งข้อความก็แยกออกไปอีกชนิดหนึ่ง ส่วนระบบการสัญญาณโทรศัพท์ตามบ้านก็แยกออกไปอีกเส้นทางหนึ่ง เมื่อต่างคนต่างทำเช่นนี้ก็มีผลทำให้ต่างคนต่างมีต้นทุนในการให้บริการสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงกับผู้บริโภคที่เป็นผู้รับภาระในขั้นสุดท้าย

ในเวลานั้นดร.ทักษิณเชื่อว่าอนาคตอีกไม่ไกล การรวมตัวกัน (Merriage) ของการส่งสัญญาณ Data , Telecom , Media และ Computer นั้นกำลังจะเกิดขึ้นจนทำให้เกิดการสื่อสารแบบใหม่ ๆ ในราคาที่เป็นไปได้ (เช่นการเกิดเทเลคอนเฟอร์เรนซ์ที่มีทั้งภาพและเสียงพร้อมกัน) ซึ่งตัวเชื่อมสำคัญในเรื่องนี้คือ “ดาวเทียม” ที่จะทำหน้าที่ส่งผ่านสัญญาณทุกชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ , ทำให้ต้นทุนของธุรกิจสื่อสารนั้นถูกลงและเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ

แต่ด้วยความที่ประเทศไทยในเวลานั้นถือว่าดาวเทียมยังเป็นเรื่องไกลตัว เลยยังไม่ได้สนใจสร้างและพัฒนากิจการนี้มากนัก เหตุผลสำคัญก็คือทุกองค์กรยังสามารถเช่าใช้ช่องสัญญาณบางช่องของดาวเทียมที่ประเทศเพื่อนบ้านเป็นเจ้าของได้อยู่ แต่ดร.ทักษิณเห็นว่าควรที่จะเริ่มมีช่องสัญญาณเป็นของตัวเองได้แล้วโดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังเติบโตและการสื่อสารกำลังจะเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับทุกคน ในที่สุด ดร.ทักษิณ จึงตั้งบริษัทใหม่ในปี 2533 เพื่อทำธุรกิจดาวเทียม และเตรียมตัวเข้าร่วมประมูลสัมปทานดาวเทียมในยุคของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยจะต้องแข่งกับบริษัทต่างชาติและบริษัทร่วมทุนของต่างชาติอีก 5 ราย

“คราวนี้เรามีความพร้อมมากกว่าโครงการใดๆ ที่ผ่านมาเนื่องจากได้อาศัยใบบุญความสำเร็จของโครงการก่อนหน้า ไม่ต้องเตรียมงานแบบยาจกเหมือนโปรเจ็กต์อื่น ผมจึงเชื่อมั่นอย่างเราจะต้องประมูลได้แน่นอน”

ดร.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวถึงความมั่นใจในการเข้าร่วมประมูลสัมปทานดาวเทียมในปี 2533

ผลการเปิดซองประมูล บริษัท ชินวัตร แซทเทลไลต์ จำกัด (มหาชน) ได้รับเลือกเป็นผู้ชนะโดยเสนอได้ผลประโยชน์ให้รัฐสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งที่ 15.33% ตลอดอายุสัมปทาน 30 ปี และรับประกันผลกำไรขั้นต่ำไว้ที่ 1,350 ล้านบาท หักปากกาเซียนหลายรายที่ปรามาสเอาไว้มากมาย เช่นดูถูกว่าเป็น “บริษัทห้องแถว” เพราะในตอนเริ่มต้นกิจการนั้นเป็นบริษัทที่ไม่มีชื่อเสียง ตอนที่ตั้งกิจการใหม่เอี่ยมก็มีพนักงานแค่ 8 ท่านเท่านั้น

อีกสามปีต่อมา ดาวเทียมไทยคม ซึ่งเป็นดาวเทียมดวงแรกของประเทศไทยถูกส่งขึ้นวงโคจรจากฐานส่งจรวดขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) ที่ประเทศเฟรนช์กิอานา โดยเป็นชื่อพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ “ไทยคม” และมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพิธีส่งดาวเทียมตามคำกราบบังคมทูลเชิญของบริษัท ชินวัตร แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ด้วย