อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ (Alvin Toffler) นักอนาคตศาสตร์เคยทำนายเอาไว้ในหนังสือ The Third Wave ว่าในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารนั้น “ความเร็ว” ในการรับรู้ข่าวสารถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องการ และธุรกิจที่นำเอาข้อมูลข่าวสารไปถึงผู้คนที่ต้องการนั่นแหละที่จะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุด “Information has become the world’s fastest growing and most important industry.” 

ดร.ทักษิณมีความเห็นว่าการเข้าถึงข้อมูลใน “คลื่นลูกที่สาม” นั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อผู้คนที่ต้องการพัฒนาตัวเองให้พ้นจากกับดักของคลื่นลูกที่สองที่สร้างจากระบบโครงสร้างแบบอุตสาหกรรมที่มีมาแต่เดิม และผู้คนจะต้องการความเป็น Personalised มากกว่าสิ่งที่ได้จากการนำเสนอและเรียนรู้กันแบบ Industrialised ที่เหมือนกันไปหมดทุกคนและได้รับการยกระดับไปทีละขั้น จากนี้เมื่อผู้คนรับรู้แล้วว่าพวกเขามีทางเลือกมากกว่าที่เคยมี โลกจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

หนึ่งในข้อมูลที่ว่านี้ก็คือการได้รับข่าวสารที่ตัวเองสนใจ เพื่อรับรู้ให้เร็วขึ้น เพื่อเรียนรู้ให้กว้างขวางขึ้น หรือเพื่อผ่อนคลายได้ตามใจชอบมากขึ้น ดังนั้นการที่ประเทศไทยมีทางเลือกในการรับชมโทรทัศน์จากสถานีโทรทัศน์ที่มีจำนวนแค่ห้าช่องในตอนนั้นจึงน้อยเกินไปที่จะทำให้คนไทยเข้าถึงพลังของคลื่นลูกที่สาม ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันในตอนนั้นมีผู้รับชมเคเบิลทีวีแบบเสียค่าสมาชิกรายเดือนเพื่อดูรายการที่ตัวเองต้องการในสหรัฐถึง 50 ล้านคน ซึ่งมีผลทำให้ผู้คนในสหรัฐรับรู้ข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและหลากหลายอย่างมาก ดร.ทักษิณมีความสนใจในเรื่องนี้จึงจัดตั้งบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง จำกัด (ไอบีซี) แล้วนำเสนอโครงการเคเบิลทีวีต่อองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) ในปีพ.ศ. 2528 เพื่อพิจารณาขอความเห็นชอบ แต่ได้รับการปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า “ยังใหม่เกินไป คนไทยยังไม่พร้อมที่จะจ่ายเงินรายเดือนเพื่อดูโทรทัศน์” 

หลังจากนั้นอีกสี่ปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเปลี่ยนไปสองคน รัฐบาลไทยได้เปิดประมูลและอนุมัติสัมปทานเคเบิลทีวีในที่สุด ซึ่งคนที่เตรียมตัวมานานที่สุดอย่างดร.ทักษิณก็ไม่พลาดการประมูลครั้งนั้นและเป็นผู้ชนะที่ได้รับสัมปทานไปอย่างไม่เกินคาดนัก โดยที่ไอบีซีเคเบิลทีวีเริ่มออกอากาศครั้งแรกในเดือนกันยายน 2532 มีเงินลงทุนเริ่มต้นไปมากกว่า 50 ล้านบาทและมีการลงทุนต่อเนื่องเพื่อให้คนไทยได้รับชมรายการที่น่าสนใจจากต่างประเทศเป็นครั้งแรกเช่นรายการข่าว (CNN) รายการกีฬา (ESPN) และรายการบันเทิง (HBO) รวมถึงช่องอื่น ๆ ที่เพิ่มเติมมาอีกหลายช่อง จึงต้องลงทุนต่อเนื่องอีกเดือนละ 4-5 ล้านบาท มีรายได้จากการเก็บค่าสมาชิกเดือนละ 600 บาท คนไทยจึงมีโอกาสได้รับข้อมูลข่าวสารระดับโลกถึงบ้านเป็นครั้งแรก

เพียงแค่ปีเดียว อสมท. ได้เปิดสัมปทานเคเบิลทีวีใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งสัมปทาน โดยผู้ชนะการประมูลครั้งใหม่นี้คือกลุ่มธนายงซึ่งใช้ชื่อธุรกิจว่า “ไทยสกายทีวี” ซึ่งทำให้การแข่งขันเริ่มดุเดือดขึ้นทันที เนื่องจากไทยสกายทีวีมีจุดเด่นที่การทำข่าวภายในประเทศและมีช่องรายการภาพยนตร์จีน โดยพ่วงเอาส่วนลดในการชมคอนเสิร์ตและกีฬานัดสำคัญเข้าไปภายในแพ็กเกจสมาชิกเดือนละ 1,000 บาทด้วย

เมื่อลูกค้าเริ่มตื่นตัว ตลาดเริ่มเติบโต การแข่งขันก็รุนแรงขึ้นตามลำดับ การลดแลกแจกแถมเพื่อแย่งชิงลูกค้าก็เป็นส่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในธุรกิจเคเบิลทีวีนั้นมีกลยุทธ์ที่มากมายกว่านั้น เช่นการแพร่ภาพช่องรายการของตัวเองบางช่องเข้าสู่ระบบสัญญาณของคู่แข่งเพื่อดึงดูดสมาชิกให้เปลี่ยนค่ายหรือแม้กระทั่งการจับได้ว่ามีการส่งคนมาทำงานเพื่อส่งข้อมูลสำคัญกลับไปให้คู่แข่งเป็นต้น

“ตอนแข่งขันกับธนายง การต่อสู้มันชัดเจนว่าเราชนะแต่เขายื้อมันก็เลยแรงขึ้น แต่แรงแล้วจบหรือเปล่ามันก็จบครับ ผมเจอคุณคีรีก็ทักกันดีไม่มีอะไร เราแข่งขันเรื่องเคเบิลทีวีระหว่างแข่งขันเกมอาจแรงไปนิดเป็นเรื่องธรรมดา” 

ดร.ทักษิณ กล่าวให้สัมภาษณ์เอาไว้ในหนังสือ “ทักษิณ ชินวัตร อัศวินคลื่นลูกที่สาม”

ดร.ทักษิณ นำพาไอบีซีเติบโตจนเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้สำเร็จในปี 2534 ด้วยหุ้นที่จดทะเบียน 36 ล้านหุ้น  มูลค่าในตลาดฯรวม 11,736 ล้านบาท     

แต่แล้วในปี 2536 มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาตลาดเคเบิลทีวีคือ ยูทีวี บริษัทในเครือเทเลคอมเอเชีย ที่ได้รับสัมปทานจาก อสมท. เช่นเดียวกัน การแข่งขันที่รุนแรงก็ยังดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนเมื่อเกิดวิกฤตการเงินในเอเชียในปีพ.ศ. 2540 ไอบีซี ตัดสินใจควบรวมกิจการกับ ยูทีวี และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ยูไนเต็ด บรอดคาสติง คอร์ปอเรชัน จำกัด หรือ ยูบีซี   แต่ไม่นาน ดร.ทักษิณก็ขายหุ้นยูบีซีทั้งหมดให้กับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท เทเลคอมเอเชีย จำกัด (มหาชน) จนมาเป็นทรู  วิชันส์ในปัจจุบัน   

“ผมเป็นคนชอบสร้างมิตร ไม่ชอบสร้างศัตรู แต่ถ้าจำเป็นต้องมีศัตรูก็ไม่รังเกียจ คนเราเกิดมามีมิตรเป็นเรื่องสนุกมาก มีศัตรูไม่ใช่เรื่องดีเลย ผมถือว่าการแข่งขันทางธุรกิจคือเกมกีฬา จบก็จบ เกมใหม่ค่อยว่ากัน วันนึงข้างหน้าเราอาจแข่งขันกันใหม่หรือกลับมาอยู่ข้างเดียวกันก็ได้”

ดร.ทักษิณ ชินวัตร