012 เดินหน้าสร้างอนาคตประเทศไทยไปด้วยกัน

012 เดินหน้าสร้างอนาคตประเทศไทยไปด้วยกัน

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ประเทศกลางทะเลทรายสามารถปลูกต้นไม้ได้ในความแห้งแล้ง ประเทศที่ยากจนข้นแค้นกลับมาพลิกฟื้นจนเติบโตอย่างรวดเร็ว ประเทศเกิดใหม่ที่ล้าหลังกลายเป็นชาติไฮเทคที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่อดอยากแม้แต่น้ำกินยังไม่มีกลายเป็นประเทศที่ผู้คนร่ำรวยที่สุด – สิ่งนั้นคือ “ความหวัง”

สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพรักครับ พี่น้องชาวไทยทุกท่านครับ

วันนี้เป็นจันทร์แรกหลังจากที่มีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมคิดว่าหัวข้อที่น่าสำคัญที่จะเอามาพูดกันหลังจากเราลงคะแนนเสียงกันอย่างท่วมท้นแล้วนะครับ คือออกมาใช้สิทธิ์อย่างมากมายเนี่ย ก็ควรจะเป็นเรื่องของความหวังครับ หรือ Hope สิ่งสุดท้ายที่พระเจ้าจะให้กับทุกคนได้ก็คือความหวัง

นั่นคือเป็นคำพูดที่พูดกันมาแต่โบร่ำโบราณ เขาบอกว่า

‘The last gift that god can give you is hope’

นั่นก็คือเราต้องมีความหวัง ถ้าเราไม่มีความหวังเนี่ย ทั้งตัวเรา ครอบครัวเรา และบ้านเมืองก็จะไปยาก เพราะฉะนั้นเราต้องมีความหวังกับวันนี้และวันพรุ่งนี้ อดีตมันเป็นความทรงจำที่เราจะไม่ต้องตกเป็นทาสของมัน อย่าเป็นทาสของอดีต

แต่ว่าอดีตมันเป็นประวัติศาสตร์ที่จะต้องตักเตือนเราสอนเรา แต่ว่าเราต้องอยู่เพื่อวันนี้และวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นถ้ามีวันนี้และวันพรุ่งนี้ที่ดีเนี่ยต้องมีความหวัง ทำไมผมถึงเอาตรงนี้มาพูด เพราะผมคิดว่าตลอดชีวิตผมเนี่ยก่อนจะสร้างตัวมา เป็นนักธุรกิจที่ลำบากมา ผมต้องมีความหวังครับ ถ้าไม่มีความหวังมันไปไม่ได้ ก่อนนอนก็ต้องหลับแล้วพยายามคิดว่าพรุ่งนี้เราจะทำอะไร เมื่อเราหลับตื่นมา เราก็มีความสดชื่น ก็มีความหวัง เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้กำลังใจกับพี่น้องคนไทยทุกคนว่าขอให้เราอยู่อย่างมีความหวังนะครับ

ผมยกตัวอย่าง เอาเป็นหลายประเทศก็แล้วกันว่า อย่างประเทศที่อยู่ใจกลางทะเลทรายอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ผมไปอาศัยอยู่ในเมืองดูไบนั้นเนี่ย ผมเคยพูดหลายครั้งว่าเขาไม่มีแม่น้ำสักสายเขาไม่มีน้ำ ไม่มีฝน ฝนตกน้อยมาก เมื่อก่อนนี้ตอนผมไปอยู่เนี่ยแทบจะตกประมาณสักปีนึงไม่เกิน 2-3 หน แต่เดี๋ยวนี้ตกมากขึ้น ก็เพราะว่าเขามีความหวังว่าสักวันประเทศเขาจะพ้นจากความเป็นทะเลทราย เขาก็ปลูกต้นไม้ครับ ปลูกต้นไม้ใหญ่เลย และน้ำไม่มีเขาก็ใช้วิธีการที่เรียกว่า Desalinate คือเอาน้ำทะเลมากลั่นเป็นน้ำจืด กลั่นเสร็จเอามาใช้เป็นน้ำบริโภค น้ำใช้ เสร็จแล้วก็พอน้ำทิ้งก็เอาไหลลงท่อ ลงคลอง แล้วเอามาบำบัดเพื่อลดน้ำต้นไม้ แล้วก็ปลูกต้นไม้

หน้าอากาศดีๆ เนี่ยนะครับเขามีต้นไม้ มีดอกไม้สวยกว่าบ้านเราอีก ทั้งๆ ที่บ้านเราเป็นบ้านที่มีต้นไม้ แต่เราไม่ค่อยได้ใช้ เราไม่ค่อยได้เก็บรักษาต้นไม้ไว้ และไม่ได้ปลูกเพิ่ม ทำให้เขาก็เริ่มมีฝน ในอนาคตข้างหน้าผมบอกได้เลยว่า จำไว้เลยนะครับว่าถ้าผมไม่ตายซะก่อนเนี่ย ก็จะได้เห็นแน่นอน

อย่างดูไบเองเนี่ยเขาอาจจะปลูกพืชเกษตร ซื้อมาใช้เอง พอใช้เองไม่ต้องนำเข้าก็ได้ นั่นคือเทคโนโลยีมันล้ำหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งเรื่องของการปลูกใน Green House หรือการปลูกโดยการใช้สารใส่ทรายเพื่อไม่ให้มันดูดซึม น้ำมันซึมลงไปในทราย จะสามารถรดน้ำต้นไม้ เลี้ยงต้นไม้ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นแน่นอนถ้าหากว่าเรายังมีความหวังและมีความพยายามที่จะเอาชนะมัน

เอาแค่อย่างประเทศเอธิโอเปียก็ดี เคนย่าก็ดี กาน่าก็ดีเนี่ย เขาเป็นประเทศกลุ่มยากจนที่มีอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ รายได้ครัวเรือนก็ยังต่ำ แต่ทั้ง 3 ประเทศนั้นพยายามดึงดูดนักลงทุนเข้าไปลงทุนมากขึ้น พวกเขาก็มีโปรแกรมสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ขึ้นมา และก็พยายามให้คนเหล่านี้หัดทำธุรกิจด้านการเกษตร และก็อาศัยเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา ก็เป็นความพยายามที่จะต้องต่อสู้เพื่อให้พ้นความยากจน

ประเทศที่น่าสนใจที่สุดคือประเทศเอสโตเนีย เป็นประเทศสร้างใหม่ จากเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตเป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษประชาชนมีฐานะยากจน โทรศัพท์ยังไม่มีใช้ และก็ทรัพยากรก็ไม่มีนะครับ แต่เขาเปลี่ยนประเทศตัวเองจากประเทศเล็กๆ มาเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง เป็นประเทศที่มีรายได้สูงขึ้นมา เพราะเขาเน้นไปที่สังคม Digital เขาใช้อินเตอร์เน็ตในยุคอินเตอร์เน็ตเมื่อไม่นานนี้เองนะครับ เมื่อปี 1995 เป็นต้นมา เขาโดดเกาะกระแสอินเตอร์เน็ตทันที เขาให้สิทธิพื้นฐานของชาวบ้านในการใช้อินเตอร์เน็ต ใช้ออนไลน์ทั้งหมดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายภาษี เป็นการจดทะเบียนบริษัท เป็นการขอใบอนุญาตต่างๆ ทุกอย่างออนไลน์หมดนะครับ คือจนคนเรียกว่าเป็น Silicon Valley แห่งยุโรป พลิกฟื้นเศรษฐกิจจากที่ยากจนมาเป็นประเทศร่ำรวยภายในไม่กี่สิบปีเองนะครับ ประมาณ20 ปี นั่นคือความที่ไม่รู้จักคำว่าสิ้นหวัง

แต่ว่าอาการไม่สิ้นหวังเนี่ย ต้องดิ้นรนศึกษาว่าอะไรจะดีที่สุดสำหรับชีวิตเรา อะไรที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวเรา อะไรจะดีที่สุดสำหรับประเทศเรานั่นคือสิ่งที่ประเทศที่สำเร็จเขาทำ เอาใกล้ตัวเราที่สุดก็คือสิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นเกาะเล็กๆ ตอนแยกตัวออกมาจากมาเลเซียประมาณปี 1965 นะครับ ตอนนั้นเนี่ยผมอายุ 14-15 ผมก็ไปเที่ยวที่โน่น เป็นนักศึกษาทัศนาจร นั่งรถออกจากเชียงใหม่มาสิงคโปร์แวะมาเรื่อยๆ 6-7 วันกว่าจะถึง ตอนนั้นนะครับ รถไม่มีแอร์ สมัยก่อนก็มาทัศนศึกษาตามโรงเรียน ตอนนั้นสิงคโปร์ยังมีแต่หมู่บ้านชาวประมง ผมไปพักที่วัดอนันทเมตยาราม ตอนช่วงนั้นส้วมเป็นส้วมถังเท ผมว่าคนรุ่นใหม่ปัจจุบันไม่เข้าใจหรอก ส้วมถังเท ก็ไปนั่งยองๆ ถ่ายลงไปในถัง แล้วเขาก็เอาถังไปเททุกวันนั่นแหละ

ตอนนั้นสิงคโปร์ยังเป็นอย่างนั้น แต่วันนี้สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในโลก แล้วก็บางช่วงเขาเนี่ยถูกตัดขาดเรื่องน้ำ เพราะต้องอาศัยน้ำจากมาเลเซีย เขาก็ดิ้นรนด้วยการที่จะเอาน้ำทะเลมาทำน้ำจืด เขาก็ขายต่อพวกชาวเรือทั้งหลายที่มาพัก ก็ขายแพงหน่อย ชาวบ้านก็ใช้น้ำไม่แพงนัก

ก็เป็นความพยายามที่อยากจะบอกว่า ทุกประเทศหรือทุกครอบครัวหรือทุกคน ตราบใดที่มีความหวังและใฝ่รู้ใฝ่เรียนที่จะหาสิ่งใหม่ๆ เป็นแนวทางใหม่ๆ มาแก้ไขกับชีวิตเราเนี่ย เราประสบความสำเร็จแน่นะครับ อย่ายอมแพ้ ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ เรายอมแพ้ไม่ได้ แม้กระทั่งอย่างที่ท่านลีกวนยูเคยพูดไว้ว่า แม้กระทั่งอยู่ใน dying bed นะครับก็อย่ายอมแพ้

ก็เด็กเยาวชนหลายคนที่พยายามที่จะใฝ่รู้ใฝ่เรียนและความสนใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ ก็ยกตัวอย่าง อย่าง…เกรตา ธันเบิร์ก​ นี่ก็เป็นเด็กที่ไปกล่าวปิดรายการประชุมตอนโลกร้อนของสหประชาชาติ ด้วยวัยเพียง 15 ปีนะครับ แล้วก็ตอนนี้คือเขาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ กำลังจะถูกเสนอชื่อรับรางวัล Nobel Prize เป็นคนสวีเดน ให้ความสนใจกับเรื่องโลกร้อนมาก

ส่วนอีกคนนึง เด็กไทยเรานี่แหละครับ ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน เขาเป็นบล็อกเกอร์ เป็นคนที่สนใจเรื่องของอวกาศ การค้นคว้าด้านอวกาศทั้งหลาย เค้าได้รับรางวัลเป็น Best New Blog จากงาน Thailand Best Blog Awards โดยที่กลุ่มซีพีออลล์เป็นคนจัดขึ้นมา เห็นไหมครับว่า ทุกคนถ้าเอาดี สนใจจริงจังเนี่ย มีโอกาสเกิด มีโอกาสสำเร็จ มีโอกาสดังทุกคนนะครับ

ผมก็อยากจะให้ความหวังกับทุกคน ไม่รู้ว่าผลจะเป็นยังไงแต่เราต้องมีความหวัง มีความหวังกับตัวเอง มีความหวังกับครอบครัว มีความหวังกับบริษัทตัวเอง มีความหวังกับประเทศ และช่วยกันทำให้ดี เอาให้ชนะสิ่งที่มันเป็นอุปสรรคทั้งหลาย ด้วยสติปัญญา ด้วยกติกานะครับ อย่าไปทำอะไรที่มันไม่ถูกต้อง แล้วเราก็จะประสบความสำเร็จเอง ก็ให้ความหวัง ให้กำลังใจครับเพื่อให้ทุกอย่างได้เข้าไปสู่ภาวะปกติสักที ผมเป็นห่วงประเทศไทย และห่วงคนไทยทุกคนครับ ให้กำลังใจทุกคนครับ วันนี้เอาสั้นๆ แค่นี้นะครับ แล้วพบกันใหม่จันทร์หน้าครับขอบคุณครับ สวัสดีครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

011 ถามตอบอนาคตประเทศไทย ตอนที่ 2

011 ถามตอบอนาคตประเทศไทย ตอนที่ 2

ตอบคำถามถึงวิธีทำมาหากินในโลกยุคต่อไป ปัญหาการศึกษาและแนวทางพัฒนา วิธีลงทุนในยุคใหม่ และแนวทางการพัฒนาตนเองเพื่อให้อยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีความสุข ใช้ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อเข้าถึงความแตกต่างหลากหลายและปัญหาในชีวิตอย่างลงตัว

คลิกฟัง ถามตอบอนาคตประเทศไทยตอนที่  2

คลิกฟัง ถามตอบอนาคตประเทศไทยตอนที่ 1 (อ่านถอดความฉบับย่อตอนที่ 1 ที่นี่)

มีคำถามอีกหลายอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสาธารณสุขก็มี แต่ว่าผมรวบรวบเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการฟื้นฟูภายใน 1 ปีก่อนนะครับ

อีกอันนึงก็ที่ผมพูดไปแล้วบางก็มี เขาถามว่าแนวการทำธุรกิจและอาชีพในอนาคต ผมเลยบอกเมื่อกี้ว่าสิ่งที่น่าสนใจอันหนึ่งคือ Sharing economy บ้านเราเนี่ยต่างชาติเข้ามาน้อย Sharing economy เนี่ยยังสามารถทำได้หลายอย่าง ผมยกตัวอย่างอันนึง ไปที่อินโดนีเซียมา ก็คนที่อินโดคนนึงยังหนุ่มเหมือนกันสัก 30 กว่าจะ 40 เขาทำอันนึงเรียกว่า HelloDoc ก็คือเขาไปชวนหมอมาเป็นสมาชิกอยู่ 2 หมื่นคนในอินโดนีเซีย และ 2 หมื่นคนเนี่ย ก็จะต้องให้เวลาว่าผลัดนี้ใครทำงานบ้าง คือสรุปแล้ว 24 ชั่วโมง ต้องมีหมอจำนวนหนึ่งที่ต้องเข้ากะ ในการที่จะต้องมาตอบคำถามให้กับชาวบ้าน แล้วชาวบ้านที่มีแอพเนี่ยก็จะเรียกหมอ สมมุติว่าผมปวดท้องไม่รู้สาเหตุ ผมก็เรียกหมอ หมอก็เหมือนอูเบอร์ ใครสะดวก ใครได้ ก็เข้ามาตอบ ตอบก็ได้ตังค์นะ เขาก็มีการคิดตังค์กัน เสร็จแล้วเนี่ยหมอก็ตอบว่าโอเคคุณเป็นแบบนี้ๆๆ นะ ถ้าสมมุติเราเป็นคนไข้ที่อยู่ในระบบ ก็จะมีแฟ้ม ซึ่งหมอก็จะเข้าหาแฟ้มเราได้ว่า เรามีอาการปวดท้องเป็นประจำเนี่ย มันอาจจะเกิดจากเรื่องของผนังกระเพาะมันเสื่อมหรืออะไรก็แล้วแต่ มันจะมี record อยู่ในนั้น แล้วหมอก็จะถามอาการ ถามเรียบร้อยปุ๊บ        ก็จะสั่งยา สั่งยาปุ๊ป เขาก็จะลิงก์กับโกเจ็ก โกเจ็กก็จะส่งไปซื้อยา แล้วมาส่งมอบให้กับผู้ป่วยได้เลย    ยังไม่ต้องไปหาหมอ แค่ปรึกษาหมอทางโทรศัพท์ อันนี้ก็เป็นอันนึง เค้าเรียกว่าเป็น Sharing economy เหมือนกัน เพราะมีหมออยู่ทั่วไป แล้วก็มีร้านขายยาอยู่ทั่วไป มีคนต้องการปรึกษาหมอ  ก็สามารถ ปรึกษาแล้วก็ไปซื้อยา โกเจ็กก็มีรับส่งมอเตอร์ไซค์อยู่ ก็ไปซื้อยาให้ แล้วมาส่งเก็บตังค์ นั่นคือสิ่งที่เขาทำน่าสนใจ

อีกอันน่าสนใจก็คือ เขาใช้วิธีอย่างนี้ว่า ร้านกาแฟเล็กๆ ย่อยๆ มันอยู่เต็มไปหมดเลย มันไม่สะอาดบ้าง ผัวเมียทำกันเองบ้าง แล้วเมียเนี่ยต้องตื่นตี 3 ไปจ่ายกับข้าว เพื่อ 6 โมงเช้ามาทำกับข้าว แล้วก็สายๆ ก็เปิดร้านกาแฟ ขายกาแฟแต่เช้า แล้วมีอาหารนิดๆ หน่อยๆ ประกอบด้วย เขาก็เลยปรับปรุงร้านเหล่านั้นด้วยวิธีการว่า มาเป็นสมาชิกเค้า แล้วเขาก็จะให้แรงจูงใจ เมื่อทำความสะอาดปรับปรุงเนี่ย ให้พ้อยท์กี่พ้อยท์ เพื่อให้ทุกร้านปรับปรุงตัวเอง แล้วเขาเนี่ยบริการซื้อวัตถุดิบให้ไม่ต้องตื่นตี 3 6 โมงเช้าเนี่ยหมูไก่ไปถึงแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปตี 3 เพราะจะมีคนจัดการให้เสร็จ นี่ก็เป็นสิ่งที่เขาเป็นของเล็กๆๆ เต็มไปหมด ก็เอามาร้อยรวมกัน เค้าเรียกเป็น Sharing economy     ของเรายังทำได้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโฮมสเตย์ เรื่องอะไรต่ออะไรเรายังทำได้เยอะ       นะครับ อันนี้ก็ค่อยๆ คิดกันไปนะครับ อันนั้นก็คือแนวทางการหากินในอนาคต

เราต้องเข้าใจก่อนว่าเทคโนโลยีในอนาคตเนี่ย หุ่นยนต์มันเข้ามาแรง ผมไปคุยกับ Google  Google ของอินโดนีเซียถือว่าเป็น Google ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนะครับ เขาเล่าให้ฟังว่าตอนนี้ Google กำลังทำเรื่อง Deep Mind  Deep Mind ก็คือว่าเข้าใจ ใช้ AI หรือ artificial intelligence เข้าใจมนุษย์    ที่ลึก เข้าใจวิธีคิดของมนุษย์ด้วยนะครับ น่าสนใจมาก เขาก็ไปได้ไกล เพราะฉะนั้นโรบอตเนี่ยมันเข้ามาหลายๆ อย่าง เช่น มาเป็นผู้ช่วยหมอ มาเป็นผู้ช่วยนักบินนะครับ คือเขาเอาโรบอต เริ่มมาเป็นผู้ช่วยก่อน ก่อนที่จะมาเป็นตัวจริง ในจีนก็ใช้เป็นผู้ช่วยหมอเยอะ ก็มันเริ่มมาแล้ว เพราะฉะนั้นต้องเริ่มศึกษาโรบอตอย่างจริงจังว่าจะเอามาใช้ประโยชน์อย่างไร งานบางอย่างเราใช้คน บางอย่างก็ใช้คนน้อยลง ใช้โรบอตมากขึ้น นี่คือสิ่งที่มันหนีไม่พ้น ผมจึงบอกว่าต้องฝึกคนให้เป็นนายหุ่นยนต์     ให้ได้ ถ้าใครเป็นนายหุ่นยนต์ไม่ได้ ต้องมาเปลี่ยนอุตสาหกรรม จากเป็นโรงงานอุตสาหกรรมมาเป็นภาคบริการเสีย เพื่อจะได้เปลี่ยนอาชีพนะครับ เพื่อให้คนไทยไม่ตกงาน แต่พัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนอาชีพให้มีรายได้ตลอดเวลา นั่นคือสิ่งที่เราต้องทำ เรพราะฉะนั้นการค้าการขายเล็กๆ น้อยๆ อะไรทั้งหลาย ต้องปรับปรุงตัวเองให้รู้ว่าออนไลน์มีแล้วนะครับ ชวนลูกหลานให้มาเล่นออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่วันๆ นึงก็จมอยู่กับหน้าจอ ไม่สร้างสรรค์ คุยกับเพื่อนทั้งวัน แต่จริงๆ แล้วก็ให้เขาคุยกับเพื่อนแล้วก็ชวนเพื่อนมาเลย มาช่วยบอกว่าแม่ทำอย่างนี้ จะทำยังไง จะขายออนไลน์ได้     เขาก็จะมาสร้างเว็บไซต์ให้แม่ คือเขาทำเป็นหมดแหละเด็กรุ่นใหม่ เพราะฉะนั้นก็ชวนเค้ามาแทนที่จะไปว่าเด็ก เราก็ชวนเขาเข้ามาทำ ทุกอาชีพมันสามารถปรับปรุงด้วยเทคโนโลยีได้นะครับ ก็เป็นแนวทางที่โลกมันต้องไป

ที่นี่อุตสาหกรรมไทยเราวันนี้ เป็นอุตสาหกรรมส่วนใหญ่บ่าย 3 โมงครับ พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องปรับปรุงอุตสาหกรรมตัวเองทุกอย่างนะครับ การปรับปรุงที่ดีที่สุดก็คือเอาเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่ารังเกียจเทคโนโลยี ตัวเองไม่รู้ไม่เป็นไร ลูกหลานรู้ ลูกหลานไม่รู้      ก็ยังไม่พอ สามารถจ้างก็ได้ ใช้บริการเค้าได้ มีเยอะแยะไปหมดนะครับ มันมีบางบริษัทเด็กหนุ่ม   บางคนคนไทยเนี่ยมาคุยกับผมว่า เขารับจ้างเปลี่ยนระบบการทำงานที่มันเป็นอนาล็อกช้าๆ แล้วก็เป็นเอกสารกองเนี่ย มาเป็นระบบดิจิตอล ก็คือทำให้ทุกอย่างเข้าในคอมพิวเตอร์หมด แล้วสามารถที่จะเรียกดูเรียกใช้และทำวิเคราะห์ วิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ได้ ขึ้น cloud ได้ เข้า Server ของตัวเองได้ นี่คือสิ่งที่มันมีอยู่แล้วในประเทศไทย ต้องใช้เกิดประโยชน์นะครับ เด็กรุ่นใหม่ก็หากินทางด้านอะไรที่มัน related กับเทคโนโลยีหน่อยนึงก็ดี โดยใช้สิ่งที่คนไทยถนัด บวกกับเทคโนโลยี เราถึงจะไปได้ครับ

คำถามข้อที่ 3 นะครับ ถามว่า แนวทางในการพัฒนาการศึกษา อันนี้เนี่ย วันนี้เราต้องเปลี่ยนรูปโฉมการศึกษาอย่างสิ้นเชิง ถ้าเรายังศึกษาแบบเดิมอยู่เนี่ย เด็กไทยจะไม่ฉลาด คิดไม่เป็น และไม่ทันโลก ก็อย่างที่ผมบอกไว้ 2045 เขาทำนายไว้ว่า Robot จะคิดเป็นทำเป็นเท่ากับมนุษย์ที่มีสมองอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย แต่ถ้ามนุษย์ที่มีเกณฑ์สมองที่สูงกว่าเฉลี่ยก็จะเก่งกว่าหุ่นยนต์ ต่ำกว่าเฉลี่ยก็จะโง่กว่าหุ่นยนต์ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าการศึกษาเราไม่ปรับปรุงขืนยังเป็นอย่างนี้อยู่เนี่ย แล้วเป็นแบบท่องจำอยู่ ครูไม่สามารถจะสอนแบบใหม่ได้ เด็กไม่มีทางจะฉลาดได้  อันที่สองก็คือเรื่องภาษาอังกฤษ หนีไม่พ้นครับ วันนี้ต้องเพิ่มภาษาอังกฤษให้มาก แล้วต้องใช้ 2 ภาษาเพิ่มขึ้นในโรงเรียนต่างๆ แล้วก็อันที่ 3 ก็คือว่า หลักสูตรเดี๋ยวนี้เนี่ย ทุกที่นี้เขาเอาขึ้น Cloud ไว้หมด เขาไม่จำเป็นที่ต้องมาพิมพ์หนังสือ บังคับหนังสือพิมพ์ขายอย่างนั้น คือสมมุติว่าผมเป็นเด็กชอบคณิตศาสตร์คนนึง ผมเรียนอยู่ ป.1 ดีๆ เนี่ย ผมสามารถขึ้น Cloud ไปดู ว่าผมเรียน ป.1 ไม่เห็นมีอะไรท้าทายเลย ผมรู้แล้ว จบแล้ว ผมเรียนของ ป.2  ป.2 ก็จบละ ผมอยู่ ป.1 ผมอาจจะเรียนหลักสูตรคณิตศาสตร์ ป.4 นะครับ ผมไม่ต้องมานั่งรอถึง ป.4 แล้วค่อยเรียนอย่างนี้ นั่นคือสิ่งที่เป็นแนวคิดในการสอนในการเรียนหนังสือใหม่ แม้กระทั่งสิงคโปร์กับฟินแลนด์เนี่ยจะก้าวหน้าที่สุด    สิงค์โปร์เนี่ยเขาไปร่วมกับมหาวิทยาลัย Oxford ของอังกฤษ เขาไปนั่งวิเคราะห์สมองของเด็กว่าเด็กคนนี้สมองลักษณะโครงสร้างสมองเป็นอย่างนี้ เรียนวิชาอะไรจะถนัด จะดี จะใส่เข้าไปได้ แล้วชั่วโมงไหนเนี่ยจะใส่ความรู้ได้ดีกว่า ช่วงกลางวัน กลางคืน ตอนดึก เขาไปวิเคราะห์ขนาดนั้น แต่ยังไม่จบนะครับ เค้ากำลังทำ research ขณะนั้น นั่นคือเห็นว่าการเรียนรู้ยุคใหม่เนี่ย มันต้องไปด้วยระบบดิจิตอลหมดนะครับ ที่ผมทำตอนนั้นที่นโยบายของท่านนายกปู ที่แจกแท็บเล็ตพีซี ก็เอาความคิดมาจากด็อกเตอร์เนโกรพอนเต ที่ One Laptop per Child สมัยก่อนนู้นนะครับ ที่เป็นอาจารย์อยู่ใน MIT media labs นะครับ ก็เขากำลังมองว่าห้องสมุดโลกมันอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นต้องให้เด็กสามารถเรียนรู้ ถามหาความรู้ต่างๆ ได้ตลอดเวลา เพราะสมองเด็กมันรับได้เยอะ          คนโบราณไปคิดว่า ถ้าใช้สมองมากเกินไปอีกหน่อยมันจะไม่ดี ความจริงแล้วเนี่ยตอนตายไปแล้วเนี่ยเซลล์สมองยังเหลือตั้ง 5 แสนล้าน ยังเหลือเยอะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าเซลล์สมองมันจะถูกใช้มาก ยิ่งใช้มันสมองเหมือนมีด ยิ่งลับยิ่งคม ยิ่งใช้ยิ่งฉลาด ยิ่งไม่ใช้ยิ่งโง่ เพราะฉะนั้นเนี่ยการศึกษาต้องให้เด็กร่วมคิดร่วมทำ ครูจะต้องกลายเป็นแค่ผู้อำนวยความสะดวก ไม่ใช่ครูเป็นคนสอนอย่างเดียว ครูผู้อำนวยสะดวก facilitator แล้วก็ช่วยแนะนำช่วยอะไร แต่ว่าขณะเดียวกัน การมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนระหว่างนักเรียนสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นก็วิธีการเรียนการสอนเรานี่แทบจะต้องเปลี่ยนใหม่ Google ก็ทำ Google Education แล้วนะครับ ก็วันนี้เยอะมากในโลกนี้เขาใช้ระบบผ่าน Digital แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเองก็ยังเอาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยต่างๆ มารวมกันสอน อย่างบริษัทหนึ่งชื่อว่า คอร์สเซร่า ก็เป็นมหาวิทยาลัยเปิดที่เอาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยต่างๆ มารวมกันให้เราเรียน เพราะฉะนั้นวันนี้เนี่ยรูปแบบของการศึกษาแบบเดิมๆ แบบมีรูปแบบ         มันเริ่มจะใช้ไม่ได้ล่ะ มันใช้แค่ Standard ในการวัดเท่านั้นพอ แต่ว่าไม่ต้องมานั่งกำหนดรูปแบบตอนนี้ไอ้เรื่องการกำหนดรูปแบบเนี่ยเริ่มจะไม่มีแล้วในโลกนี้ เพราะฉะนั้นเขาจะให้เสรีภาพในการศึกษาพอสมควร ถ้าตราบใดที่เราไม่กระจายอำนาจการศึกษา เราปล่อยการศึกษาไว้ส่วนกลาง   ที่กระทรวงศึกษาเนี่ย คงจะทำให้เราล้าหลังไปอีกเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นต้องกระจายอำนาจการศึกษา และต้องให้ใช้ระบบดิจิตอลมากที่สุด และก็กลับไปอีกว่าค่า data แพงไม่ได้ เพราะถ้า   ค่า data แพงเนี่ยก็ทำให้กีดกันการศึกษาแก่คนจนนะครับ

ถามเรื่องการเงินและการลงทุนในโลกยุคใหม่ เมื่อกี้ก็พูดกันไปแล้วว่า เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งโบรกเกอร์ยังใช้โรบอทมาช่วยเทรด ถ้าใช้โรบอตที่มันเก่งๆ คำนวณดีๆ เนี่ย มันจะทำให้สามารถติดตามราคาหุ้นได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็ช่วงที่หุ้นมีการเหวี่ยงมากๆ เขาก็หากินกับเดลต้า คือผลต่าง เวลาลงก็ซื้อ ขึ้นก็ขาย ลงก็ซื้อ ขึ้นก็ขาย ขยันเอา โวลุ่มของโบรกเกอร์ก็ได้เยอะ แต่ลูกค้าก็มีกำไร เป็นลักษณะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเนี่ยทุกอย่างอย่าลืมเทคโนโลยี อย่าทิ้ง แล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเรียนรู้นะครับ เรียนรู้มันไป ทีนี้ธนาคารเนี่ย ธนาคารยักษ์ๆ เท่านั้นที่จะรอด ธนาคารเล็กๆเหนื่อย เพราะว่าความน่าเชื่อถือมีปัญหา แต่อีกหน่อยธนาคารใหญ่ๆ เองก็ถูกแข่งขัน เพราะว่ามันจะมีพวก เขาเรียกว่าแข่งขันจากพวก Non Bank ที่ไม่ใช่แบงค์เข้ามาแข่งขัน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีทำ Blockchain หลายแบงค์ก็เริ่มเอา Blockchain มาใช้ตัวเอง เพราะว่าเหมือนกับเป็นการ Disrupt ตัวเอง มีการแข่งกับตัวเอง เพราะฉะนั้นก็เรื่องของการเงินยุคใหม่เนี่ย source ในการหาเงินกู้ คงไม่ใช่แบงค์อย่างเดียว กองทุนต่างๆ ที่จะมาสนับสนุนคนที่มีไอเดียดีๆ ในการทำมาหากินเนี่ย เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นหลักการมี 2 อย่าง อย่างที่ 1.ก็คือต้องมีไอเดีย เพราะฉะนั้นต้องลับสมอง อ่านหนังสือ พบปะผู้คน แล้วก็ไปเรียนรู้จากความสำเร็จของคนมา แล้วก็มาปรับใช้    นะครับ มัน copy ไม่ได้ ก็จะทำให้เรามีไอเดีย ถ้ามีไอเดียแล้วแบงค์ไม่ให้กู้ กองทุนต่างๆ ก็จะมีสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีไม่ใช่กองทุนในประเทศอย่างเดียว กองทุนนวัตกรรมที่เกิดอยู่ต่างประเทศก็ให้การสนับสนุนเราได้ ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะอธิบายให้เขา โน้มน้าวให้เขาเชื่อ    ในไอเดียของเรา ต้องมีความคิดให้ดี และอันที่ 2.ที่สำคัญคือ ต้องบริหารการเงินให้ดี อย่าใช้เงิน    ผิดประเภทนะครับ บางทีบางครั้งก็เห็นใจ เช่นว่า กู้เงินมาได้แทนที่เอามาทำงาน กลับเอามาใช้ส่วนตัว อันนี้อันตราย เพราะจะทำให้ต้นทุนเงินมันสูงกว่าความเป็นจริง เพราะว่าเราไม่ได้เอามาใช้กับธุรกิจ กู้มาใช้ส่วนตัว บางคนกู้เงินได้เนี่ยปลูกบ้านบ้าง หรือซื้อรถเบนซ์บ้าง มันต้องเข้าใจก่อนว่าต้องกู้เงินมาทำธุรกิจก็เอามาทำธุรกิจ อย่าเอามาใช้นอกธุรกิจ อันนี้สำคัญที่สุด ถ้าใช้เงินผิดประเภทปุ๊บเนี่ย พัง พวกนี้ผมผ่านมาหมดแล้ว บางคนนี้ก็เริ่มต้นพอมีตังค์ปุ๊บก็ไปดูได้เลย ดูที่มือเมียมีเพชรใส่แล้ว แสดงว่าไอ้นี่หมุนเงินได้แล้ว ก็ไม่มีปัญหาที่ต้องซื้อให้เมีย แต่ว่าต้องขอให้เป็นช่วงที่เรากำไรแล้วนะครับ ช่วงที่ต่อสู้อยู่ต้องใช้เงินอย่าให้ผิดประเภทนะครับ ส่วนคนที่ทำมาหากินทางแบงค์เนี่ย แล้วก็ต้องถูกเลย์ออฟระยะยาวเนี่ย เป็นคนได้เปรียบตรงที่มีความเข้าใจเรื่องการเงิน ก็น่าจะลองคิดว่าจะทำมาหากินอะไรนะครับ จะทำมาหากินอะไร ต้องเตรียมตัวเป็นผู้ประกอบการ อย่าง      ผมมานั่งดูที่ฮ่องกงนะครับ ร้านเล็กร้านน้อยเต็มไปหมดทุกมุม แสดงให้เห็นว่าคนฮ่องกงเนี่ยมาเป็นเถ้าแก่เสียเอง เยอะกว่าที่เป็นลูกจ้าง เพราะฉะนั้นลูกจ้างเนี่ยก็จะมาจากฟิลิปปินส์บ้าง จากตรงนู้นตรงนี้บ้าง จากเมืองจีนบ้าง แต่คนฮ่องกงเนี่ยมาทำธุรกิจหมด เล็กๆ น้อยๆ ร้านห้องแถว บางทีไม่มีห้องแถวก็เป็นแผงไปวางตรงนู้นตรงนี้ คือเขาชอบทำมาหากิน ชอบค้าขาย เพราะฉะนั้นประเทศไทยเราเนี่ยต้องสร้างผู้ประกอบการใหม่ให้มาก ถ้าสร้างผู้ประกอบการใหม่น้อยเนี่ย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โตกว่านี้มันก็ยากนะครับ มันก็จะโตเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ แต่คนข้างล่างก็ไม่มีแรง เพราะฉะนั้นต้องสร้างคนข้างล่างให้เป็นผู้ประกอบการให้มากขึ้นเรื่อยๆ เปิดช่องทางให้เขา โดยโดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งทุนสำคัญที่สุด เพราะว่าถ้าแหล่งทุน ถ้าเราไม่ช่วยตัวเองเนี่ย รัฐบาลไม่ช่วยตัวเองในการหาแหล่งทุนได้ให้นักธุรกิจ ไปอาศัยแบงค์คงยาก เพราะว่าแบงค์ระยะหลังเนี่ยก็จะปล่อยให้เฉพาะรายใหญ่ รายเล็ก รายกลางจะน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะว่าซื้อบอร์ดรัฐบาลง่ายกว่า   นะครับ ก็ต้องคิดให้ดีตรงนี้

คำถามต่อไปก็ถามว่า แนวทางในการใช้ชีวิตและพัฒนาตัวเองเป็นยังไงบ้าง ก็ถามผมมานะครับ       ผมก็บอกว่าผมเป็นคนพุทธ แต่จริงๆ แล้วหลักการทุกศาสนาเหมือนกันนะครับ สอนให้เป็นคนมีหลักมีเกณฑ์ เป็นคนดีนะครับ ก็ผมจะยึดหลักธรรมเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนสมัยก่อนที่ผมจะเป็นนายกเนี่ย คณะลูกศิษย์พระพุทธทาสก็มาขอให้ผมไปพูดเรื่องพระพุทธทาสที่ข้าพเจ้ารู้จัก ตอนนั้นผมก็ได้ยินแต่ชื่อท่าน แต่ไม่รู้จักหลักธรรมที่ท่านสอน คณะลูกศิษย์ก็เลยเอาหนังสือพระพุทธทาสมาเป็นสิบๆ เล่มเลย ผมไปอยู่เมืองนอกช่วงนั้นก็ไปอ่าน ก็ต้องยอมรับว่าตอนแรกๆ อ่านยากไม่เข้าใจ ตอนหลังได้ความรู้เยอะมาก ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีปรัชญา ถ้าเราเข้าใจปรัชญา เราปรับใช้ในชีวิตได้เลย เพราะฉะนั้นหลักธรรมที่เป็นปรัชญาจะเป็นหัวใจสำคัญในการไกด์ใช้ชีวิตเราควบคุมชีวิตเรา ให้เรามีหลักมีเกณฑ์นะครับ

แล้วก็ผมเนี่ยเจอลีกวนยู ลีกวนยูมาเยี่ยมผมตอนผมเป็นนายก ผมก็ถามท่านว่าทำไมท่านถึงมีความรู้มากมายขนาดนี้ ท่านอ่านหนังสือเยอะเหรอ ท่านก็บอกว่าหนังสือก็อ่านอยู่หรอก แต่หนังสือมันเยอะเหลือเกิน อ่านไม่ทันหรอก มั้นต้องอาศัยว่าได้พบปะพูดคุยกับผู้คน ผู้คนแต่ละคนที่มาพบผมเนี่ยนะ ก็มีประสบการณ์ในชีวิตเป็นสิบๆ ปีมา บางทีบางครั้งเนี่ยมีประเด็นอะไรต่างๆ เราถามเขา ดูวิธีการที่เค้าตอบ เขารีแอคขึ้นมาเนี่ย มันทำให้เราเข้าใจอะไรเยอะขึ้น แล้วเราเรียนรู้จากคนอื่นที่เขามีประสบการณ์ทั้งชีวิตมาเนี่ย เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะฉะนั้น    ผมก็ หลักในการใช้ชีวิตผมก็คือ มีหลักปรัชญาตามคำสั่งสอนของศาสนาพุทธ ซึ่งศาสนาอื่นก็เหมือนกันนะครับมีปรัชญาหมดนะครับ แต่บังเอิญผมเป็นคนศาสนาพุทธผมก็เลยบอกว่าหลักปรัชญาศาสนาพุทธเนี่ยสำคัญ  อันที่สองเนี่ยก็คือ ต้องอ่านหนังสือ อย่าให้ตัวเองไม่ทันการพัฒนาของโลก เศรษฐกิจเอย อะไรเอย เราจะเข้าใจ เมื่อก่อนนี้ตอนทำธุรกิจผมอ่านหนังสือการตลาด     ผมก็อ่านมาถึงจุดหนึ่ง ผมเห็นและวิธีการตลาดมันเริ่มเปลี่ยน จากการที่เราคิดเอาเองว่าสินค้าเราเนี่ยเราจะขายอย่างนี้ เราจะขายราคาเท่านี้ เปลี่ยนใหม่เป็นว่า เราต้องถามลูกค้าก่อน เค้าเรียกว่าจาก Inside-out เปลี่ยนมาเป็น Outside-in ผมอ่านปุ๊บผมรู้เลยว่าวิธีคิดมันเปลี่ยนแล้ว พอดีตอนนั้นผมตั้งพรรคไทยรักไทย ผมเลย Outside-in เลย ผมก็ไปถามชาวบ้าน เดือดร้อนเรื่องอะไร ต้องการความช่วยเหลืออย่างไร และวิธีคิดอย่างนี้ถูกไหม ชอบไหม อะไรไหม ก็เป็นที่มาของการกำหนดนโยบายในช่วงนั้น ก็คือให้เห็นว่าเราจะต้องตอบสนองกับลูกค้าของเรา การเมืองก็ต้องตอบสนองกับประชาชน นักธุรกิจก็ต้องตอบสนองกับคนที่เป็นลูกค้าเรา เป็นคู่ค้ากับเรา ทำยังไงถึงจะให้เขา  พึงพอใจที่จะมีความซื่อสัตย์ต่อสินค้าเรา แบรนด์ของเรา Brand loyalty  คือเราจะต้องคอยถามกันตลอดเวลา ไม่ใช่คิดเอาเองตอบเอาเอง อันนี้หลักการมันก็เห็นชัดว่า เออ โอเคเราเข้าใจแล้ว       คือสรุปแล้วต้องอ่านหนังสือ และต้องพูดคุยกับคน อย่าเก็บตัว พบปะผู้คนพูดคุยกัน เพื่อเราจะได้เรียนรู้ แม้กระทั่งว่าคนนั้นเขาจะด้อยกว่าเรา เราก็ยังต้องเรียนรู้เขา คือทุกคนมีดี มีมากมีน้อยแล้วแต่อยู่ที่เราจะไปดูว่าจะเจียรไนเอาส่วนไหนมาใช้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นหลักของผมในชีวิตก็คือ        1.ยึดปรัชญาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันที่ 2.ก็คืออ่านหนังสือพูดคุยกับคน  และอันที่ 3.ก็คือว่าเราจะต้องเข้าใจอดีต แต่ไม่อยู่กับอดีต อย่าหลงอดีต ถ้าคนหลงอดีตเนี่ยโตยากนะครับ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเข้าใจอดีตเพื่อเป็นบทเรียน แต่ว่าวันนี้เราอยู่กับวันนี้กับอยู่อนาคต เพราะฉะนั้นต้องคิดตลอดเวลาอนาคตเราต้องทำอะไร เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดถึงอนาคตตลอดเวลาเนี่ย 1.เราทันสมัย     2.เราไม่แก่ ถ้าคิดจะอดีตตลอดเนี่ย จะแก่จะโทรมเลย จะหลงอยู่กับอดีต เพราะฉะนั้นก็ต้องพยายามมองไปข้างหน้า แล้วอีกอันนึงที่ผมยึดก็คือ บังเอิญมันตรงกับผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ดที่วิจัยมา 75 ปี เป็นมหาวิทยาลัยที่ยาวนานที่สุด ก็คือว่าความสุขคืออะไร ความสุขที่แท้จริงก็คือการที่เราให้คนที่อยู่ใกล้ชิดเรา ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัวก็ดี เพื่อนฝูงที่ไปมาหาสู่กันตลอดก็ดีคนทำงานรอบตัวเราก็ดี อย่าให้เกิดการอิจฉาริษยากัน ไม่ใช่พูดให้ตีกัน อย่าให้อิจฉาริษยากัน       ให้เขามีน้ำใจต่อกัน เกื้อกูลต่อกัน เราให้ความรักกับเขาหมด สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามีความสุข เพราะจริงๆ แล้ว Happiness is at home นะ สิ่งที่ออกไปข้างนอกเป็นสิ่งสมมุติทั้งนั้น ความสุขคือกลับมาที่บ้านแล้วเราเห็นว่าทุกคนที่อยู่ร่วมกันนั้นมีความสุข ไม่มีความทุกข์ ช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้    ซึ่งกันและกัน มันก็จะทำให้เราอยู่กันอย่างมีความสุข มีความสุขก็คือ สุขภาพกายดีสุขภาพจิตก็จะดีสุขภาพจิตดี ร่างกายก็ไม่ทรุดโทรมนะครับ แล้วก็แน่นอนครับก็ต้องมีการออกกำลังเพื่อให้ร่างกายดีการออกกำลัง การกินอาหารที่เหมาะสม จะทำให้ร่างกายเราแข็งแรงมีอายุยืนนานได้ เพราะฉะนั้นก็ยึดปรัชญาของพระพุทธเจ้าไว้ อย่าโลภอย่าโกรธอย่าหลงเวลาจะตัดสินใจอะไร แล้วก็สิ่งสุดท้ายคือผมต้องการมากที่สุดคือเวลามีคำถามอะไรต้องการคำตอบทางวิทยาศาสตร์ หรือ  scientific answer ก็คือต้องมีการค้นคว้าหาข้อมูล มีการวิเคราะห์วิจัย ไม่ใช่ฟังเขามาเรื่อยเปื่อย หรือไม่ใช่เชื่อแบบนิยายปรัมปรา คือพระพุทธเจ้าก็สอนไว้ว่าหลักธรรม ท่านไม่ค่อยเล่นเรื่องของเครื่องราง       ของขลัง ท่านไม่ได้เล่น ท่านว่าแต่เรื่องของหลักธรรมเป็นปรัชญาอย่างเดียว ปรัชญาของท่านเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นก็หลักการการดำเนินชีวิตที่ดีก็คือ ยึดปรัชญาคำสั่งสอนของพระศาสดา     ที่คุณนับถือนะครับ แต่ไม่ใช่เป็นความงมงายลุ่มหลงสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้นะครับ แล้วก็ยึดหลักความสุขที่ถูกต้องก็คือให้คนรอบตัวเรามีความสุขกับเรานะครับ แล้วก็หมั่นเรียนรู้ เป็นโลกของ Lifelong Learning เพราะฉะนั้นก็หยุดเรียนรู้ไม่ได้ ถึงแม้จะจบปริญญาเอกมาก็ยังต้องอ่านหนังสือนะครับหยุดเรียนรู้ไม่ได้ เป็นโลกของ Lifelong Learning ไม่งั้นก็ต้องขยันอ่าน ขยันพบกับผู้คน เพื่อที่แลกเปลี่ยนความรู้กัน ขยันไปดูนิทรรศการต่างๆ เพื่ออัพเดทตัวเอง แล้วเมื่อมีข้อสงสัยต้องหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่จินตนาการนะครับ อันนี้ก็จะทำให้เราชีวิตเรามีความสุขได้นะครับ

วันนี้ก็พูดซะยาว วันนี้ก็ขอลาไปก่อน แค่นี้ครับ ขอให้มีความสุขความสำเร็จในชีวิตทุกๆ คนครับสวัสดีครับ

010 ถามตอบอนาคตประเทศไทย ตอนที่ 1

010 ถามตอบอนาคตประเทศไทย ตอนที่ 1

ตอบคำถามจากทางบ้านว่า ทำอย่างไรให้พัฒนาเศรษฐกิจดีขึ้นใน 1 ปี ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ทุกภาคส่วน จัดการกระจายทรัพยากรใหม่ให้ทั่วถึง และบริหารจัดการเปิดเสรีภาพแบบยุคโลกาภิวัตน์

คลิกฟัง ถามตอบอนาคตประเทศไทย ตอนที่ 1

คลิกฟัง ถามตอบอนาคตประเทศไทยตอนที่ 2 ( อ่านถอดความฉบับย่อตอนที่ 2 ที่นี่)

 

สวัสดีครับพี่น้องคนไทยที่เคารพครับ วันนี้ผมคงมาตอบคำถาม เพราะว่าบรรดาผู้ที่ติดตามรายการนี้ตั้งคำถามมาเยอะแยะ ก็จะแบ่งกลุ่มคำถามที่จะตอบในวันนี้ตามคำถามที่ถามมาก็ 4-5 ข้อนะครับ

อันแรกเนี่ย วันนี้ก็อาจจะยาวนิดหน่อยครับ คำถามแรกก็จะถามว่า แนวการในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าควรจะเป็นยังไงบ้าง แล้วก็มีคำถามย่อยอยู่ประมาณ 7 คำถาม ผมคงจะตอบหลักการก่อนเพราะว่ามันจะยาว เขาบอกว่าจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นใน 1 ปีได้ยังไง ก่อนอื่นเอาหลักการก่อน   นะครับ

หลักการข้อที่ 1 ก็คือว่า ทรัพยากรในประเทศเราเนี่ยมันมีอะไรบ้าง บางอย่างลงทุนเยอะไป บางอย่างลงทุนน้อยไป ผมใช้คำว่า Re-Matching Resources คือเอาทรัพยากรทั้งหลายที่มีอยู่มา match กันใหม่ มาเฉลี่ยให้มันเหมาะสมว่าอันไหนที่เราลงทุนเยอะไป ไม่จำเป็น ก็เอาอันที่ลงทุนน้อยมาเติมลงอันที่มันลงทุนน้อยไป อันนี้คือสิ่งที่ผมใช้ในช่วงที่มีวิกฤตเศรษฐกิจ ตอนที่ผมมาเป็นนายกตอนปี 2544  เพราะตอนนั้นเราเห็นชัดเจนว่า บางอย่างเรามีอยู่แล้วทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นคน เป็นเงิน เป็นวัสดุ แต่ว่าไปอยู่ในบางที่ๆ เราอาจจะไม่ต้องการ แต่บางที่ๆ ต้องการไม่มี เราก็มาเฉลี่ย ตรงนี้ใช้ศิลปะในการบริหารการจัดการอย่างเดียว ไม่ต้องไปลงทุนเพิ่ม อันนี้คือสิ่งเบื้องต้นเพราะว่าเราไม่มีตังค์หนิครับ วันนั้นมาถึงตังค์ยังไม่มี ก็ต้องแก้ด้วยปัญหาตรงนี้ก่อนนะครับ ก็คือ Re-Matching Resources จริงๆ แล้วก็คือว่าเอาทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหลายมาเฉลี่ยใช้กันให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วก็เราก็จะต้องดูว่าค่าใช้จ่ายอะไรที่มันสูงไปในภาคครัวเรือน หรือในภาคของรัฐบาล เราจะแก้กันยังไงโดยการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จําเป็นออก

อันที่สองก็คือต้องมาดูว่า แล้วรายได้ที่เรามีอยู่ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นระดับครอบครัวหรือระดับประเทศมันไม่เพียงพอไหม หรือว่าจะทำให้ดีกว่านี้ได้ไหม ให้ได้มากกว่านี้ไหม ถ้าได้มากกว่านี้ก็ปรับปรุงทำให้มันได้มากขึ้น แล้วก็ดูว่าเรายังมีปัญญาที่จะหาลู่ทางการทำมาหากินในระดับครอบครัวอะไร อีกบ้าง ในระดับธุรกิจอะไรอีกบ้าง ในระดับประเทศจะทำอะไรอีกบ้าง ก็เป็นลักษณะของการที่ใช้หลักการครับ หลักการก็คือว่าพยายามจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยยังไม่ต้องลงทุนเพิ่ม อันที่ 2 ก็มาดูว่าค่าใช้จ่ายอะไรที่สูงเกินไปตัดได้ตัด ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นก็ต้องยอม ที่ไม่จำเป็นก็ต้องตัด ส่วนรายได้ที่มีอยู่ไม่พอ หรือยังประสิทธิภาพไม่ถึงก็ต้องมาปรับปรุงประสิทธิภาพแล้วก็ยังมีลู่ทางทำมาหากินอย่างอื่นก็ค่อยคิดกัน เพื่อที่จะทำให้รายได้มันกลับคืนมา อันนี้เป็นหลักการ Business turnaround นะครับ คือเป็นการที่เวลาเราทำธุรกิจอะไรที่มันไปไม่ได้              จะต้องการให้มันดีขึ้น ก็ต้องเริ่มตัดค่าใช้จ่าย ปรับปรุงคุณภาพของรายได้ให้ดีขึ้นมากขึ้น แล้วหาช่องทางที่จะให้รายได้ใหม่เกิดขึ้นนะครับ 

หลักการอันที่ 3 เนี่ยเราต้องมาดูว่าโลกยุคนี้เขาเรียกว่าเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ โลกาภิวัตน์จริงๆ แล้วแปลคำจำกัดความในการทำมาหากินเนี่ยก็คือว่า เสรีภาพในการเคลื่อนย้ายแรงงานคือคน เสรีภาพในการเคลื่อนย้ายทุนคือเงิน เสรีภาพในการเคลื่อนย้ายสินค้าก็คือการส่งออกนำเข้า และเสรีภาพ  ในการเคลื่อนย้ายความรู้ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี เพราะฉะนั้น 4 ข้อนี้ เป็น 4 ข้อที่เราจะต้องสำนึกตลอดเวลาว่า มันเหมือนเปิดประตูน้ำครับ วันนี้เราต้องการน้ำ น้ำมันแห้ง ปิดประตูทำไม ก็ต้องเปิด แต่ถ้าน้ำมันเข้ามาเต็มแล้วเนี่ย จะล้นจะท่วมแล้ว ก็ต้องปิด มันเหมือนกับหลักการควบคุมประตูน้ำให้ปิดเปิดอย่างถูกต้องเหมาะสมตามปริมาณน้ำที่เราต้องการ ไม่มากไปไม่น้อยไป น้ำที่นี้เปรียบเสมือนคน ยกตัวอย่าง สมมุติว่าเราต้องมีแรงงานที่พิเศษ แต่ว่าเรามีไม่พอ แต่จำเป็นที่ต้องทำปัจจุบันนี้ ก็ต้องนำเข้าแรงงานก็ต้องทำ เหมือนที่ทางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือดูไบหรือยูเออีหรืออาบูดาบีก็แล้วแต่ ประชากรเขาน้อย เขาอยากได้คนต่างชาติมาสร้างแรงงานให้เขา ในสิ่งที่เขาขาด เขาก็อนุญาตให้มีวีซ่าเป็นที่พำนักถาวร เพื่อที่จะให้คนเหล่านี้มาทำมาหากินได้ มาช่วยสร้างเศรษฐกิจให้เขาได้ อันไหนที่เขามีมากเขาก็ไม่รับ อันไหนที่มีน้อยเขาก็เปิด อันนี้ก็คือเรื่องคน 

ยกตัวอย่างอีกอันนึงที่ผมเพิ่งไปเจอ นายนาดีม เด็กอายุ 34 วันนี้ เขาเริ่มทำโครงการโกเจ็ก โกเจ็กก็คือรถมอเตอร์ไซค์ส่งของ ส่งสินค้าอะไรหลายๆ อย่าง เขาเริ่มทำตั้งแต่อายุ 29 ตอนนี้ 34 บริษัทเขามีมูลค่า 10 Billion สหรัฐ ก็คือประมาณ 3 แสนล้านบาท ใช้เวลา 5 ปี ก็เก่งมาก แล้วเขาบอกว่า Engineer ที่อินโดนีเซียมีไม่พอ เขาเลยจ้าง Engineer ที่อินเดีย แต่ว่าไม่ต้องมาอยู่ที่อินโดนีเซียเลยครับ สั่งงานทางออนไลน์ แล้วทำงาน ส่งงานทางออนไลน์หมด เขาจ้างอยู่หลายคนเป็นพันนะครับ อันนี้คือสิ่งที่ให้รู้ว่าวิธีการที่เราขาด เราต้องการ เราก็ต้องเปิด วิธีที่เราล้น เราก็ต้องปิด อันนี้คือสิ่งที่เราจะต้องดูประตูน้ำนี้ให้ดี เงินก็เช่นกัน ถ้าเงินไหลออกมาก เราจะมีวิธีการยังไง เงินไหลเข้าน้อยเราจะทำยังไง เพื่อให้มันพอดีกัน อย่างวันก่อนผมฟังคุณมิ่งขวัญ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่พูดว่า วันนี้เงินมันหายไปไหน ก็ไปยกตัวอย่างว่า คนสั่งซื้อของทางออนไลน์เยอะมาก เงินไหลออกไปนอกประเทศหมด เข้ามาที่ลงบัญชีดูเหมือนมาก แต่ว่าที่ไม่ลงบัญชีเนี่ยมีเยอะ อันนี้ก็น่าคิดนะครับ ก็เป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับว่าโลกยุคใหม่เนี่ยการซื้อของขายของมันซื้อออนไลน์เยอะ ออนไลน์ก็มีทั้งออนไลน์ในประเทศและออนไลน์ต่างประเทศ แต่ว่าสิ่งที่เราทำถามว่าเราปิดได้ไหม ถ้าปิดไม่ได้ ก็ต้องทำไง ก็ต้องทำเป็นว่าเราขายด้วยสิ ไม่ใช่ว่าเราชื้อเขาอย่างเดียวเราต้องขายด้วย นั่นคือเอาสินค้าไทยทั้งหลายเนี่ยขายออนไลน์ให้เยอะที่สุดมากที่สุด ระบบการขนส่งสินค้าที่เป็นของเน่าเสียก็ดี เป็นพวกอาหารก็ดี หรือเป็นพวกของใช้ทั่วไปที่จะต้องวางระบบการขนส่งที่ดี ก็ต้องมาจัดการกัน เพื่อให้เราสามารถส่งของเหล่านี้ได้ แล้วก็ขายออนไลน์ได้นะครับผลไม้จะออนไลน์ได้ไหม อะไรอย่างนี้ครับ อันนี้คือสิ่งที่เราจะต้องมาสร้างความสมดุล ถ้าไม่สมดุลเราก็ขาดดุลอย่างเดียวนะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นหลักการ

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความรู้และเทคโนโลยี ความรู้เทคโนโลยีเดี๋ยวนี้มันอยู่ตรงมือถือเราหรือแล็บท็อปเรา เราสามารถเข้าห้องสมุดโลก มีความรู้เหมือนที่คนทั่วโลกเขามี ถ้าเราปรับปรุงภาษาอังกฤษเราหน่อย เราจำเป็นที่ต้องคิดว่า อย่าง กสทช.ต้องมานั่งดูว่า ถ้าราคา data มันแพง ถ้าแพงก็คือกีดกันคนจนให้เข้าหาแหล่งข้อมูล คนจนก็ไม่ฉลาดขึ้นสักทีสิ ต้องให้คนจนเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้เหมือนคนรวย นั่นก็คือราคาค่า data ที่คิดต้องไม่แพง และทำยังไงถึงจะให้ระบบสื่อสารข้อมูล Data Communication ไปถึงระดับหมู่บ้านให้ได้ เพื่อให้คนทุกคนได้มีโอกาส  นี่คือหลักการนะครับ หลักการก่อน แต่วิธีการเดี๋ยวมาคุยกันอีกทีนะครับ

เรื่องการเงินอีกอันนึง ระบบนี้ โลกเราอยู่ระบบทุนนิยม เราชอบไม่ชอบเราต้องอยู่กับมันให้ได้ เพราะมันเป็นทุนนิยมทั้งโลก ทุนนิยมแปลตรงๆ ง่ายๆ คือ ไม่มีทุน ไม่นิยม ก็คือสรุปแล้วว่าคนชนบทไม่มีสภาพคล่อง เพราะอะไร คนชนบทมีเงินอยู่น้อยนิดไปฝากออมทรัพย์ไว้ รวมกันก็เยอะเหมือนกัน     ก็ถูกนำมาปล่อยกู้ในเมือง มาปล่อยกู้ในกรุงเทพ เพราะฉะนั้นเงินมันถูกดูดออกมา เมื่อเงินไม่มี     งานก็ไม่มี เมื่องานไม่มี มนุษย์ที่มีปัญญามีทักษะก็ไม่อยู่ เขาก็ต้องไปดิ้นรนหาที่มีงาน ก็เลยเข้ามากระจุกอยู่ในกรุงเทพ ทำให้กรุงเทพรถติด มีแหล่งสลัมเยอะ เพราะเขาต้องดิ้นรนเอาตัวรอดกัน     ส่วนชนบทก็มีแต่คนแก่กับเด็กอยู่ เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องเอาเงินไปหาชาวบ้าน ไม่ใช่เอาชาวบ้านมาหาเงินในเมือง ต้องเอาเงินกลับไปที่ชาวบ้าน นั่นก็คือว่าทำอย่างไรถึงจะให้เงินกลับไปสู่ชนบท เหมือนที่ผมทำตอนนั้นเรื่องกองทุนหมู่บ้าน แต่วันนี้เนี่ยโลกมันเปลี่ยนไป มันต้องทำมากขึ้นอีกนะครับ ต้องมีวิธีมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Fintech หรือเป็นเรื่องของเทคโนโลยีทางด้านการเงิน ซึ่งตอนนี้มันก้าวไปเยอะนะครับ ระบบการกู้ที่เป็น Peer-to-peer  และวันนี้ CryptoMoney เนี่ย ในโลกข้างหน้ามันเกิดแน่ แต่ว่าต้องมีทรัพย์สิน Backed ไม่ใช่เป็นตัวลอยๆ เหมือน bitcoin นี่ลอยไปหน่อย สมมุติว่ายกตัวอย่าง วันนี้จีนเนี่ยคิดแล้วครับ จีนจะทำ CryptoMoney ของตัวเอง แต่ว่าเป็น CryptoMoney โดยใช้เงินหยวนของเขานี่แหละ back ไม่ใช่เป็น CryptoMoney ลอยๆ คือเงินดิจิตอลนี่แหละ ไม่ลอยๆ อย่างนั้น  เพราะฉะนั้นโลกข้างหน้าเนี่ยมันก้าวเข้าไปสู่ที่เรียกว่า cashless คือใช้เงินสดน้อยลงไปเรื่อยๆ คนจีนวันนี้เนี่ยไปซื้อกับข้าว 10 บาท 20 บาท จ่ายทางออนไลน์หมด ยกเว้นบางที่ๆ เครื่องไม้เครื่องมือยังไม่พอ เช่นเรื่องทางด่วนบางแห่งยังต้องใช้เงินอยู่ เงินสดในจีนใช้น้อยลงเรื่อยๆ แล้วจีนก็เลยจะทำ CryptoMoney  รัสเซียคิดจะทำ CryptoMoney โดยอิงทอง  นะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยโลกกำลังจะเปลี่ยนอย่างรวดเร็วในระยะต่อไปนี้ เพราะว่า blockchain มาแรง หรือที่เราเรียกว่าเป็น internet of value แล้วก็ความปลอดภัยมันสูงมากขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะทำให้คนใช้  blockchain สร้าง CryptoMoney ก็ดี การปล่อยกู้แบบ Peer-to-peer ก็ดีเพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราเนี่ยรู้เท่าทันโลก คือเรื่องโลกาภิวัตน์ ปรับกระบวนท่าในการที่จะควบคุมประตูน้ำด้านคน เงิน สินค้า เทคโนโลยี และความรู้นี่ ถ้าเรา 4 อย่างนี้ เราเป็นมวย เราทันโลก เราก็จะไม่โดนกิน หรือเราจะไปกินคนอื่นเขามั้ง ไม่ใช่โดนเขากินข้างเดียว แล้วก็ในประเทศก็ต้องจัดให้ดีว่าให้ทุนมันเข้าไปแทรกซึมลงไปในทุกระดับชั้นของการทำมาหากิน เพราะว่าถ้าคนไม่มีทุนทำมาหากิน มันก็ทำมาหากินไม่ได้ แล้วต้องไปกู้หนี้นอกระบบ ก็ลำบาก ก็ชักหน้าไม่ถึงหลังนะครับ วันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าในเมื่อการบริหารผิดพลาดมานานเนี่ย คนต้องดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่ ก็กู้หนี้ยืมสิน หลายครอบครัวหลายธุรกิจอยู่ในสภาพที่ว่ากู้เงินข้างหน้ามาใช้หนี้ในอดีต แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำมาหากินอะไรต่อ แล้วก็หมุนเงินไปเรื่อยๆ ซึ่งผมผ่านชีวิตเหล่านี้มาหมดแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐจะ ต้องทำการปรับโครงสร้างหนี้อย่างแรงเลย ปรับโครงสร้างหนี้ทั้งครัวเรือน ปรับโครงสร้างหนี้        ทั้งธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลาง ขนาดใหญ่ไม่ต้องพูดถึงเขาช่วยตัวเองได้ เขามีเครดิต แต่ขนาดเล็กขนาดกลาง และก็ชาวบ้านขายของตามตลาดตามถนน แล้วก็ครัวเรือนทั้งหลาย หรือเกษตรกรด้วย ถ้าเราไม่ปรับโครงสร้างหนี้ให้เขาสามารถที่จะมีภาระหนี้ที่ต้องผ่อนชำระต่ำกว่ารายได้ที่เขาพึงได้รับเนี่ย ก็จะทำให้เขาต้องสร้างหนี้ใหม่ขึ้นมาอีก มันก็จะเป็นดินพอกหางหมูไม่รู้จักจบ เหมือนหนี้ของครูทั้งหลายนะครับ เพราะว่าเปิดช่องให้กู้ กู้หมด กู้เพื่อใช้หนี้เก่า เพราะฉะนั้นมันไม่มีทางที่จะรอด และรัฐต้องทำ วันนี้เราต้องยอมรับว่าบ้านเมืองเราคนเป็นหนี้มากกว่าความสามารถในการชำระคือรายได้ตัวเองมีจำนวนมาก เพราะฉะนั้นถ้าไม่ปรับโครงสร้างหนี้ตรงนี้ มันไม่รู้จะเดินต่อไปยังไง มันเหมือนว่าเขาป่วย ป่วยแล้วไม่รักษา แล้วจะบอกให้ไปวิ่งมาราธอน มันเป็นไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นถ้าจะวิ่งมาราธอนด้วยกันก็ต้องรักษาคนป่วยก่อน คนป่วยแข็งแรงดีแล้วค่อยมาวิ่งมาราธอนกัน นั่นคือสิ่งที่ต้องรีบทำปัจจุบัน ก็คือปรับโครงสร้างหนี้นะครับ แล้วก็พยายามจับทรัพยากรที่มีอยู่เข้ามาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และกู้หนี้ใหม่ให้น้อยที่สุด ถ้าเรามาถึงแล้วกู้หนี้ก่อนเนี่ยมันง่ายดีครับ แต่ระยะยาวมันเป็นปัญหา ตอนผมเป็นนายกตอนช่วงนั้นปี 44 ที่เรายังเป็นหนี้ IMF อยู่ คำแรกที่ถูกสื่อมวลชนถามเขาถามว่า แล้วอะไรคือนโยบายหลักสำคัญ ผมบอกว่าช่วยเหลือตัวเองก่อน ก่อนที่พระเจ้าจะช่วยเรา ก็คือสุขแล้วผมไม่กู้หนี้เพิ่ม เขาก็ตกใจ ว่าเป็นหนี้ขนาดนี้แล้วไม่กู้หนี้ได้ไง ผมบอกว่าผมไม่กู้หนี้เพิ่ม เพราะผมมั่นใจว่าสภาพคล่องในประเทศมีเพียงพอ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เครดิตประเทศกลับคืนมาเลยว่า เห้ย เขามีวิธีนี่หว่า อย่างนี้เนี่ยตอนหลังมา พอเราชำระหนี้ IMF เสร็จ ผมถูกตื้อให้กู้น่าดูเลย เพราะคนที่เงินเหลือเนี่ย มันก็จะให้เรากู้อย่างเดียว เพราะฉะนั้นเราอย่าไปเห็นว่าเขาให้เงินกู้มา แล้วยังไม่รู้เอามาทำอะไรเนี่ย คือดอกเบี้ยมันเดินแล้วนะ เพราะฉะนั้นต้องคิดว่าก่อนจะกู้เงินต้องคิดว่ากู้แล้วเราจะเอามาสร้างรายได้อย่างไรที่ให้มัน  มีรายได้มากกว่าต้นทุนเงินที่เราเอามา สมมุติดอกเบี้ย 5 ถ้ารายได้เราต่ำกว่า 5 เราจะไปกู้มาทำไม กู้มาก็เจ็บตัว ขาดทุนตลอด อันนี้คือการที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กลับขึ้นมาดีภายใน 1 ปี เนี่ยคือ   1.ต้องปรับโครงสร้างหนี้ให้ประชาชนและภาคธุรกิจขนาดเล็ก 2.ต้องจัดการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เหมาะสม โดยที่ยังไม่ต้องไปกู้เพิ่ม แล้วก็ 3.บริหารด้านของโลกาภิวัตน์ให้ดี เพื่อจะไม่ให้เราต้องขาดดุลตลอดเวลา โดยที่ขาดดุลนอกบัญชี ขาดดุลในบัญชีมันไม่ขาดดุลเพราะว่าเราส่งออกเยอะ แต่ขาดดุลนอกบัญชีมันจะเกิดขึ้น โดยที่เงินมันไหลออกเราไม่รู้ตัวนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องรีบแก้ไข แล้วก็พยายามสร้างรายได้ใหม่ๆ สำคัญที่สุดคนบอกว่าแล้วโลกยุคใหม่จะทำมาหากินยังไงดีหล่ะ อย่าลืมนะครับเรามีของดีอยู่ไม่กี่อย่าง อย่างที่ 1 ก็คือ เราเป็นประเทศที่อยู่ในโซนร้อนเพราะนั้นเรามีดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมในการทำการเกษตร แต่เกษตรอย่างเดียวอย่างเดิม           ไปไม่รอด เกษตรวิถีชีวิตไม่ได้ ต้องเป็นเกษตรเพื่อทำเป็นธุรกิจ นั่นคือต้องเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ต้องเอาการตลาดเข้ามาใช้ ต้องเอาระบบการขายออนไลน์เข้ามาใช้ เพราะฉะนั้นต้องหากินกับดินส่วนหนึ่ง หากินกับดิน หากินกับการเกษตรเนี่ยส่วนหนึ่ง ส่วนที่ 2 ก็หากินกับสิ่งที่มันอยู่ในสายเลือดหรือใน DNA ของคนไทย นั่นก็คือความมีสุนทรียะ การมีทักษะ ไม่ว่าจะเป็นทำกับข้าว คนอีสานยังทำกับข้าวอาหารญี่ปุ่นได้ ฝรั่งได้หมด เรามีงานฝีมือที่สวยงามนะครับ แต่ว่าก็ต้องเอาเทคโนโลยีเข้ามาบวกด้วยนะครับ หากินด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยมีเทคโนโลยีเข้ามาใส่ แล้วอันนึงก็คือหากินบนเทคโนโลยีจริงๆ เหมือนที่เด็กหนุ่มชื่อ นาดีม ที่ทำอยู่ที่อินโดนีเซียนะครับ วันนี้คนไทยเราเด็กหนุ่มของเรามีศักยภาพอีกเยอะ แต่เพียงไม่มีทุน สมัยก่อนเนี่ยของผมใช้แลกเช็ค แต่สมัยนี้ยังมีพวกกองทุนต่างๆ มากมาย แต่ว่าสำคัญคือไอเดียต้องมี เดี๋ยวนี้มีไอเดียแล้วเงินมันหาง่าย แต่ถ้าไม่มีไอเดีย วิ่งไปขอกู้เงินก่อน เพราะว่าเงินขาดมือเนี่ยกู้ยาก เพราะคนไม่เชื่อถือ เพราะฉะนั้นต้องกู้ด้วยไอเดีย ต้องมีไอเดีย ของผมระยะหลังตอนหลังมาที่ผมพ้นจากแลกเช็คเนี่ย ผมก็เอาไอเดียไปขายแล้วก็กู้ บางที่สมัยก่อนเลียนแบบก็มีนะครับ เราเอาไอเดียไปขาย เค้ามีตังค์หนิ เค้าเลียนแบบเราเลยก็มี ต้องระวังหน่อย ต้องเอาไอเดียที่ดีไปเสนอ แต่ว่าหลักการ วิธีการเนี่ยเราเก็บไว้ เพราะเราต้องเป็นคนทำนะครับ

3 อย่างวันนี้ที่ผมมองเห็นเร็วๆ เนี่ย คือ 1.ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ในการทำมาหากินทางเทคโนโลยีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Blockchain ก็ดี การค้าขายออนไลน์ก็ดี การทำ Sharing Economy เหมือนที่โกเจ็กทำก็ดี แล้วก็เรื่องของการที่จะทำเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แล้วอันที่ 3  ก็ทำเกี่ยวกับเรื่องดิน เอาการเกษตรทั้งหลายนะครับ ถ้าจะทำ Organic ก็ต้องพลิกหน้าดินก่อน     มีกองทุนพลิกหน้าดิน อันนี้ต้องทำนะครับ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าทำพร้อมๆ กันใน 1 ปี ทำได้ครับ

009 ตอนที่ 2 “แปรรูปเกษตรด้วยเทคโนโลยีและการตลาด”

009 ตอนที่ 2 “แปรรูปเกษตรด้วยเทคโนโลยีและการตลาด”

การแปรรูปสินค้าการเกษตรจะสามารถแก้ปัญหาราคาตกต่ำได้อย่างไร ผมก็จะขอยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆคือการที่บริษัทอย่าง Amazon เข้าซื้อซุปเปอร์มาร์เกตใหญ่ชื่อ Whole foods ว่าทำไม Amazon ถึงตัดสินใจซื้อ

ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอาหาร Organic ได้อย่างดี แต่ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตเสียก่อน ตั้งแต่การปรับหน้าดิน การปลูก เลือกเมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงการบรรจุหีบห่อและการขนส่ง สิ่งที่สำคัญคือ ต้องรู้จักนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ใช้ให้เป็นประโยชน์ การเกษตรก็จะสามารถเป็นอาชีพไม่ลำบากยากจน เลี้ยงครอบครัวได้ครับ

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยที่เคารพรักครับ วันนี้เนี่ยการเกษตรเนี่ย มันเป็นสิ่งที่คนกำลังมุ่งไปสู่ความเป็น Organic ความเป็น Organic ก็คือที่มันไร้สารพิษทั้งหลาย เพราะว่าคนเริ่มอายุมากขึ้น หรือเริ่มรวยขึ้นก็มีความรู้สึกว่ากลัวตาย ก็เลยต้องเลือกอาหารกิน เพราะเขาเชื่อมั่นว่า you are what you eat เรากินอะไรเข้าไปมันก็จะได้ผลอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็เลยต้องเลือกกินอาหารที่มันเป็น Organic ก็ดูอย่าง Amazon ไปซื้อ Supermarket ใหญ่ที่เรียกว่า Whole Foods ซึ่งขายอาหารที่เป็นออแกนิคทั้งหมด Amazon ก็อยากจะไปเรียนรู้เรื่องของ Organic Food เรื่องการ Sourcing ของ การหาซื้อของที่ Organic เข้าร้าน แล้วเขาก็ไปปรับปรุงวิธีการขาย วิธีการตลาด แล้วก็เป็นสิ่งที่ Amazon ทำไปแล้ว Whole Foods ตอนนี้ก็ดัง ที่ในประเทศไทยเรายังไม่มี เพราะฉะนั้นคนก็อยากจะกินอาหารพวก Organic ซึ่งประเทศไทยเราก็ทำได้ แต่วันนี้อย่างที่บอกว่าดินมันเสียงเป็น 80% แล้ว 108 ร้านไร่ ก็ต้องมีการพลิกหน้าดิน พลิกพื้นดินใหม่ ก็คือพลิกเอาดินที่มันเสียแล้วพลิกลงไป แล้วก็ให้ธรรมชาติมันล้างดินที่มันเป็นเคมีออกไป อย่างที่ผมเคยพูดเรื่องของการเอาซังข้าวเนี่ย ตอข้าวที่เหลือที่มันเกี่ยวแล้วเนี่ย แทนที่เราจะเผาจนจุลินทรีย์ในดินเสีย เราก็เป็นการขังน้ำ ขังน้ำแล้วพลิกหน้าดินไปด้วย ก็จะทำให้ดินมันคืนสภาพที่บริสุทธิ์เร็วขึ้น อันนี้ก็จะทำให้การขายผลผลิตการเกษตรที่บนดินที่มันเป็น Organic เป็นดินที่มันบริสุทธิ์แล้ว แล้วเราก็ไม่ได้ใช้เคมีอะไร ก็จะทำให้ขายของที่เป็นราคาออแกนิกที่ราคาแพงขึ้นได้นะครับ ก็คิดว่าคงเป็นแนวทางอันนึงที่อยากจะแนะนำนะครับ เพราะว่าอาหารปลอดภัยเนี่ยมันเป็นอะไรที่กำลังมาแรงนะครับ ถ้าประเทศไทยเราสามารถทำได้ที่เรียกว่า traceability สามารถพิสูจน์ให้เค้าเห็นว่า From Farm to Table ตั้งแต่ฟาร์มจนผลิตเป็นอาหารได้เนี่ยมันปลอดภัยทุกขั้นตอน เราจะขายในราคา Premium หรือได้ราคาเพิ่มขึ้นได้นะครับ

วันนี้คนกำลังมองว่าพืชผลไม้ทั้งหลายมันเป็นประโยชน์อะไรบ้าง ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เมื่อก่อนนี้เราจำได้ไหมครับ ยูคาลิปตัสที่ทางเกษตรรุ่งเรืองเอาไปทำปลูกป่า ยูคาลิปตัสเต็มไปหมด เพื่อจะเอามาทำกระดาษ นอกจากทำกระดาษแล้ว วันนี้ผมพึ่งเรียนรู้ว่าเขาเอาใยของยูคาลิปตัสไปทำรองเท้า ตอนนี้โอบามาซื้อใส่คู่ละ 95 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ก็คงประมาณ 3 พันบาท ก็ทำจากใยยูคาลิปตัส เห็นไหมครับว่าใยไม้ทั้งหลายมีประโยชน์หลายอย่าง แม้กระทั่งใยกัญชงก็เอามาทำเสื้อผ้าได้ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้อะไรที่มันเป็นด้านการเกษตร เป็นสิ่งที่มันมีชีวิต เป็นพืชอะไรพวกนี้ ก็จะทำให้คนเอาไปใช้ประโยชน์ได้ทุกอย่าง วิชาวัสดุศาสตร์ก็ก้าวหน้าไปมากนะครับ ก็เลยมีการเอาวัสดุต่างๆ วัสดุจากต้นไม้ ใยไม้อะไรทั้งหลาย เอามาทำประโยชน์ได้เยอะแยะเพราะฉะนั้นการเกษตรเนี่ยมันน่าจะเป็นช่องทางทำมากินอีกอย่างหนึ่งของคนไทย แต่อย่าไปทำเกษตรแบบโบราณ ต้องใช้ที่ดินเยอะๆ น้ำเยอะๆ มันทำไม่ได้แล้วเพราะว่ามันจำกัด

ผมจะมายกตัวอย่างให้อันนึงว่า การแปรรูปการเกษตรของเราเนี่ยยังน้อยไป ผมเคยพูดตลอดเวลาว่า เราเนี่ยขุดน้ำมันไม่ได้ เราก็ปลูกมันซะเลย นั่นก็คือการเอาพืชมาทำพลังงานได้หลายอย่าง เช่นว่าเรื่องของข้าวที่เหลือเนี่ย มันสามารถดึงออกจากส่วนที่เหลือจากตลาด เอามาทำเป็นเอททานอลเพื่อใส่ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้ ซึ่งมันก็จะทำให้เครื่องยนต์สะอาดดีด้วยนะครับ และก็สามารถที่จะทำให้ข้าวส่วนที่ปลูกเกินเนี่ยมันไม่ต้องไปไหน มันเอามาทำเป็นเอทานอลซะ และที่เหลือข้าวเพื่อการบริโภคก็ใช้บริโภคไปนะครับ การตลาดและการแปรรูปของเรายังอ่อนแอ ถ้าเราทำการแปรรูปให้ดีมากขึ้นกว่านี้ เป็นระบบกว่านี้ ไม่ขัดแย้งกันระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเนี่ย ผมคิดว่าเราสามารถที่จะทำให้เกษตรกรเนี่ย แทนที่จะเป็นเกษตรกรเพื่อวิถีชีวิต เป็นเกษตรกรที่ทำเป็นธุรกิจได้ รวยได้ มีฐานะได้นะครับ ก็อยากให้เกษตรกรเราเหมือนเกษตรกรต่างประเทศครับ เพราะว่าเกษตรกรต่างประเทศเนี่ยเขาปลูกแล้วเขามีตังค์ใช้ เขาไม่ต้องลำบากยากจน และก็ต้องมาขอเพิ่งรัฐบาลตลอดเวลา แต่รัฐบาลก็ต้องหาช่องทางในการช่วยเหลือ

ยกตัวอย่างอีกเรื่องที่เกิดขึ้นที่เราเสียเปรียบนะครับ เรื่องของยางพารา เมื่อก่อนนี้ยางพาราเราเนี่ย ก่อนที่ผมจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีตอนนั้นเนี่ย กิโลกรัมละ 16 บาทนะครับ ผมก็ไปคุยกับผู้ผลิตยางรถยนต์ ผู้ผลิตยางรถยนต์ในโลกใช้ยางพาราไปเนี่ยประมาณ 80% ของตลาดในวันนั้นนะครับ ผมก็เลยคุยกับเจ้าของโรงงานผลิตยางรถยนต์มิชลิน เขาเป็นคนแนะนำเองครับว่าราคาที่เขาซื้อมันถูกไป เขาซื้อแพงกว่านี้ก็ได้ แต่สำคัญคือยางจะต้องมีส่งให้เขาอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าเขาจะต้องใช้ยางดิบเนี่ยประมาณ 50% อย่างน้อย แล้วก็มียางสังเคราะห์เข้าไปปน ราคา 2 ตัวนี้เขาดึงกันได้ อยู่ที่ว่ายางสังเคราะห์แพงไป เขาก็เพิ่มยางดิบขึ้นมาหน่อย ยางสังเคราะห์ถูก เค้าก็ลดยางดิบลงมาหน่อย แต่อยู่ที่ประมาณ 50% ถ้าต่ำกว่า 50% ของยางดิบ ยางธรรมชาติเนี่ย ก็จะทำให้ยางมันไม่นิ่ม แต่ว่าเขาสามารถปรับได้นิดหน่อย ที่จะทำให้ต้นทุนเขาเนี่ยคงตัว เขาก็เลยแนะนำว่าได้ ถ้าจะขึ้นราคา ผมก็เลยเอาเรื่องนี้ไปคุยกับรัฐบาลอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกเป็นอันดับ 2 ตอนนั้น ก็คือท่านประธานาธิบดีเมกาวาตี แล้วตอนนั้นนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ เป็นนายกของมาเลเซียก็เป็นผู้ผลิตและส่งออกเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วเค้าส่งออกในรูปของการแปรรูปนะครับ ของเราส่งออกเป็นยางดิบ ก็เลยคุยกันแล้วก็ตั้งกองทุนขึ้นมา ในที่สุดกองทุนที่ตั้งไม่ได้ใช้เงินสักบาท ราคาก็วิ่งขึ้นวิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องนะครับ จนผมออกมาแล้วก็ขึ้นไปถึงร้อยบาท แต่ว่า 100 กว่าบาทเนี่ยอาจจะไม่ค่อยธรรมชาติเท่าไหร่ เพราะอะไรผมพึ่งมาค้นพบว่า ตลาดล่วงหน้าที่เซี่ยงไฮ้ เพราะว่าจีนใช้ยางมาก จีนก็เลยซื้อของไปสต็อกรอไว้ แล้วก็ใช้ตลาดล่วงหน้าเป็นตัวเล่น แล้วก็ไม่ซื้อยางอีกเลย ราคายางก็เริ่มร่วงๆๆๆ จนมาถึงราคาปัจจุบันนี้เราก็เห็นแล้วว่า 3 โล 100 สำหรับอย่างจากชั้น 3 ยางชั้น 4 ชั้น 5 เนี่ยก็เป็น 4 โล 100 ไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็เลยทำให้ชาวเกษตรกรเดือดร้อน ค่ากรีดก็ไม่ค่อยคุ้ม เพราะฉะนั้นวิธีแก้ก็คือจะต้องสู้กันเรื่องของกลไก เรื่อง Demand Supply นี่แหละ เรื่องอุปสงค์อุปทานนี่แหละ ก็จะต้องแก้กันตรงนี้ การแก้ก็คงไม่ยากแล้วล่ะ เพราะว่าถ้าเรารู้ว่าเหตุมันอยู่ตรงไหนเราก็แก้ได้ เพราะเราคือผู้ผลิตยางที่ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในโลก คือประมาณ 3 ล้านตันนะครับ ก็เราสามารถที่จะดึงบางส่วนออกเพื่อให้ Supply มันลดลง เท่านั้นน่ะพ่อค้าก็วิ่งซื้อ เพราะเดี๋ยวส่งมอบให้ตลาดที่เซียงไฮ้ไม่ได้นะครับ เราก็ต้องมีวิธีดึง ดึงยังไงไม่เดือดร้อนงบประมาณ นั่นก็คือสิ่งที่จะต้องทำให้ราคายางมันขึ้นไป

เหมือนกันครับ ราคาข้าวก็เหมือนกัน ข้าวเนี่ยเราก็ต้องดูว่าความต้องการของในประเทศเท่าไหร่ ความต้องการของโลกที่จะซื้อจากเราเท่าไหร่ ส่วนเกินดึงออกมาเลย พอดึงออกมาปุ๊บ ดึงมาต่ำหน่อยนึงเนี่ยวิ่งกันซื้อเลยนะครับ วิธีดึงก็ต้องแปรรูป ถ้าเราไม่แปรรูปก็ดึงยาก แปรรูปที่ง่ายที่สุดนะครับในราคาน้ำมันระดับนี้ และภาษีน้ำมันสูงอย่างนี้เนี่ย ง่ายที่สุดก็คือเอามาทำเอททานอลนะครับ แม้กระทั่งอย่างเมื่อกี้ที่พูดไปก็คือไบโอดีเซล ก็คือการเอาน้ำมันปาล์มที่เหลือ ที่ส่วนเกินเนี่ยดึงเอามาทำ เพราะฉะนั้นวันนี้มัน B7 ที่โรงงานรับได้ รับได้ที่ B7 แต่ผมคิดว่าในอนาคตข้างหน้าเนี่ยเทคโนโลยีมันสูงกว่านี้ มันสามารถที่จะทำได้ถึง B20 ไม่น่ามีปัญหา แต่ว่าก็ค่อยๆว่าไป แต่ว่าอย่างน้อยๆ ก็คือว่า มันควรจะทำให้คนที่ทำการเกษตรเนี่ยไม่เจ๊ง ทำเกษตรเจ๊งเนี่ยมันคืออะไรล่ะ เพราะว่าทุกคนทำอาชีพอะไรก็แล้ว แต่ เขาต้องสามารถเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียได้ เลี้ยงครอบครัวได้ แต่ว่าวันนี้ปรากฏว่ายิ่งทำก็ยิ่งติดหนี้ ยิ่งทำ ก็ยิ่งติดหนี้ไม่ได้ เอาเทคโนโลยีเข้าไปใช้ เอาการตลาดเข้ามาใช้ เอาการแปรรูปเข้ามาใช้ เท่านี้ล่ะครับว่าการเกษตรเราจะกลายเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่รุ่งเรืองได้ แล้วก็จะทำให้คนไทยมีช่องทางในการทำมาหากินได้ เพราะฉะนั้นบางทีไม่มีที่มากมาย ที่เล็กๆ ก็สามารถทำการเกษตรได้ ไม่ต้องมีน้ำมาก ใช้แค่น้ำก๊อกธรรมดานิดหน่อย ก็สามารถทำการเกษตรได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและก็การตลาด

การตลาดอีกส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือว่า วันนี้ถ้าเราไปปลูกพืช ปลูกแล้วหวังจะขายทั่วไปในท้องตลาดเนี่ย ใครจะมาซื้อก็ซื้อ แบบตามยถากรรมเหมือนที่ผ่านมาเนี่ย มันชักจะมีปัญหา เพราะเนื่องจากว่าเวลาพืชมันออกมันออกพร้อมกัน แต่ว่ามันเป็นของเน่าเสีย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าไม่มีระบบการขายล่วงหน้า ไม่มีระบบการกระจายสินค้าที่รวดเร็ว การทำเกษตรก็จะเจ๊งอีก เพราะฉะนั้นทางการตลาดเนี่ย คนทำธุรกิจก็ต้องช่วยตัวเอง หรือว่าต้องดูกลไกต่างประเทศ ตลาดต่างประเทศที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อเราในทางกฎราคา หรือในการที่เราจะสู้โดยการทำกลไกตลาดเพื่อส่งออกต่างประเทศ ยกตัวอย่างทุเรียน อาลีบาบามาซื้อไปส่งขาย แต่จริงๆ แล้วเนี่ยจำนวนทุเรียนมันมีกี่ล้านลูกที่ออกมาปีนึงเนี่ย ถามว่า แล้วคนจีนกินเท่าไหร่ คนไทยกินเท่าไหร่ แล้วเราจะซื้อแข่งกันได้ไหม ราคามันก็จะขึ้น อันนี้คือสิ่งที่เป็นกลไกที่ทางภาคเอกชนกับภาครัฐต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยคนที่ทำการเกษตรให้เขาเป็นการเกษตรที่มีกำไรนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องของกลไกที่ต้องแก้ไขนะครับ

ผมมองเห็นว่าช่องทางในการทำมาหากินทางเกษตรของประเทศไทยมีมาก แต่ต้องมาวางอย่างเป็นระบบ และเอาเทคโนโลยีมาใช้ในทุกขั้นตอนนะครับ แม้กระทั่งอย่างรถให้ปุ๋ยใช้โดรนก็มี ให้ยาพ่นใช้โดรน โดรนเดี๋ยวนี้ที่เมืองจีนตัวประมาณ 200,000 บาท ใช้พ่นยานะครับ บินขึ้นไปพ่นยา 2 แสนกว่าบาทเองครับ ทุกอย่างมันถูกลงเยอะเทคโนโลยี เพียงแต่ว่าเกษตรกรอาจจะยังหาไม่เป็น หาไม่เป็นว่ามันซื้อที่ไหนยังไงราคาเท่าไหร่ยังไงเนี่ย แล้วแต่คนเอามาถามถึงที่ ถามถึงที่บางทีฟันก็มีนะครับอย่างเช่นปุ๋ยก็เหมือนกัน ฟันค่าปุ๋ย ฟันค่ายาฆ่าแมลง ชาวเกษตรกรไม่มีทางเลือก ก็ชีวิตก็เลยลำบากอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเรารู้เท่าทันกลไกของตลาดโลก เรารู้เท่าทันเทคโนโลยีที่จะเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เรารู้เท่าทันวิธีการแปรรูป เรารู้เท่าทันว่าเขามีเทคนิคทางการเงินอย่างไรในการเอาเปรียบ หรือการที่เราจะได้เปรียบ อันนี้เป็นสิ่งที่จะต้องเอามาคิดรวมกันทั้งหมดนะครับ 1.รู้เรื่องตัวพืชที่เราจะปลูกหรือที่ทำเป็นธุรกิจ 2.เรารู้ธรรมชาติของมันทั้งการตลาดและการแปรรูป แล้วก็ 3.เราเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เต็มที่ ก็จะทำให้คนรุ่นใหม่สามารถค้าขายทำมาหากินได้อีกอย่างหนึ่งคือการเกษตรครับ วันนี้เอาแค่นี้นะครับ เพื่อจะให้แนวทางในการทำมาหากินมันชัดมากขึ้นนะครับ ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจโดยใช้การเกษตรเป็นหลักนะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ

009 “เกษตรแม่นยำ คือหัวใจของเกษตรกรไทย” ตอนที่1 เกษตรเพื่อชีวิตสู่เกษตรเพื่อธุรกิจ

009 “เกษตรแม่นยำ คือหัวใจของเกษตรกรไทย” ตอนที่1 เกษตรเพื่อชีวิตสู่เกษตรเพื่อธุรกิจ

การทำเกษตรในยุคใหม่จะเปลี่ยนไปจากเดิมด้วยเกษตรแม่นยำ เกษตรกรต้องใช้เทคโนโลยีสู้กับภาวะดินเสื่อม ปัญหาน้ำ และภาวะโลกร้อน หากจะทำเกษตรให้ได้กำไรต้องเปลี่ยนจากเกษตรยังชีพมาเป็นเกษตรธุรกิจ ใช้ agritech ยกระดับอาหารที่ดีขึ้นสู่ผู้บริโภค และแปรรูปเพื่อหาตลาดที่ต้องการให้ได้ราคาที่ดีที่สุด

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยที่เคารพรักครับ วันจันทร์นี้ผมขอพูดเรื่องแนวทางการทำมาหากินอีกครั้งหนึ่ง  แต่วันนี้จะเน้นเรื่องของการเกษตรและการอาหาร ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เป็นเรื่องที่เป็นการเกษตรเฉพาะเกษตรกรเท่านั้น ผมยังคิดว่ามันเป็นการประสานสินทรัพย์สมอง ปัญญา ระหว่างคนกรุงและคนชนบท การเอาที่ดินความชำนาญ ความอดทนของเกษตรกร กับการเอาความเป็นคนรุ่นใหม่การใช้เทคโนโลยีเป็น หรือการหาตลาดเป็น เป็นการประสานกันระหว่างคนเมืองกับคนชนบท ก็จะเป็นการแนะนำว่าเรายังมีช่องทางทำมาหากินของเราอีกทางหนึ่ง คือเรื่องเกษตรและเรื่องอาหาร

ปัจจุบันประชากรโลกมีอยู่ราว 7.6 พันล้านคน แล้วเค้าประมาณว่าในปี 2050 หรือก็ประมาณอีก 31 ปีข้างหน้า ประชากรโลกอาจจะมีถึง 10,000 ล้านคนนะครับ องค์การอาหารและการเกษตรหรือ FAO บอกว่า จำนวนประชากรที่สูงขึ้นจะส่งผลทำให้โลกต้องการบริโภคสินค้าที่เป็นอาหารเพิ่มขึ้นถึง 70%  แล้ว 70% มันจะเพิ่มอย่างไร มันก็มีการชั่งใจกันระหว่างการจะขยายพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งมันคงทำไม่ได้แล้ว แต่การขยายพื้นที่เพาะปลูกนั้นก็จะเจอปัญหาว่า ถ้าการตัดไม้ทำลายป่ามากขึ้น การใช้ป่ามาทำการเกษตรมากขึ้น การเกษตรที่เป็นลักษณะเป็นพืชอาหาร มันก็จะทำให้เกิดปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อน หรือ climate change ก็เลยต้องชั่งใจกันว่าจะเอายังไง จึงเกิดเทคโนโลยีขึ้นอย่างมากมายเกี่ยวกับเรื่องการเพาะปลูกอะไรทั้งหลาย

หันกลับมาในประเทศไทย บ้านเรามีพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 108 ล้านไร่ หรือราว 80% ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ เรามีปัญหาหาดินเสียไปแล้วนะครับ 80 เปอร์เซ็นต์ของร้อยแปดล้านไร่เนี่ย มีปัญหาเรื่องดินเสีย เสียจากอะไร จากสารเคมี จากการเพาะปลูกที่มันไม่เหมาะสม เพราะว่าบางทีบางครั้งเราก็ไปปลูกในพื้นที่ที่พืชตัวนี้ต้องการดินที่มีปุ๋ยที่เป็นธรรมชาติ แต่ว่าเราต้องฝืนใส่ปุ๋ย ฝืนใส่อะไรเข้าไปเพื่อจะปลูกพืชตัวนี้ คือเราไม่ได้ปลูกพืชตามความเหมาะสมของดินฟ้าอากาศ แต่เราปลูกพืชตามความเคยชินมากกว่าที่เราจะไปคิดถึงหลายๆ อย่าง วันนี้คือสิ่งที่เป็นปัญหาปัจจุบันนะครับ ก็ทำให้ดินมันเสื่อมโทรม ภาวะโลกร้อนก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

เพราะฉะนั้นในการเพาะปลูกต่อไปเนี่ยมันต้องคิดถึงว่า ทำไงจะให้ใช้น้ำน้อยลง ทำยังไงถึงจะให้เป็นมีความปลอดภัยในการบริโภคมากขึ้น หรือทำยังไงจะให้ได้ผลมากขึ้น ก็เลยมีการพูดกันถึงเรื่องเทคโนโลยีที่เรียกว่าเกษตรแม่นยำ หรือว่า Precision agriculture, Precision agriculture ถามว่าที่ไหนทำแล้วบ้าง ก็ที่ญี่ปุ่นครับ ญี่ปุ่นเนี่ยพัฒนาการเขาชัดเจนมาก จากการทำที่เรียกว่าเป็น Mechanized farming ใช้เครื่องจักรกลธรรมดาที่เป็นระบบที่เราเรียกว่า อนาล็อก ตอนนี้เขาก็เริ่มมาทำเป็น Digital ก็คือการใช้ระบบที่สามารถทำนายดินฟ้าอากาศ รู้ดินที่มันจะต้องเข้ากันว่า ช่วงฤดูนี้ควรปลูกอะไรยังไง น้ำจะมาตอนไหน มาตอนเก็บเกี่ยวหรือมาตอนเพราะปลูกอะไร คือเขาคำนวณได้หมด เขาก็จะเลือกพืชที่มันเหมาะสม แล้วนอกนั้นยังไม่พอ การหว่าน หรือการเก็บเกี่ยว เขาก็ใช้ GPS เชื่อมมากับรถแทรกเตอร์ หรือรถที่ใช้ในการพรวน ในการปลูกชำ มีความละเอียดเป็นตารางนิ้วเลย เพราะฉะนั้นเขาก็จะปลูกตรงนี้ๆๆ และเขาก็จะเก็บถูกต้องหมด ใช้เหมือนกับเป็นหุ่นยนต์ ถือเป็นเทคโนโลยีทั้งด้าน Artificial Intelligent หรือปัญญาประดิษฐ์ หรือหุ่นยนต์ บวกกับเรื่องของ GPS เข้าไป จริงๆ แล้วมันก็เป็นคอนเซ็ปต์ที่เป็นที่เรียกว่าเป็น IOT หรือ Internet of Things ด้วยเหมือนกัน นั้นก็คือสิ่งที่มือถือรุ่นใหม่ ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นใหม่ที่จะใช้ 5G ก็จะมีศักยภาพในการทำ Internet of Things มากขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็ 5G กำลังจะมา เราเนี่ยเป็นคนที่ใช้เทคโนโลยีและใช้ก็ไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ เพราะเรายังเอาฟีเจอร์ของเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้เป็นบางส่วนเท่านั้นเอง ไม่ต้องอะไรมากเอาแค่วิทยุในรถเรานี่แหละ มันมีลูกเล่นตั้งเยอะแยะแต่เราใช้ไม่กี่อย่าง เพราะเราขี้เกียจศึกษา จริงๆ แล้วแต่และเทคโนโลยีมันแข่งกันที่ฟิวเจอร์ต่างๆ มีเยอะมาก เพราะฉะนั้นเหมือนกับ 5G ที่กำลังจะมาเนี่ย เค้าเอาไปใช้กับรถที่ไม่มีคนขับ หรือ ICar เอามาใช้กับพวก Internet of Things ทั้งหลายที่สามารถที่จะเชื่อมโยงแบบไร้สายเข้ามาผ่านระบบโทรศัพท์มือถือด้วยความเร็วสูงขึ้นนะครับ ใช้กับ Virtual Reality มันกำลังมาหมดละ เพราะฉะนั้นการเกษตรก็ต้องเอามาใช้เป็นประโยชน์ เรื่องโดรน การควบคุมโดรน ก็สามารถใช้คลื่นของ 5G ได้ อันนี้ก็มันกำลังมา ก็เรื่องการเกษตรนี้ก็จึงเป็นสิ่งที่จะต้องใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้นนะครับ

การลงทุนพวกนี้ก็เริ่มมีในหลายประเทศก็ลงทุนไปมากขึ้นเรื่อยๆ นะครับ วันนี้ที่เอาเรื่องนี้มาพูดก็เพื่อจะโน้มน้าวให้ฟังว่า ข้างหน้ามันผลิตอาหารเท่าไหร่ก็ไม่พอกิน แล้วเราเนี่ยเป็นประเทศที่อยู่ในประเทศที่เป็นความร้อนชื้น เราสามารถปลูกพืชได้เยอะแยะไปหมด พืชอาหาร เราสามารถเลี้ยงสัตว์ที่เป็นอาหารได้อีกเยอะแยะมาก แต่ว่าวันนี้เกษตรกรของเรายังเป็นเกษตรกรแบบวิถีชีวิต ก็คือวันๆ หนึ่งก็เป็นวิถีชีวิตว่าจะต้องทำการเกษตรเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวไปวันๆ หนึ่ง ไม่ได้คิดว่าจะทำเศรษฐกิจเป็นเรื่องเป็นราวที่จะทำมาหากินเป็นล่ำเป็นสัน ร่ำรวยอะไรเนี่ย ยังไม่ได้คิดไปถึงขนาดนั้น แล้วก็ค้าขายก็ไม่ได้เป็น ก็เลยทำให้ขาดทุนบ้าง รัฐบาลต้องเข้าอุ้มบ้าง     ถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางบ้าง ปัญหาเหล่านี้มันเลยเป็นปัญหาที่ว่าเกษตรเราจริงๆแล้วเราก้าวหน้าเก่งกว่าใครในโลกเยอะแยะไปหมด ผมมาที่อินโดนีเซียเขาก็บอกว่าสินค้าเกษตรของเขาสู้เราไม่ได้ เขาส่งคนไปเรียนตั้งเยอะแยะ กลับมายังสู้ของไทยไม่ได้ คือเรายังมีของเราได้ก้าวหน้ากว่าคนอื่นเยอะ แต่เราทำให้มันเป็นสเกลเป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เลยอยากจะชวน จะช่วยทั้งเกษตรกร แล้วก็ชวนคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่รู้จะทำมาหากินอะไร ได้มองเรื่องนี้ว่าเราจะเอาเทคโนโลยีไปใช้กับการเกษตรได้อย่างไรบ้างนะครับ เรื่องนี้อาจจะยาวไม่รู้จะต้องแบ่งเป็น 2 ต่อหรือเปล่านะครับ เพราะมันเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์จริงๆ

ผมมานั่งดูว่า วันนี้ยกตัวอย่างง่ายๆ บางที่ชอบปลูกสับปะรดก็จะปลูกประจำ ปลูกจนดินมันจืดหมดแล้วเพราะมันกินดินเยอะ ปลูกอ้อยก็ปลูกประจำ แต่ว่าเราไม่รู้ว่ามันควรจะต้องลงเดือนไหน แล้วควรจะเก็บเกี่ยวเดือนไหนยังไงเนี่ย มันก็ยังไม่มีข้อมูล เราใช้ความเคยชินของการเป็นเกษตรกรตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่ามา แต่ว่าโลกยุคใหม่มันสามารถที่จะเก็บข้อมูลขึ้นไปบน Cloud นะครับ เช่นว่า ข้อมูลดิน ว่าดิน ณ บริเวณนี้ จังหวัดนี้ เขตนี้ พิกัดเท่านี้ มันเป็นดินประเภทที่ว่าสภาพดินเป็นยังไง มันมีปุ๋ยประเภทไหน ขาดปุ๋ยประเภทไหน ต้องเติมปุ๋ยประเภทไหน ถ้าจะต้องปลูกพืชอะไร แล้วพืชอะไรควรเหมาะกับดินที่มีอยู่ที่จะต้องใช้ปุ๋ยน้อย แล้วก็แถบนั้นดินฟ้าอากาศเป็นยังไง สมมุติว่าฝนจะตกเดือนมิถุนาเป็นต้นไป ถ้าเราไปปลูกพืชที่มันออกดอกออกผลในช่วงฝนตกมันก็อาจจะเสียหาย ช่วงฝนตกมันก็อาจจะเป็นช่วงที่เราชำแล้ว แล้วก็มีฝนมาเลี้ยง ทำให้เราไม่ต้องรดน้ำมาก นี่ก็จะเป็นสิง่ที่เราจะเอาขึ้นไปใน Cloud  หรือในที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ เราก็จะสามารถใช้ Application ในมือถือเรียกถามดูได้ว่า ดินตรงนี้เป็นยังไง ฝนจะเป็นยังไง แล้วผมควรจะปลูกเพื่ออะไร ปลูกแล้วพืชตัวนี้ แล้วต้นทุนการผลิต ณ จุดนี้มันจะเท่าไหร่ เพราะมันใช้ปุ๋ยน้อย มันควรจะเป็นต้นทุนผลิตเท่าไหร่แล้วราคาตลาดวันนี้เป็นเท่าไหร่ เราควรจะทำไหม ถ้าควรทำเราก็จะปลูก ไม่ควรทำ ขาดทุนแน่ๆ ทำทำไม อะไรทำนองนี้ แล้วนอกนั้นยังไม่พอ เราจะมีเรื่องการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เดี๋ยวเราว่ากันทีหลังเรื่องการตลาด แต่เรื่องปลูกเนี่ยเราต้องทำให้การเพาะปลูกมันแม่นยำขึ้น สิ่งเหล่านี้มันทำได้เลยนะครับ และคนรุ่นใหม่สามารถเข้ามาช่วยกันทำเรื่องพวกนี้ ผมอยากเปลี่ยนเกษตรจากวิถีชีวิต มาเป็นเกษตรเพื่อเป็นธุรกิจ เมื่อเกษตรเป็นธุรกิจนั่นหมายความว่าท่านจะต้องทำกำไรจากการทำเกษตร    ซึ่งมันสามารถทำได้ไม่ยากในประเทศไทยนะครับ เดี๋ยวเรามาพูดเรื่องการตลาดแล้วเราจะเห็นชัดว่าเราเสียเปรียบได้เปรียบยังไง

ก็วันนี้เนี่ยเรายกตัวอย่างง่ายๆ อย่างป่าที่ขาดความอุดมสมบูรณ์บางส่วนก็ต้องมาทำเป็นพื้นที่เพาะปลูกการเกษตร บางส่วนก็สามารถปลูกไม้โตเร็ว บางส่วนอาจจะปลูกไผ่ พวกนี้มันเป็นธุรกิจหมด มันสามารถทำเงินได้ แต่ในขณะเดียวกันก็รักษาความชุ่มชื้นของดินของป่าได้ แต่ว่าต้องบริหารการจัดการอย่างถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่นในประเทศฟินแลนด์ เขาปลูกต้นไม้เต็มเลย แต่เค้าให้ตัด เค้าไม่ได้ตัดแบบถางหญ้านะ ตัดพรวดยาวเนี่ย ตัดไม่มักง่ายแบบนั้น เค้าตัดเป็นต้นสลับ พอตัดเสร็จปุ๊บ ก็มีการปลูกใหม่ ปลูกแซม แล้วปีต่อไปที่ไม่ได้ตัดก็มาตัด ก็สลับกันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ก็ทำให้สภาพความเป็นป่าก็ยังอยู่ แล้วทำอุตสาหกรรมไม้ก็ยังทำได้อยู่

เรื่องของการปลูกพืชที่เป็นอาหาร วันนี้เราจะต้องเปลี่ยนนอกจากเราใช้ดินที่มีอยู่เต็มที่แล้วเนี่ย อีกอย่างนึงเนี่ย อย่างจีนเนี่ยเริ่มแล้วครับ เริ่มเอาพืชมาเป็นอุตสาหกรรม เอาการเกษตรมาเป็นอุตสาหกรรม แต่ไม่ใช่อุตสาหกรรมการเกษตรนะ เอาเกษตรมาเป็นอุตสาหกรรม ก็คือเอามาปลูกในร่ม ในโกดังใหญ่ๆ มาปลูกในร่ม แล้วก็ใช้ระบบน้ำน้อย แบบไฮโดรโพนิกส์แบบนี้ก็มีนะครับ ปลูกแบบใช้น้ำน้อย ปลูกในโรง เยอะมากในจีน เวลาผมบินก่อนจะร่อนลงเนี่ยจะเห็นมีโรงกรีนเฮ้าส์พวกนี้เยอะมาก แล้วก็เขาปลูกเนี่ย เค้าใช้โรบอตเป็นตัวปลูกตัวเก็บ แล้วเป็นโรงงานใหญ่ ก็ทำเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมเลย แล้วก็ควบคุมอุณหภูมิ ควบคุมอะไรได้ แล้วก็สามารถขายออกไปในในตลาดใหญ่ๆ ได้ เพราะประเทศเขาระบบการตลาดของเขาดี แล้วก็มีระบบการซื้อขายล่วงหน้าผ่านระบบเทคโนโลยีจากบล็อกเชนบ้างอะไรบ้าง ผมคิดว่าวันนี้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ทางเทคโนโลยีก็สามารถที่มาทำการเกษตร โดยที่อาศัยความชำนาญและความอดทนของเกษตรกรจากต่างจังหวัด อาศัยที่ดินที่มีอยู่ เพราะต่อไปข้างหน้าที่ดินที่มีอยู่ ที่ดินเพื่อการเกษตรเนี่ยจะมีราคา เพราะผลิตอาหารได้เยอะ และผลิตอาหารแบบได้รอบของการผลิตเร็วขึ้น มองไปเลยครับว่าอนาคตมันเป็นอย่างนี้ แม้กระทั่งการเลี้ยงสัตว์ เดี่ยวนี้บางทีบางครั้งในโลกข้างหน้าเนี่ยมันเริ่มมีการเพาะเนื้อสัตว์ขาย ไม่ใช่เป็นการฆ่าสัตว์จริงๆ ก็เทคโนโลยีนี้มาจากอิสราเอลตอนนี้จีนซื้อมาแล้วบางส่วน บางประเทศก็ซื้อไปเองบ้าง มีเทคโนโลยีตัวนี้เองบ้างสามารถผลิตไก่โดยที่ไม่ต้องมีไก่สักตัว สามารถผลิตเนื้อ โดยที่ใช้เทคโนโลยีตัวนี้เพาะพันธุ์ ซึ่งผมก็ยังไม่ค่อยได้เห็นของจริงเท่าไหร่ แต่ก็ไปอ่านหนังสือมาก็รู้ว่ามันมีแล้วนะครับ

พวกนี้มันก็จะทำให้เราสามารถที่จะสร้างรายได้ใหม่นะครับ ถามว่าแล้วผมจะไปเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร ก็ต้องบอกให้ว่ามันมีงานนิทรรศการทั้งหลายที่เขาเรียกว่า AgriTech หรือ FoodTech ทั้งหลายเนี่ย มันจะมีนิทรรศการอยู่ประจำ ดูไบก็จัดบ่อยนะครับ ทั้งๆ ดูไบก็เป็นทะเลทรายก็จัด AgriTech จัดที่สิงคโปร์ประกาศว่าจะเป็นศูนย์ทาง AgriTech นะครับ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีที่เกษตรกรอะไร แต่ว่าเขาต้องการที่จะเอาเทคโนโลยีเนี่ย มาสามารถที่จะมาให้เป็นที่ปรึกษา แล้วก็ติดตั้งเทคโนโลยีต่างๆเพื่อมาใช้สำหรับให้เกษตรกรก็ดี หรือว่าให้คนที่ต้องการจะเอาการเกษตรมาทำเป็นธุรกิจเนี่ย ก็จะได้สามารถที่จะเข้าใจและทำได้ คนรุ่นใหม่ผมอยากแนะนำว่า ตอนสมัยผมหนุ่มๆ เนี่ย ผมไม่รู้เรื่อง Telecom เลย ผมก็อาศัยไปเรียนรู้จาก Exhibition หรือนิทรรศการต่างๆ เป็นประจำวัน เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าคนหนุ่มๆ ทั้งหลายสนใจว่าเกษตรมันน่าจะเป็นแนวทางที่ทำมาหากินได้ในอนาคตข้างหน้า ก็ลองไปดู Exhibition เรื่อง AgriTech ที่มีอยู่ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สิงคโปร์ บราซิล เนเธอร์แลนด์ หรือแม้กระทั่งดูไบ มีจัดงานบ่อย ก็นั่งเข้าอินเตอร์เน็ตดูได้ว่า AgriTech จัดที่ไหน เมื่อไหร่ก็ไปดู ดูแล้วเริ่มศึกษาเข้าใจ แล้วก็ไปนั่งพูดคุยกับบริษัทที่ผลิตทั้งหลาย บริษัทที่ปรึกษาทั้งหลาย ผมก็เป็นคนแบบนี้ ไปนั่งคุยคนนั้นนั่งคุยคนนี้ ฟังจนเข้าใจหมด แล้วก็เลยมาเริ่มหัดทำธุรกิจ ก็เราก็เอามาหัดได้นะครับ หรือแม้กระทั่งคนที่จบมหาวิทยาลัย หรือจบวิทยาลัยเทคนิคทางด้านการเกษตร ก็แทนที่จะทำธุรกิจแบบเดิมๆ ก็มาทำแบบนี้ได้

008 “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือโอกาสของคนไทย”

008 “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือโอกาสของคนไทย”

เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นอนาคตของโลกใบนี้ครับ ในยุคที่หุ่นยนต์ถูกนำมาใช้ทดแทนแรงงานอุตสาหกรรม เราต้องเปลี่ยนแปลงความคิดเพื่อนำแรงงานมาสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แล้วอุตสาหกรรมของไทยจะแข่งขันได้ด้วย Mass Customization ที่แตกต่างจากอุตสาหกรรมผลิตจำนวนมาก

ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน เสื้อผ้าประจำชาตินำมาประยุกต์ออกแบบใหม่ด้วยความคิดสร้างสรรค์เพื่อขายได้ทั่วโลกเช่นของ DKNY ผมเคยมีแนวคิดจ้างนักการตลาดระดับโลกมาพัฒนา OTOP มาก่อน แต่การจะทำได้ต้องเปลี่ยนการศึกษา จากการเรียนแบบแท่งๆ แยกรายวิชา มาเป็นให้เด็กเรียนรู้อย่างไม่มีเส้นแบ่งเขต ซึ่งคนไทยทำได้ครับ

สวัสดีครับท่านพี่น้องที่เคารพรักครับ วันนี้จะมาพูดเรื่อง Creative Economy หรือเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์ หรือว่าใช้ความสามารถในการสรรสร้างเพื่อทำมาหากินนั่นเองนะครับ ก็อยากจะเป็นช่องทางอันหนึ่งที่จะแนะนำว่าเราจะทำมาหากินอะไรกันดี เพราะในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พัฒนาการของเราก็ยังล้าหลังหลายๆประเทศ ในหลายๆด้าน เราจะมาแก้ไขปัญหาว่าคนไทยจะทำมาหากินอย่างไรดี ผมคิดว่าสิ่งทีเรายังมีอยู่และจีนก็สู้เราไม่ได้ในจุดหลักๆนี้ก็คือ เรื่องของการที่จะเอาทักษะฝีมือคนไทย วิธีคิดแบบไทย    ที่จะมาประยุกต์เพื่อให้ทันโลก ให้เป็นที่ต้องการของโลกยังมีช่องทางอีกมากมาย จากการสำรวจพบว่า สถิติที่มีอยู่ประมาณปี 2559 คนไทยประมาณเกือบ 900,000 คน ทำมาหากินอยู่ในสายงานที่เรียกว่า Creative Economy หรือเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์นะครับ จริงๆแล้วมีมากกว่านี้เยอะ มันอยู่ในสายเลือดแต่เราต้องมาปรับปรุง มาพัฒนา มาอบรม มาสอน นำเทคโนโลยีมาช่วยประกอบ เราสามารถที่จะหาคนเหล่านี้มาทำมาหากินได้อีกเยอะ ผมคิดว่าถึงเวลาที่ต้องนั่งคิดว่าเราจะเคลื่อนย้ายแรงงานของคนไทยทั้งหมดอย่างไร

ถ้าสมมุติว่าวันนี้เราต้องเริ่มนำเอาหุ่นยนต์เข้ามาใช้เยอะ แรงงานก็จะว่างเยอะ เหลือแต่แรงงานที่สามารถเป็นนายหุ่นยนต์ได้ที่จะอยู่ในภาคอุตสาหกรรมภาคการผลิตต่อ ส่วนคนที่ทำงานเป็นนายหุ่นยนต์ไม่ได้ ต้องใช้แรงงานอย่างเดียวก็จะ ตกงาน คนเหล่านี้ต้องย้ายมาอยู่ในภาคบริการ ภาคบริการเช่นเรื่องของภาคการท่องเที่ยว มาเป็นเชฟ มาปรุงอาหาร มาหัดเสิร์ฟ มาหัดทำด้านเสริมสวย ด้านสปา มันทำได้หลายอย่างนะครับ ทำงานหัตถกรรมก็ได้เพราะว่าคนไทยมีฝีมือที่จะเทรนได้ ผมเคยไปเห็นเด็กจบ ป.4 เอามาฝึกวาดรูปแป๊บเดียววาดได้สวยงามเพราะเราเหมือนกับมี DNA ตัวนี้อยู่ พอมาถึงด้านของคนที่ทำงานด้านการเงิน ธนาคาร            ที่ตกงานเป็นหมื่นๆคน  คนเหล่านี้มีความรู้เรื่องการเงิน เราก็น่าจะเอามาปรับให้มาเป็นผู้ประกอบการได้       เอามาฝึก มาสอน มาเทรน ให้เป็นผู้ประกอบการและเขารู้เรื่องการเงินเขาจะปรับตัวได้ดี แล้วก็นำแรงงานที่เคลื่อนย้ายทั้งหลายมาทำด้าน Creative Economy

ผมเคยเจอคนหนึ่งนะครับ เมื่อประมาณปี 2540 ที่มีวิกฤติเศรษฐกิจ ตอนนั้นเขาตกงานจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เขาก็มาคิดว่าจะทำอะไรดี ก็มั่งมองเห็นทองม้วน เอามาปรับใหม่ เอามาใส่หมูหยองบ้าง    เอามาใส่ช็อกโกแลตบ้าง และทำแพ็คเกจหรือทำห่อสวยๆงามๆ มีฉลากสวยๆ ก็ส่งขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต    ก็เลยมีรายได้ดีกว่าตอนเป็นลูกจ้างเงินทุนหลักทรัพย์เสียอีก อันนี้ก็คือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอด มาปรับปรุง มาเพิ่มมูลค่า อะไรแบบนี้ถือว่าเป็นงานด้านนี้หมด ซึ่งจีนก็เก่งแต่ว่าจีน      จะเน้นในด้านอุตสาหกรรมที่เป็นการผลิตเยอะๆ หรือเป็น Mass Production เพราะฉะนั้นในอุตสาหกรรมที่เป็น Mass Customization เรายังมีช่องที่จะเข้าไปแข่งขันได้อยู่ นะครับ ถ้าเรา Customize หรือว่าทำดีไซน์เฉพาะแบบ เฉพาะคน เฉพาะกลุ่มคนอะไรแบบนี้ เรายังเก่งอยู่นะครับ เราสามารถทั้งรัฐและเอกชนช่วยกันเอาแรงงานที่มีอยู่ปัจจุบันมาเทรนกันใหม่ เราก็จะสามารถสร้างคนที่ผลิตผลทางด้านทางเศรษฐกิจของไทยได้อีกเยอะ     นะครับ ก็เป็นหน้าที่ที่รัฐจะต้องเข้าไปช่วยเยอะหน่อย ก็เหมือนที่ Bill Gates เคยพูดนะครับ Bill Gates ที่เป็นเจ้าของไมโครซอฟท์  Bill Gates พูดว่าถ้าเราเกิดมาจนมันไม่ใช่ความผิดของเราหรอก แต่ถ้าเราตายจน        เป็นความผิดของเราแน่นอน แต่ถ้าเรายังไม่อยากตายจนแต่เรามาตายจนถือว่าเป็นความผิดของรัฐบาล เพราะว่ารัฐบาลมีหน้าที่ต้องสร้างโอกาสใหม่ๆให้กับคนในชาติ เพื่อให้คนในชาติได้มีโอกาสที่จะดิ้นรน            ทำมาหากินได้อย่างสะดวกสบายขึ้นเพื่อที่จะได้ไม่ต้องตายจนนั่นเองนะครับ รัฐบาลทุกประเทศจะต้องพยายามสร้างโอกาสให้คนนะครับ

วันนี้ทั่วโลกมีสิ่งที่เรียกว่า Artisan Product เป็นของที่เกิดจากฝีมือแรงงานของคนพื้นบ้าน  แต่ว่าระดับการพัฒนาต่างกัน ผมไป Africa ไปเห็นพวก souvenir ของที่ระลึก ไปเห็น ดูสวยไหม สวย แต่ยังไม่อยากซื้อ   ไม่รู้ซื้อไปทำอะไร นั่นก็คือว่ามันยังไม่สามารถเอามาใช้งานในประจำวันได้ นั่นก็คือว่าการออกแบบหรือการ    ใช้งานมันไม่ตรงกับความนิยมของตลาดทั้งโลกนะครับ OTOP ของเราตอนที่เราเริ่มต้นใหม่ๆ เราก็ไปปรับปรุงแบบ เราเอาเทคโนโลยีไปช่วยบ้าง เอาการตลาด เอา packaging มาช่วยบ้าง ผลสุดท้ายก็ขายได้ในปีแรกๆขายได้ถึง 40,000 กว่าล้านบาทในสมัยก่อน ตอนหลังมาผมก็เลยไปจ้างนักการตลาดคนหนึ่ง ชื่อ Peter Arnell ซึ่งเป็นคนสร้างอิมเมจใหม่ให้กับ Samsung ให้กับ DKNY เขาก็ไปเอาดีไซน์เนอร์อย่างเช่นคนที่ออกแบบรถ Ferrari มาช่วยทำ ก็ลองมา redesign OTOP ใหม่ ซึ่งตอนนั้นผมกำลังจะ launch ออกไปแต่ยังไม่ได้ทำเนื่องจากการเมืองเปลี่ยนไป เขาใช้แม้กระทั่งเครื่องพิมพ์สามมิติ  (3D printer) ให้ดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบรถ Ferrari ออกแบบสินค้า OTOP ให้ที่อุดรทำบ้าง ให้ที่ขอนแก่นทำบ้าง ให้ที่สกลนครทำบ้าง โดยใช้ไอ้ตัวนี้ออกแบบและส่งมาทางอินเตอร์เน็ต และก็ทำเป็นโมลออกมาเลย    เราก็เห็นว่าต้นแบบคือแบบนี้ เราก็ไปผลิตและใส่สีใส่อะไรไป ก็จะทำให้เราออกแบบด้วยความต้องการของทั่วโลกโดยใช้ฝีมือคนไทย แล้วก็เอา         ความเป็นไทยใส่เข้าไปในวัสดุนั้นๆ แล้วก็มองโลกทั้งโลกให้เป็นตลาดนั่นก็คือของออกมาต้องขายได้ทั่วโลก ไม่ใช่ขายได้เฉพาะที่เมืองไทย เช่น ของแม้ว ไม่ปรับประยุกต์ก็ขายยาก ก็เป็นลักษณะของการที่ต้องดีไซน์       ให้ถูกต้องกับรสนิยมของคนทั้งโลก จะได้ขายได้กว้างขึ้นนั่นเอง นั่นคือการที่ผมไปจ้างคนมาทำดู            เพื่อที่จะได้ลองรู้ว่าเราจะทำได้ไหม

Peter Arnell ยกตัวอย่างให้ผมดูผลิตภัณฑ์ของ Hermès ที่แพงที่สุดดังที่สุดในโลกมาให้ผมดู Hermès มีสัญลักษณ์อยู่นิดเดียวคือเกี่ยวกับม้าทั้งหมด ตัวม้า หัวม้า กรนม้า บังเหียนม้า อานม้า ทั้งหมดเอามาผสมผสาน ดีไซน์ใส่ตรงนั้นตรงนี้ให้มันมี accent หรือมีความเป็นม้าอยู่ในดีไซน์ของแต่ละอัน ไม่ว่าจะเป็นจาน เป็นผ้าพันคอ เป็นเสื้อผ้า ผ้าห่มอะไรพวกนี้ เขาก็ใส่เข้าไป เพราะฉะนั้นคนเห็นปุ๊บก็รู้ว่าเป็น Hermès       เพราะเขาสร้างแบรนด์มาจนดังคนก็เลยนิยมซื้อกัน Peterเลยบอกผมว่าแบบนี้ของไทยเราก็ทำได้ เราจะทำ   บ้านเชียง เราก็เอาดีไซน์บ้านเชียงมาทำเป็นผ้าพันคอ เป็นเสื้อเชิ้ต แต่ต้องดีไซน์ออกมาเพื่อให้คนทั้งโลก     ใช้ได้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ว่าความเป็นไทยใช้ได้เฉพาะแค่คนไทยไม่ใช่ ต้องใช้ได้ทั่วโลก มันก็เป็นวิธีคิดแบบใหม่     ที่จะทำให้เกิดตลาดที่กว้างขึ้น

สิ่งที่เป็น artisan product หรือสิ่งที่เป็นของประจำชาติทั้งหลาย ตัวอย่างอีกคนหนึ่งคือ Donna Karan ยี่ห้อ DKNY จะใช้คนไปหาซื้อเสื้อผ้าต่างๆ ที่เป็นของประจำชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ปากีสถาน จีน ไทย ชาวเขาเผ่านั้นเผ่านี้แล้วไปแขวนไว้ในโกดัง แล้วก็ตั้งโต๊ะเพื่อให้ดีไซเนอร์นักออกแบบของเขานั่งมอง ใครจะเอาแบบนั้นมาผสมกับแบบนี้ เอาแบบนี้ไปประยุกต์เป็นอย่างนั้นอย่างนี้    แล้วก็ออกแบบมาใหม่ แล้วก็ตัดเย็บเพื่อให้เป็นแบบที่สากลใช้ สากลใส่ แล้วก็ขายดิบขายดี มีอยู่วันหนึ่งผมไปนั่งกินข้าวกับนายกปู เขาบอกว่า พี่ๆมีชาวเขามานั่งข้างๆเรา ผมก็หันไปดู อ้าว! ปรากฏว่าเป็นฝรั่งใส่ปลอกคอของอีก้อ แต่ว่าเป็นการออกแบบใหม่แล้ว ทำใหม่แล้ว มีคนเอาไปทำขาย แต่เป็นไอเดียมาจากปลอกคอของอีก้อที่คอยาวแบบนั้น เอามาใส่          มันก็ดูสวยดีพอดีไซน์ใหม่ ฝรั่งเอามาใส่มันก็ดูดีขึ้น สิ่งแบบนี้มันเป็นเรื่องของการเอาของที่มีอยู่ เอาความคิดสร้างสรรค์มาปรับใหม่ก็ขายได้แล้วนะครับ แม้กระทั่งอย่างกางเกงที่เรียกว่ากางเกงแบบ Slim Fit คือรัดรูปเลย เป็นเลกกิ้งแล้วใส่เสื้อตัวใหญ่ๆยาวๆจริงๆก็ประยุกต์มาจากชุดของคนอินเดียนี่เอง

วันนี้จะทำอย่างไรให้คนมี creative ให้คนมีความคิดสร้างสรรค์  Ph.D. Ken Robinson ได้พูดในรายการ TED Talk เมื่อประมาณปี 2006 และก็เขียนหนังสือตัวเองเล่มหนึ่งชื่อ Creative School คือว่า อยากจะมีการปฏิรูปตั้งแต่ชั้นล่างลงมาเลย เพื่อจะเปลี่ยนระบบการศึกษาให้เด็กที่จบมาแล้วมี             ความคิดสร้างสรรค์ เพราะว่าระบบการศึกษาเราทั่วโลกที่ยังไม่พัฒนาแล้วเหมือนกัน ได้รับอิทธิพลมาจากโลกยุคที่สอง คือยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมนั่นเอง คือทุกอย่างที่เค้าเรียกว่า silo thinking คือมีความคิดเป็นแท่งๆ แท่งๆ มีแต่ละวิชา เป็นวิชา 1 วิชา 2 วิชา 3 แยกกันหมด แต่โลกยุคใหม่มันเป็นโลกที่วิชาแทบจะไม่มีเส้นแบ่งเขต มันเรียนรวมกันเบลอจนไม่มีวิชา แต่ในเนื้อหามันมีทฤษฎีของวิชาแต่ละวิชาปนกันไปหมดอยู่ในนั้น ผลสุดท้ายมันจะกลายเป็น1 + 1 ได้มากกว่า 2 3 4 5 ถ้า 1 เป็นแท่งๆ  1 + 1 เต็มที่ก็ได้ 2 บางทีได้ศูนย์ก็มี ได้ 1    ก็มี ติดลบก็มี เพราะว่าโลกมันเปลี่ยน วิธีคิดมันเปลี่ยน

เพราะฉะนั้นวิชามันเลยไม่มีเส้นแบ่งวิชาเพื่อให้เด็กมีความคิดพัฒนาเองตลอดเวลา เพราะฉะนั้นหลักสูตรการศึกษาก็เลยเป็นเรื่องที่ทะเลาะกันเถียงกันระหว่าง  นักการศึกษากับนโยบายรัฐบาลแต่ละประเทศเหมือนกัน คล้ายกัน แต่ว่าหลายประเทศก้าวหน้าไปอย่างเช่น ประเทศฟินแลนด์อย่างเช่นสิงคโปร์ พวกนี้เขาไม่ยอมมีหลักสูตรที่ตายตัว ต้องเรียนวิชานั้น ชั่วโมงนั้นเรียนตารางสอนมีอย่างนี้ เขาเลิกเพราะแบบนั้นมันเป็นแบบโลกยุคที่สอง วันนี้เราไปยุคที่ 3 ยุคที่ 4 แล้วนะครับ จะเข้าสู่ยุคที่ 5 อยู่แล้วเรายังมีวิธีคิด วิธีบริหารราชการแผ่นดิน ยังใช้วิธีนั้นอยู่ มันไม่สามารถที่จะสร้างวิธีการคิดอย่างสร้างสรรค์หรือไม่สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้คน มีความคิดสร้างสรรค์  เหมือนที่ผมเคยพูดเรื่องวัฒนธรรมองค์กรไปแล้ว

เพราะฉะนั้นความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่มีราคาแพงมาก เพราะสมองมนุษย์อย่างที่นาย Jim Quick ซึ่งเป็นเด็กเอเซีย ซึ่งไปอยู่เป็นอเมริกันเอเชีย เขามีวิธีคิดที่จะค้นหาให้เจอว่าสมองเรามีความเป็นเลิศตรงไหน เพื่อจะเอาตรงนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ปรากฏว่าบางทีบางครั้งเราก็ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ จนบางคนอายุมากแล้วยังค้นหาตัวเองไม่เจอว่าตัวเองชอบอะไร และทำอะไรได้ดีที่สุด นาย Jim Quick บอกว่า information is power แต่ว่า your brain คือ superpower คือสมองเราเนี่ยเป็น super power เลย เพราะฉะนั้นต้องทำอย่างไรถึงจะขุดสิ่งที่มันอยู่ลึกๆได้ว่า สมองเราเก่งอะไร แล้วทำมาหากินในตรงนั้น และเราก็จะได้ทำมาหากินได้สำเร็จนะครับ

นาย Ken Robinson ก็เป็นคนที่พยามกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์นั่นเองนะครับ ความจริงมันก็มีอีกหลายคนที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์เช่น Tom Peters เขียนหนังสือเรื่อ Re-Imagine เมื่อปี 2003 เขาบอกว่าให้หัดคิดให้ประหลาดนะ ถ้าความคิดประหลาดของเราคนเดียวยังประหลาดสู้คนอีกหลายๆคนรวมรวมกันไม่ได้ ก็คือว่า learn How to think weirdก็คือคิดให้แปลกประหลาดหน่อย เพราะว่า Collectively เนี่ย They are weird than you ฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าคุณจะประหลาด ไม่ต้องอะไร เสื้อผ้ายี่ห้อ Gucci เขาเปลี่ยนดีไซน์เนอร์เมื่อสองปีที่แล้ว ผมไปดูเสื้อผ้าออกมาใหม่ โอ้โห!          มันจะใส่ได้ยังไง มันบ้าหรือยังไง มันฟู่ฟ่า สีมันสลับมันวุ่นวายไปหมด แต่ปรากฏว่า เอ๊ะ! มีคนซื้อใส่ ซื้อไปซื้อมามีคนเลียนแบบ ยี่ห้ออื่นก็เลียนแบบบ้าง ก็เลยเกิดความคิดที่ใส่เสื้อผ้าแบบนี้บ้าง คือคนเราถ้ากล้าคิด       กล้าทำอะไรในสิ่งที่คิดว่าสิ่งนี้ดี แล้วก็มีความคิดที่มันสร้างสรรค์ไม่เดือดร้อนใครคนก็เลยนิยม

Tom Peters เขียนหนังสือเมื่อปี 2003 เพราะว่าเห็นว่าโลกกำลังมีพลวัต มีการเปลี่ยนแปลงสูง ก็เลยไปคิดว่าเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ได้แล้ว คือกระตุ้นให้คนคิดใหม่ โดยการคิดที่มันโดดจากกรอบเดิมๆนั่นเอง      พอปี 2018 Tom Peters เขียนหนังสือเล่มใหม่ ชื่อ Excellence Dividend เขาเขียนด้วยความตกใจว่ามันมีสึนามิของเทคโนโลยี คือเทคโนโลยีมาแรง มาเป็นขบวนใหญ่เลย หลายรูปแบบ เพราะฉะนั้นเราจะปรับตัวอย่างไรดีล่ะไม่งั้นเดี๋ยวอยู่ไม่รอดนะ อันนี้คือหนังสือในปี 2018 ของ Tom Peters นะครับ

นอกจากที่เราดูแล้วเนี่ย เรื่องที่จะคิด Creative economy ผมเลยอยากแนะนำหนังสืออีกสองเล่ม     เล่มแรกเขียนเมื่อปี 2018 หนังสือชื่อ The Gen Z frequency เขาบอกว่าเราต้องศึกษาว่าเด็กพวกนี้ เด็กที่เกิดในปี 2011 ถึงปี 1996 คือ 8 ขวบถึง 23 ขวบ มันคิดยังไง มันสื่อสารกันยังไง และกลุ่มของคนเหล่านี้คิดยังไง เพื่อที่จะได้ทำการตลาดได้ถูก นั่น creative จะต้อง match กับ target ลูกค้า อันนี้คือบอกว่าเป็น target กลุ่มใหญ่เลยนะ ลูกค้าวัยขนาดนี้วิธีคิดเขาไม่เหมือนกับพวกเรานะ เพราะฉะนั้นเราต้องศึกษาให้เข้าใจ หนังสือเรื่อง Gen Z ก็เป็นการสอนเรื่องการทำการตลาดกับเด็ก

อันที่สองหนังสือที่ผมอยากจะแนะนำอีกเล่มหนึ่ง มันเกี่ยวข้องกันคือนอกจากที่คุณมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี ทำการตลาดเป็น แต่รูปแบบของธุรกิจนี้สำคัญนะ หรือ The Business Models Handbook เขียนโดย Paul Hague เขียนในปี 2019 นี้นะครับ หนังสือใหม่ เป็นหนังสือที่ผมอยากจะแนะนำว่านักธุรกิจที่ยังคิดไม่ออกว่าจะทำมาหากินอะไรดี หลังจากคิดได้แล้วว่าจะเป็นcreative economy หรือ technology related ก็ไปซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน อ่านง่ายครับ เขาไปรวบรวมความคิดของคนหลายๆคน อย่างเช่น Edward de Bono ที่ผมพูดเมื่อคราวที่แล้วให้ฟังว่า มีวิธีคิดสอนคิดยังไงก็ให้เอามาใช้ ลำดับความสำคัญก่อนหลังของ     การทำ segment ตลาดในส่วนต่างๆ หรือว่าความคิดของ Abraham Maslow เรื่องลำดับชั้นของความต้องการ   ของมนุษย์ เพื่อให้ทำการตลาดให้ลงตัวกัน เป็นหนังสือที่ถือว่าอ่านง่ายแล้วก็เอาความคิดต่างๆจากตรงโน้น   ตรงนี้มาเพื่อให้เราได้เห็นว่า แล้วเราจะเลือกทำธุรกิจในรูปแบบไหนดี ถึงจะทำเงินได้ในยุคนี้สมัยนี้                   ก็น่าอ่านครับ เขียนโดย Paul Hague นะครับ ชื่อหนังสือ The Business Models Handbook นะครับ

ครับวันนี้จะเลยเวลามาหน่อย พยายามพูดให้เร็วแต่ว่ายังตกหล่นอีกหลายอย่าง แต่ว่าเวลามันไม่พอแล้ว ก็ขอขอบคุณเท่านี้นะครับ แล้วก็ขออวยพรให้ประสบความสำเร็จในการทำมาหากินทุกคนนะครับ    ผมเชื่อว่า Creative Economy เป็นจุดที่คนไทยจะสามารถที่จะต่อยอดไปทำมาหากินหรือรวบรวมผู้คนที่มีความเก่งทางด้านนี้เข้ามากันได้หมด เพราะว่าคนที่มาจากทุ่งนา จากอีสาน สามารถเป็นเชฟอาหารญี่ปุ่นได้ดีเลย อาหารอิตาเลี่ยนก็ได้ เพราะฉะนั้นมันเทรนได้หมดเพราะว่าคนไทยเทรนเก่ง ไปดูตรงจุดนี้ แล้วทำมาหากินตรงนี้ให้ได้ครับ ขอให้ประสบความสำเร็จโชคดีทุกคนครับ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

007  “คิดให้เป็น ตัดสินใจด้วยข้อมูล”

007 “คิดให้เป็น ตัดสินใจด้วยข้อมูล”

วัฒนธรรมองค์กรที่ดีนั้นจะทำให้หน่วยงานของเราประสบความสำเร็จได้ และผู้ที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรได้ดีที่สุดก็ไม่พ้นผู้นำองค์กรที่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรจะทำให้องค์กรก้าวทันโลก เพราะถ้าเราไม่เปลี่ยนเองก็จะถูกบังคับให้เปลี่ยน เมื่อโลกเปลี่ยนไปแล้วเราจะเสียหายมาก โดยต้องเริ่มที่การปรับเปลี่ยนวิธีคิดเสียก่อน วิธีคิดที่ดีต้องเป็นวิทยาศาสตร์ คือต้องพิสูจน์ความจริง อ่านหนังสือ ฟังคนเล่าให้ฟังแล้วไม่พอ อย่าเพิ่งเชื่อ

สวัสดีครับพี่น้องที่เคารพรักครับ วันนี้พบกันอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ผมอยากจะพูดเรื่อง   วิธีคิด เพราะวิธีคิดมันเป็นหัวใจสำคัญของเราที่จะทำให้เราก้าวหน้าหรือผิดพลาดแล้วมันไม่ได้เกิดเฉพาะตัวเรา มันจะมีผลต่อครอบครัวเราด้วย เพราะฉะนั้นก็เลยอยากพูดเรื่องวิธีคิด แต่ก่อนพูดถึงวิธีคิดก็เริ่มต้นด้วยวัฒนธรรมองค์กร

วัฒนธรรมองค์กรมันเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนองค์กรให้สำเร็จหรือไม่สำเร็จ ถ้าวัฒนธรรมนั้นถูกต้องต่อยุคสมัย ต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้องค์กรนั้นขับเคลื่อน       ไปได้ดี แต่ถ้าหากว่าวัฒนธรรมองค์กรนั้นมันไม่ตรงไม่ผิดมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง   กับยุคสมัยก็ต้องเปลี่ยนแปลง อย่างเช่น วัฒนธรรมขององค์กรที่ชอบเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัยให้ทันต่อเทคโนโลยีก็จะไม่ตกโลก ก็จะสามารถที่จะพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา บางองค์กรมีวัฒนธรรมที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงก็จะทำให้ล้าหลัง ถดถอยนะครับ วัฒนธรรมองค์กรมักจะถ่ายทอดโดยคนเป็นผู้นำองค์กรเป็นหลัก ถ้าผู้นำองค์กรถ่ายทอดสิ่งที่ดีให้กับองค์กร สิ่งเหล่านั้นมันก็จะติดอยู่ อย่างสมัยผมตั้งตัวใหม่ๆ บริษัทผมชินคอร์ปตอนนั้น ตอนนี้ขายไปแล้ว แล้วก็เปลี่ยนชื่อเป็นอินทัชแล้วนะครับไม่เกี่ยวกับผมแล้ว แต่ว่าวัฒนธรรมที่ผมเคยทิ้งไว้เนี่ยยังอยู่ยกตัวอย่างเช่น ผมเนี่ยชอบพาผู้บริหารไปดูนิทรรศการเพื่อจะได้เพิ่มพูนความรู้และทันสมัยในวิชาชีพของเราเอง ในสิ่งที่เราทำมาหากินเองว่างั้นเถอะ ผมจะไปดูนิทรรศการเกี่ยวกับ Telecom ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นเจนีวา สิงคโปร์ ฮ่องกง เยอรมันหรือบาร์เซโลน่า ผมไปหมด เพื่ออยากจะรู้ว่าอะไรไปถึงไหนแล้ว แนวโน้มมันจะเป็นยังไง เขาจะเอาของใหม่ๆ มาโชว์ ทำให้เรารู้ว่า Concept ใหม่ๆ กำลังจะเกิดขึ้นอะไรขึ้น แล้วเราจะไปตามเขาไหม หรือว่าเราคิดว่าเราไม่ไป เราจะไป     อีกทางนึง เราจะได้เห็นชัด อันนี้ก็เป็นวัฒนธรรมอันนึงที่เราพยายามทำไว้

อีกอันนึงเวลาผมไปเดินทางไปเนี่ย ผมไปเมืองนอกกลับมาตอนเช้ามืด กลับจากยุโรปตีห้ากว่า 6 โมงเช้า ผมเข้าที่ทำงานอาบน้ำทำงานเลย ทำงานทั้งวันเลยตอนนี้ผู้บริหารทุกคนก็เป็นอย่างนั้นครับ เพราะว่าเมื่อผมเนี่ยเป็นทั้งเจ้าของ      เป็นทั้งผู้บริหาร ยังขยันอย่างนั้นทุกคนก็เลยต้องขยันตาม ก็เป็นวัฒนธรรมที่ผมเชื่อว่าวันนี้ทุกคนก็ยังทำอย่างนั้น

วัฒนธรรมองค์กรเนี่ยถ้ามันไม่ดีเนี่ยต้องเปลี่ยนครับ ถ้าไม่เปลี่ยนมันตามไม่ทันเหมือนที่ Jack Welch ที่เคยเป็นประธานของบริษัท GE ซึ่งตอนนั้นรุ่งเรืองมาก แต่ตอนนี้ GE เจ๊งไปหลายตัวแล้วเหลือนิดหน่อย ตอนนั้น Jack Welch เนี่ยก็สอนตลอดเวลาว่า คุณต้องเปลี่ยนก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน ถ้าเราเปลี่ยนแปลงช้ามันก็หมายความว่าเหมือนกับคลื่นมันมาแล้วเนี่ย เรายังไม่เตรียมตัวที่จะว่ายไป   ตามคลื่นให้ได้เนี่ย คลื่นมันก็พัดเราตกทะเลจมน้ำไปนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าเราสามารถเปลี่ยนแปลง เราสามารถรู้ว่าจะเปลี่ยนยังไงเนี่ย เราวางแผนการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าเราไม่ทันได้เปลี่ยน แต่เหตุการณ์มันบังคับให้เราเปลี่ยนยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในปี 1997 ต้นต้มยำกุ้งเรานี่แหละ คือเราไม่ยอมปรับค่าเงิน  ให้มันเป็นความเป็นจริง เรายืนค่าเงินแข็งอยู่ ผลสุดท้ายถูกโจมตี พังเลยตอนนั้น เป็นหนี้เป็นสินต้องไปกู้หนี้ IMF มาเป็นหลายแสนล้านบาท นั่นคือสิ่งที่เขาเรียกว่าต้องเปลี่ยนก่อนถูกบังคับให้เปลี่ยน ถ้าเราไม่ได้เปลี่ยนก็ถูกเขากระแทกต้องเปลี่ยนเนี่ยพังเลย นี่คือสิ่งที่อยากจะบอกว่านักธุรกิจทุกคนที่ตั้งบริษัทใหม่ๆ ขึ้นมาเนี่ย ต้องเริ่มสร้างวัฒนธรรมที่ถูกต้อง วัฒนธรรมที่ถูกต้องก็คือวัฒนธรรมของการใฝ่รู้นะครับขยันที่จะเรียนรู้ แล้วก็ปรับปรุงตัวเองตลอดเวลา แล้วก็ต้องให้ทุกคน    มีความสามัคคีปรองดองกัน ช่วยกันทำงานเป็นทีมให้ได้ นั่นคือสิ่งที่ต้องเริ่มตั้งแต่บริษัทยังเล็กๆ ถ้าบริษัทใหญ่แล้วเนี่ยมันแก้ยากแล้ว ต้องพยายามเริ่มสร้างโดยเฉพาะเถ้าแก่ใหม่ทั้งหลายเนี่ย ต้องเริ่มสร้างวัฒนธรรมที่ดีไว้ เพราะว่าลูกน้องจะได้เลียนแบบ ทำตาม แล้วก็จะกลายเป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมที่ดีงามและพร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลานะครับ

การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรทั้งหลายเนี่ย หรือการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของคนเนี่ย ผมอยากจะย้ำว่าวิธีคิดที่สำคัญคือ ต้องคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ต้องมีคำตอบทางวิทยาศาสตร์ นั่นก็คือจะต้องแสวงหาคำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์ตลอดเวลา    นะครับ เค้าเรียกว่าเรา need scientific answer การแสวงหาคำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์เนี่ยก็เกิดจากอะไรบ้าง 1.เกิดจากการที่เราอ่านตำราที่ถูกต้อง แล้วก็ดูผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เราทำ หรือทำวิจัยซะเองเลย อย่างตอนนั้น   ผมเนี่ยลงทุนทำธุรกิจมีคนมาเสนอผม ธุรกิจผมอันนี้ดีมากนะครับมาลงทุนเถอะครับ ผมสงสัยไม่แน่ใจว่ะ ผมยอมเสียตังค์นะล้านห้าแสนบาทเนี่ยไปจ้างทำ Research เลยว่าถ้าธุรกิจเป็นอย่างนี้ สินค้าเป็นอย่างนี้เนี่ย มีประชาชนสนใจจะ  ซื้อไหม แล้วกำลังซื้อในราคาขนาดนี้เป็นเท่าไหร่ๆ ก็จ้างบริษัทมืออาชีพทำ     หมดไปล้าน 5 ล้าน 5 นี้ผมอาจจะทิ้งน้ำเลยก็ได้ถ้าผมไม่ลงทุน แต่ถ้าผมลงทุน  ผมมั่นใจได้เลยว่ามันไปได้ มันกำไร ไม่ขาดทุนแน่นอน เพราะฉะนั้นผมก็ยอมจ่ายล้าน 5 ไป แล้วผลสุดท้ายออกมา โอ้วมันดีเกินคาด ผมก็เลยลงทุน เนี่ยคือหลัก   วิธีคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ อย่าไปคิดว่าชอบหรือไม่ชอบไม่ได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมจะปิดท้ายว่า ถ้าบอกชอบไม่ชอบ แล้วมันมีผลยังไงนะครับ

เรื่องการพิสูจน์ความจริงเนี่ย มันมีตั้งแต่สมัยโบราณหลายร้อยปีพันปีแล้ว สมัยนักปราชญ์สมัยโบราณเขาก็บอกว่า อย่างสมมติแม้กระทั่งว่า เราจะกล่าวหาใครผิดไม่ผิดทางอาญาเนี่ย เขาใช้คำว่า Proof Beyond a Reasonable Doubt หมายถึงว่า ต้องพิสูจน์จนสิ้นกระแสความนั้น จนสิ้นสุด คือไม่มีความสงสัยแล้ว หมดความสงสัยแล้ว ถึงจะมาพิจารณาว่าผิดหรือไม่ผิดนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่สามารถพิสูจน์ได้เนี่ย ก็ยังไม่ตัดสินใจ นั่นคือสิ่งที่หลักสมัยโบราณยังไม่มีวิทยาศาสตร์    แต่วันนี้วิทยาศาสตร์ชัดเจน ทำวิจัยก็ดีอะไรก็ดี เขาก็บอกว่าขอให้พิสูจน์แบบชนิดที่สิ้นกระแสความ หรือว่าเราจะวิทยาศาสตร์มาตอบ ก็ตอบให้ชัดเจนว่ามันเป็นอย่างนี้ๆๆ ตอนสมัยผมทำการเมืองก็เหมือนกัน ผมทำโพลทุกรอบ เพราะฉะนั้นผมจะไม่เดาว่า เห้ย..ถ้าเราไปถึงเนี่ย คนก็จะเชียร์ๆๆ เราก็นึกว่าดีหรือเปล่า เราไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ๆ ก็ต้องทำโพลหรือทำวิจัยนะครับ อันนี้คือหลักที่ผมคิดมาตลอดว่า      ทุกอย่างต้องคำตอบทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นนะครับ

อย่างแม้กระทั่ง Bill Gates เศรษฐีใหญ่เขายังชอบอ่านหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมคิดว่าเขาเองเนี่ยเป็นต้นแบบอันหนึ่งที่ผมเองชอบในการเอาวิธีคิดของเขา     เขามีหนังสือเล่มหนึ่งที่เค้าเขียนเองนะครับ [email protected] Speed of Thought  เป็นหนังสือเก่าล่ะ คือเขาบอกว่ามันต้องมีระบบเครือข่ายทางดิจิตัล เพื่อให้คน    ในองค์กรได้ใส่ข้อมูล ในสมัยก่อนยังไม่มี Cloud Computing นะครับ เค้าก็ใช้วิธีการเก็บข้อมูลใน Server ก็ทุกบริษัทเขาก็แนะนำว่าต้องมีระบบเครือข่ายทาง Digital เพื่อให้ผู้ที่ทำงานสามารถที่จะสื่อสารข้อมูลถึงกันได้ แล้วก็ล้วงข้อมูลกลางของบริษัทในการตัดสินใจได้ เพื่อจะทำให้เราตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว คือด้วยความเร็ว คือคิดได้ปุ๊บก็กดปั๊บ ตัดสินใจได้ปั๊บเลย เพราะว่ามันมีข้อมูลพร้อม เพราะฉะนั้นการตัดสินใจทุกอย่างเนี่ยก็ต้องอาศัยระบบข้อมูลที่มีจำนวนถูกต้องมากพอ และรวดเร็วนะครับ นี่คือวิธีที่เขาสอน แล้ว Bill Gates ก็แนะนำหนังสือ    30 กว่าเล่ม แต่มีเล่มนึงนะครับ เป็นเล่มที่เขียนโดย Daniel Kahneman เป็นคนที่ได้รับรางวัล Nobel Prize หนังสือเก่านะครับ 2011 แต่ว่า Nobel Prize สาขาเศรษฐศาสตร์ เขาก็พูดถึงเรื่อง Thinking fast and slow หนังสือชื่อ Thinking fast and slow คือเขาก็จะบอกวิธีคิดแนวคิดว่า เวลาคิดเร็วเป็นยังไง คิดช้าเป็นยังไง และคิดโดยไม่มีอคติ คิดโดยวิเคราะห์วิจัยเป็นยังไง ก็เพื่อจะให้จิตวิทยา     ในการหัดคิดของคนนะครับ

อีกคนนึงที่เขียนหนังสือในเรื่องความคิดเนี่ย ก็มีคนแก่คนนึงนะครับเคยเจอผมตอนผมเป็นนายก Dr.Edward de Bono, Edward de Bono เนี่ยเขียนหนังสือเกี่ยวกับคิดทั้งนั้นเลย หนังสือเล่มแรกๆ ของเขาคือ Teach Yourself to Think คือสอนตัวเองให้หัดคิด คือบางทีเนี่ยเราไม่คิดไง เราอยู่กับเรื่องง่ายๆ เพราะฉะนั้นบางทีบางครั้งเนี่ย การเรียนรู้วิธีคิดเป็นเรื่องสำคัญ แม้กระทั่งอีกเล่มหนึ่งเค้าเขียนหนังสือเรื่อง Six Thinking Hats ก็คือว่า สมมุติว่าเราใส่หมวกสีฟ้าบ้าง สีขาวบ้างสีแดงบ้าง สีดำบ้าง สีเหลืองบ้าง สีเขียวบ้าง เพื่อเตือนให้ว่า direction เราคิดยังไง สมมุติว่าคิดเป็น creative ก็สมมติใส่สีเขียว บังคับให้เราคิดในเชิงสร้างสรรค์อย่างเดียว ใส่หมวกสีเหลือง ก็ลองคิดว่ามองโลกในแง่ดีอย่างเดียว ใส่หมวกนี้    ให้คิดในแง่ร้ายไว้ก่อน เราจะได้รู้ว่าคำตอบจริงๆ คืออะไร ถ้าคิดทุกอย่างออกมาในแง่ร้าย ในแง่ดี คิดในเชิงสร้างสรรค์ หรือว่าคิดในเชิงที่มีข้อมูล คิดในเชิงที่เป็นอารมณ์ อะไรพวกนี้ เขาก็จะสอนวิธีคิด พวกนี้มันเล็กๆ น้อยๆ มันทำให้เราได้พัฒนาวิธีคิดของเรานะครับ

ก็ตอนสมัยผมเป็นนายก ผมอ่านหนังสือเล่มนึง ชื่อ Blink ที่เขียนโดย Malcolm Gladwell นานแล้ว หนังสือเก่าแล้ว Blink เค้าบอกว่า คิดโดยไม่ต้องคิด Blink  แปลว่า กระพริบตาเนี่ย คิดโดยไม่ต้องคิด คือว่า มีอะไรเข้ามา ตัดสินใจได้ทันที แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ ข้อมูล ความผิดถูก ล้มเหลว ความสำเร็จมานาน จนสามารถที่จะคิดอย่างนั้นได้ เช่นว่า คนที่จัดงานแต่งงานพวก Wedding planner ทั้งหลายเนี่ย เขาเห็นคู่บ่าวสาวมาร่วมงานกับเขาเนี่ย เช่นว่า มาเตรียมถ่ายพรีเวดดิ้งบ้าง ถ่ายรูปบ้าง มาเตรียม มาปรึกษาเรื่องงานตรงนั้นตรงนี้บ้าง เขาสามารถเดาได้เลยว่าคู่นี้จะไปรอดหรือไม่รอด เพราะประสบการณ์ที่เขาเห็นมาเยอะ เห็นมาแล้วว่าทะเลาะกัน มาถึงก็ทะเลาะกัน         ถ้าจะไปไม่รอด อะไรทำนองนี้ หรือไม่ก็นักเล่นของเก่า ไปเห็นของเก่าติดราคาหลายร้อยล้านบาท แต่เค้าเห็นปั๊บ เค้าบอกอันนี้ปลอม เขาบอกอย่างนั้นได้ยังไง    ก็แสดงว่าต้องสั่งสมประสบการณ์และความรู้มาเยอะ เหมือนกับอดีตนายกของสิงคโปร์ชื่อท่านลีกวนยู ท่านอายุมากกว่าผม ท่านมาเยี่ยมผมตอนผมเป็นนายก ผมถามท่านว่า ทำไมท่านอายุเยอะแล้ว ท่านยังคมมาก ความรู้ยังแน่นอยู่เลย    ท่านอ่านหนังสือเยอะเหรอ ท่านบอกว่า หนังสืออ่านไม่ไหวหรอกมันเยอะ ท่านก็อาศัยว่าพูดคุยกับคน แต่หนังสือเนี่ยอ่านอยู่ แต่พูดคุยกับคน คนแต่ละคนที่มาหาเราเนี่ย เขามีประสบการณ์ในชีวิต ลองผิดลองถูกกับชีวิตเขามาเป็นสิบๆ ปี เพราะฉะนั้นเวลาเขาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเราเนี่ย ทำให้เราเรียนรู้ได้ บางมุมเราอาจจะมองไม่เห็น เค้ามองเห็น เช่นว่าเรามองว่าสถานการณ์บ้านเมืองของโลกตอนนี้เป็นอย่างนี้ ท่านมองยังไง เขาก็วิเคราะห์ในมุมของเค้า เราก็จะได้เข้าใจว่า เอ้อ..บางมุมเราไม่มี นะครับ สิ่งเหล่านี้มันเกิดประโยชน์

เราไปดูสิ่งที่มันเป็นสารคดี มันเป็นเรื่องนิยายที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งมันเอาอนาคตมาเล่าให้ฟัง และสิ่งเหล่านี้มันเป็นจริงในอีก 10 ปีต่อมาก็เป็นจริงไปเรื่อยๆอย่างนี้น่าจะได้ประโยชน์กว่า นะครับ

เพราะฉะนั้นก็ ผมคิดว่าวิธีคิดหรือการพัฒนาวิธีคิดของคนไทยเราเนี่ยสำคัญ เพราะไม่งั้นจะเสียเปรียบนะครับ ถ้าคนไทยเราคิดเป็น เพราะระบบการเรียนการสอนเราเนี่ยมันสอนให้ท่องจำมานานเกินไป สุดท้ายมันไม่สร้างวิธีคิดให้กับเรา เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าอยากจะให้ลูกหลานเก่งในอนาคตข้างหน้า หรือลูกหลานปัจจุบันเนี่ยมันไม่สายเกินไปหรอกครับ อ่านหนังสือ มีเหตุมีผลกับวิทยาศาสตร์แล้วเราจะได้เชื่อในสิ่งที่มันเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เชื่อเพราะเขาบอกมา เหมือนที่พระพุทธเจ้า ปิดท้ายพระพุทธเจ้าบอกว่า กาลามสูตร 10 นะครับ กาลามสูตร 10 ของพระพุทธเจ้าเนี่ย ท่านสอนไว้ว่า อย่าเชื่อเพราะว่าคนที่พูดเป็นครูบาอาจารย์ เรา คือฟังได้ทุกคน แต่ว่าอย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าเราได้คำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์       มีเหตุมีผลถึงค่อยเชื่อ อย่างนั้นเราจะได้ฝึกวิธีคิดเรา

ปิดท้ายด้วยคำสอนของท่านพระพุทธทาสท่านบอกว่า โลภ โกรธ หลง ทำให้เป็นม่านบังตา หรือทำให้โง่ ก็คือว่าถ้าเมื่อไหร่เราต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของความโลภ ความโกรธ และความหลง มันจะทำให้เราเนี่ยตัดสินใจผิดพลาดได้ เพราะ   มันเป็นม่านบังตาให้เราขาดความคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นขอให้คิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แล้วเราจะได้คำตอบที่ถูกต้อง เป็นทางเดินของชีวิตเรา      ที่ถูกต้อง เราคิดถูกเราสำเร็จ แล้วคนรอบตัวเราก็จะมีความสุขและสำเร็จไปด้วย ถ้าเราคิดผิดคนรอบตัวเราก็จะทุกข์และก็ลำบากไปด้วยครับ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ แล้วพบกันใหม่ครับ

006 “คู่แข่งคือคู่ค้า ในโลกยุคใหม่”

006 “คู่แข่งคือคู่ค้า ในโลกยุคใหม่”

หลายคนกังวลว่าปลายปีนี้ไปถึงกลางปีหน้า เศรษฐกิจโลกน่าจะผันผวนหนัก คำถามต่อมาก็คือ…ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีแล้วจะทำอะไรกินดี หรือถ้าคนที่ลงทุนในตลาดหุ้นจะว่ายังไง

วันนี้ผมเลยอยากมาชวนคุยเรื่องทำมาหากินทั่วๆ ไป และแชร์แนวคิดสำหรับพี่น้องนักธุรกิจไทยรุ่นใหม่ว่าทำยังไงเราถึงจะอยู่รอดในโลกการค้ายุคใหม่ภายใต้เศรษฐกิจที่ผันผวนกันครับ

 

สวัสดีครับท่านผู้ฟังพี่น้องชาวไทยที่เคารพรักครับ
ครั้งนี้เป็นการพบกันครั้งที่ 6 ของรายการ Good Monday นะครับ

วันนี้ผมจะพยายามเอาเป็นเรื่องทำธุรกิจทั่วไปเพราะว่าอยากจะกลับไปที่หลักของการทำธุรกิจทั่วไปว่า ทำอย่างไรให้เราเติบโตเข้มแข็ง

ก็จะเอาชีวิตเก่าๆมาเล่าให้ฟังแต่ก็หมายความว่าประกอบกับเรื่องราวที่เคยได้ยินได้ฟังในช่วงนี้จากการเดินทางไปต่างประเทศ
ก็สิ่งที่เป็นห่วงก็คือว่า ยิ่งเจอนักธุรกิจจากจุดนั้นจุดนี้ มุมนั้นมุมนี้ของโลก ทุกคนกำลังบอกว่าปลายปี 2019 เนี่ยอันตรายนะจนถึงกลางปี 2020 ก็คือปี 2563

อาการเศรษฐกิจของโลกจะหนักเพราะว่ามันจะผันผวนมาก มันจะเกิดวิกฤต วิกฤติในตรงนั้นตรงนี้เพราะฉะนั้นเนี่ยเราต้องแข็งแรงไว้นะ นี่คือสิ่งที่นักธุรกิจก็เจอกันเตือนกัน ผมก็เลยอยากจะมาเล่าเรื่องการทำมาหากินทั้งหลายเพื่อที่เราจะได้รู้ว่าเราควรจะทำยังไง
วันนี้ทุกคนก็บอกแล้วจะทำอะไรกินดี ลงทุนในตลาดหุ้นจะว่าไง ผมก็อยากจะบอกว่า หุ้นจะผันผวนตั้งแต่กลางปี19 ไป การขึ้นลงจะหวือหวามาก ซึ่งภาษานักเล่นหุ้นก็บอกว่า ถ้ามันขึ้นลงแรงอย่างนี้ต้องไปหากินกับเดลต้า เดลต้าแปลว่าไง แปลว่าความแตกต่างระหว่างราคาที่มันขึ้นลงในระยะเวลาไม่ยาวนัก ก็คือว่าสมมุติว่าหุ้นตัวนึงเนี่ยเคยราคา 100 วันนี้ตกลงมาเหลือ 70 ก็ตกมาเยอะ ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนี้ยังดีอยู่ Volume การซื้อขายแต่ละวันก็เยอะ การบริหารก็ดูยังดีอยู่ เราก็น่าจะเข้าไปซื้อที่ 70 แล้วพอถึงเวลาไม่ต้องรอให้กลับไปที่ 100 ใหม่ สัก 80 ก็ขายแล้วก็กลับมานั่งรอใหม่อย่างนี้เขาเรียกว่าหากินกับเดลต้า

ตรงนี้ช่วงตลาดผันผวนนักเล่นหุ้นมืออาชีพก็จะไปนั่งหากินไปเดลต้าคือผลต่างระหว่างการขึ้นลงที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว แต่ต้องเลือกนะครับ เลือกบริษัทที่มันมีความมั่นคง บริษัทที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีนักลงทุนซื้อหุ้นวันหนึ่งจำนวนมาก แล้วปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนี้ยังดีอยู่นะครับ ถ้าอย่างนี้ไม่เสี่ยงแต่ก็ต้องเข้าไวออกไว้นะครับ

แล้วคนก็ถามว่าแล้วจะทำมาหากินอะไรดีนอกจากเล่นหุ้น ช่วงนี้ก็ต้องคิดว่าเทคโนโลยีกำลังมาแรง เพราะฉะนั้นเนี่ยการทำมาหากินเลยต้องพยายามอิงเทคโนโลยีไว้ ถึงแม้ว่าเราไม่ใช่เป็นบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีก็ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น ความแม่นยำในการทำนายความแม่นยำในการมีข้อมูลของตัวเองในการศึกษาข้อมูลของคนอื่นจึงเป็นเรื่องสำคัญ

พูดวกมาถึงเรื่องนี้เนี่ยผมก็เลยอยากจะบอกว่า คนไทยเรามีจุดอ่อนอย่างหนึ่งเราคิดว่าการแข่งขันกันต้องเป็นศัตรูกัน จริงๆแล้วเนี่ยมันไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน อยากให้วิเคราะห์จากคำว่า Zero sum Game

Zero sum Game ในวงการธุรกิจนี้คือว่าถ้าคุณแพ้ผมคือชนะ ถ้าคุณชนะคือผมแพ้ มันไม่มีอะไรในโลกแบบนี้ล่ะครับว่า ชนะ 100% แพ้ 100% ภาษาทุนนิยมเศรษฐกิจทุนนิยมคือเขาบอกว่า If you can’t beat them, better join them คือถ้าเอาชนะเขาไม่ได้เป็นพวกเขาดีกว่า นั่นคือการค้าขายในเศรษฐกิจทุนนิยม เค้าถึงบอกว่าการค้าการขายเศรษฐกิจทุนนิยมมันต้อง Compete ต้องแข่งขัน แล้วก็ต้อง collaborate ต้องร่วมมือด้วยมันไม่สามารถแข่งขันอย่างเดียวหรือร่วมมืออย่างเดียวนะครับ แข่งขันอย่างเดียวไม่ร่วมมือกับใครเลยเนี่ยมันก็จะกลายเป็นว่าเราก็จะมีความรู้สึกว่ามันทำการค้าแบบเครียดครับ

อย่างจีนกับไทยเนี่ย เราไม่สามารถที่จะบอกว่า จีนคือคู่แข่งขันเรา100%ก็ไม่ใช่ จีนเป็นตลาดของเรา 100%ก็ไม่ใช่ เพราะเราก็เป็นตลาดของเขาเขาก็เป็นตลาดของเราแต่ตลาดเขาใหญ่กว่า การแข่งขันสินค้าเขาเข้ามาของเราเยอะกว่า สินค้าของเราไปหาเขาน้อยกว่า เราจะปรับตัวอย่างไร อันนี้คือสิ่งที่เป็นโลกยุคใหม่ที่ต้องคิดว่าการแข่งขันการค้านั้นต้องมีแต่ต้องมีความร่วมมือไปด้วย
คู่แข่งของเรากลายเป็นตลาดของเราก็ได้ เหมือนตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในปี 1994 ผมเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศผมก็ไปเยือนประเทศสิงคโปร์

รัฐมนตรีต่างประเทศที่เป็นคนสิงคโปร์ที่ต้อนรับผม พาไปพบนายกของเขาตาม protocol ระหว่างประเทศนะครับ ตอนนั้นนายกของเค้าก็คือ โก๊ะ จ๊กตง ไปถึงเห็นหน้าผมก็เข้ามาเช็คแฮนด์แล้วก็บอกว่า Thailand and Singapore are competitor but don’t worry the cake is getting bigger please sit down sit down

นั่นคือเป็นคำสนทนาที่ผมไม่คิดว่าผู้นำประเทศประเทศหนึ่งเนี่ยต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศหนึ่งแล้วคุยกันแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าเขาทุกประเทศเนี่ยเขาเน้นเรื่องการบริหารเศรษฐกิจเพราะเศรษฐกิจนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่เราจะแข็งแรงไม่แข็งแรงประชาชนจะแข็งแรงไม่แข็งแรง เขาก็เลยต้องมาสนใจเรื่องเศรษฐกิจ เขาก็บอกว่าเขายอมรับว่าไทยกับสิงคโปร์เป็นคู่แข่งขันแต่เขาบอกว่าไม่ต้องห่วงหรอกเพราะว่าโลกมันเชื่อมโยงกันตลาดมันใหญ่ขึ้น เหมือนเค้กมันก้อนใหญ่ขึ้น เราจะแข่งกันยังไงเราก็อิ่มทั้งคู่ เราไม่มีการอดตายทั้งคู่นั่นคือสิ่งที่เป็นโลกยุคใหม่ที่ต้องคิดว่าเรามีเพื่อนธุรกิจที่อาจจะทำเหมือนกันบ้างคล้ายกันบ้างก็ไม่จำเป็นต้องไปกังวลว่า เราจะต้องคบกันแบบชนิดที่มันจำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน ไม่เป็นเพื่อนกันมันเป็นเพื่อนกันได้นะครับ

ครั้งหนึ่งเนี่ยผมตอนผมทำธุรกิจอยู่ผมก็เชิญนักธุรกิจรุ่นหนุ่มหนุ่ม ซึ่งประสบความสำเร็จในวันนั้นมาประมาณ 10 คนมาตั้งเป็นก๊วนกันพบกันเดือนละครั้ง

ก็บางทีก็คนนั้นเลี้ยงคนนี้เลี้ยงตอนหลังมาแล้วบอกว่าเอางี้ดีกว่าเราลงขันเอาเงินไปใส่กันคนละไม่มากแล้วก็ไปให้เพื่อนคนหนึ่งในนั้นที่เก่งเรื่องหุ้นเก่งเรื่องการเงินไปเล่นหุ้น เรากำไรหุ้นนี่แหละมากินมาเที่ยวกันก็มีความสนิทสนมชิดเชื้อกันบางทีก็ร่วมมือกันทางธุรกิจบ้างแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องเศรษฐกิจบ้างอะไรบ้าง ก็ได้ประโยชน์ครับ บางคนก็ทำธุรกิจคล้ายคลึงกันแข่งขันกันแต่ก็ไม่ได้เอาเป็นเอาตายอะไรกันเพราะว่าเนื่องจากว่าตลาดมันใหญ่ขึ้นจริงๆ ยิ่งแข่งยิ่งตลาดเยอะ เพราะว่าต่างคนต่างโฆษณาต่างคนขยายขยายฐานลูกค้านะครับ

การทำธุรกิจเนี่ยต้องอย่าไปคิดว่าเราต้องเป็นศัตรูคนนั้นคนนี้สู้เราเป็นเพื่อนดีที่สุด อันนี้ก็อยากให้สังคมไทยคิดอย่างนี้เป็นอย่างนี้ผมเลยเล่าเรื่องการตั้งก๊วนของผมให้ฟังนะครับ

เมื่อก่อนนี้ก่อนนะผมจะเริ่มตั้งก๊วน ผมเป็นนักธุรกิจ ตอนนั้นเป็นเรื่องที่…ขอโทษ…โทษนะครับ ปากกัดตีนถีบ ยังไม่มีตังค์กู้แบงค์ แบงค์ก็ไม่ให้กู้เพราะไม่มีไม่มีอะไรไปจำนองจำนำแบงค์

ก็ใช้วิธีการเล่นแชร์ซึ่งคนจีนสมัยนั้นนักธุรกิจสมัยนั้นจะรวมตัวตั้งแชร์ ตอนนี้เหลือน้อยก็มีบ้างแต่น้อย เพราะว่าแหล่งกู้เงินมันมีมากกว่าเดิม เดิมมันไม่มีแหล่งกู้ก็ใช้เพื่อนฝูงรวมกัน ใครเปียให้ดอกเบี้ยสูงกว่านั้น เอาไปใช้ทุกคนก็มาลงขันกันทุกรอบใครเปียได้คนนั้นไปใช้แล้วก็ผลัดกันไปผลัดกันไป มันก็ผลัดกันเอาเงินกองกลางมาวางไว้นะครับ สมมุติว่าเดือนละแสนก็ 10 คนก็ 1 ล้านมาวางไว้ ใครเปียดอกเบี้ยสูงก็ไปกินเอาไปบริหารทำมาหากิน เดือนต่อไปอีกคนนึงเปียได้ แล้วคนที่เอาไปล้านนึงต้องเอามาใช้แสนนึงเค้าเรียกว่าเล่นแชร์

การเล่นแชร์กันในหมู่คนจีนเยอะพ่อค้าจีนเพราะว่าจะได้เอาเงินมาให้เหมือนกับมาลงกองทุนเพื่อให้เพื่อนผลัดกันเอาไปทำมาหากินกันเองนะครับ ก็เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดการเกิดเป็นพันธมิตรทางการค้ากันเป็นเพื่อนฝูงกันคุยกันรู้เรื่องกู้ยืมเงินกันได้นั่นคือในอดีตซึ่งผมก็คิดว่าสมัยนี้มันมีน้อยไปหน่อย เลยคิดว่าโดยเฉพาะคนที่ไปเรียนในโครงการต่างๆเช่นไปเรียน RE บ้าง ไปเรียน Next tycoon บ้างอะไรบ้าง ก็มีเพื่อนมีก๊วนเนี่ยถ้าหากว่าจะคบกันติดต่อกันเป็นก๊วนกันในเชิงของธุรกิจก็จะทำให้คนทุกคนมีโอกาสทางธุรกิจ

เอาเรื่องโบราณโบราณเรื่อง 1 สมัยพ่อผมเนี่ย

พ่อผมไปทำร้านกาแฟอยู่หัวมุมในตลาดที่จะเข้าตลาดสันกำแพงอยู่บ้านนอกเนี่ย ก็พ่อผมขายกาแฟตอนเช้าก็จะให้ร้านแขกขายโรตีมาทำโรตีขายอยู่หน้าบ้าน หน้าร้านกาแฟ อีกข้างนึงก็จะมีคนจีนทําปาท่องโก๋ขาย ปรากฎว่ากาแฟที่บ้านพ่อผมก็ขายดิบขายดีเพราะว่าคนอยากมากินปาท่องโก๋อยากมากินโรตีก็กิน ก็กินทั้งโรตีปาท่องโก๋ก็ขายกาแฟไป ช่วงนั้นเป็นร้านกาแฟร้านเดียวที่คนแน่นไปหมดนั่นก็คือว่ารู้จักทำ alliance หรือพันธมิตรทางธุรกิจ หรือเป็นการเสริมพลังกัน Synergy กัน

ผมไม่มีปาท่องโก๋ขาย แต่ผมมีกาแฟขายก็มาเสริมพลังกันเป็นทั้ง Synergy เป็น Business alliance เป็นธุรกิจที่เป็นพันธมิตรกัน
ตอนกลางวันพ่อผมก็ให้รถเข็นก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อมาขาย จนทำให้ผมเนี่ยทุกวันนี้ชอบกินแต่ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น เนื้อปาท่องโก๋ โรตีอยู่นั่นแหละเพราะมันกินตั้งแต่เด็กๆ

นั่นคือสิ่งที่เอาธุรกิจที่เก่าๆมาปรับประยุกต์กับธุรกิจที่วิธีคิดใหม่ๆ เทคโนโลยีก็ดีตลาดที่มันกว้างไกลกว่าเดิมก็ดีมันจะทำให้นักธุรกิจเราเนี่ยแข็งแรงขึ้นที่พูดอย่างนี้ก็เลยอยากจะแนะนำให้ทุกคนได้ว่า เราทำธุรกิจเราต้องสร้างมิตรมากกว่าสร้างศัตรูเราต้องคิดว่าในประเทศนี้เรามีเพื่อนเยอะๆรวมกันให้แข็งแรงแล้วตลาดมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆตลาดต่างประเทศตลาดภูมิภาคมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการที่เรามีเพื่อนมี Connection เป็นเรื่องที่สำคัญ

แล้วนี่นะครับ know how สำคัญมากแต่ know who ยิ่งสำคัญกว่าเพราะฉะนั้นถ้ามีเพื่อน มี Connection มีเครือข่ายมีการประสานงานติดต่อข้ามประเทศอะไรบ้างเนี่ยก็จะทำให้ธุรกิจและแข็งแรง

เพราะฉะนั้นก็วันนี้ก็เลยอยากจะมาแนะนำว่าการทำธุรกิจยุคนี้อย่าไปคิดว่าคู่แข่งขันคือศัตรู เราต้องคิดว่าคู่แข่งขันคือผู้ที่จะต้องร่วมมือกันในการไปแข่งในพื้นที่อื่นบ้างหรือในการที่จะค้าขายร่วมกันบ้างนะครับ

ฝากแนะนำให้ท่านทั้งหลายว่าธุรกิจยุคนี้สร้างเพื่อนเถอะครับ สร้างเพื่อนเยอะๆแล้วเราจะแข็งแรงครับ
ขอให้โชคดีในปี 2019 – 2020 ความผันผวนทางเศรษฐกิจ สาธุอย่าให้มี แต่ถ้ามีแล้วก็ขอให้นักธุรกิจไทยอยู่รอดปลอดภัยทุกคนครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ

005 “รับมือโลกยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ กับโมเดลธุรกิจที่ใช่”

005 “รับมือโลกยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ กับโมเดลธุรกิจที่ใช่”

การทำมาหากินจากการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีของคนรุ่นหนุ่มสาว ทั้งการหารายได้จากโมเดลธุรกิจ

การจ่ายเงินโดยไม่ใช้เงินสด การใช้ Blockchain เพื่อจับคู่การค้าที่จะเป็นเหมือนอินเทอร์เน็ตในยุคต่อไปกับข้อมูลที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความลับพิเศษ

และข้อควรระวังในการใช้เทคโนโลยี คือค่าเสื่อมราคา ที่ในความล้าสมัยที่เร็วกว่าค่าเสื่อมทางบัญชี ซึ่งหากคิดไม่ทันอาจมองผลกำไรผิดพลาด

สวัสดีครับ พี่น้องที่เคารพรักครับ วันนี้จะมาเล่าเรื่องการทำมาหากินโดยใช้เทคโนโลยีที่ผมไปเห็นไปเจอไปคุยมานะครับ

เรื่องแรกที่อยากจะเล่าก็คือ ผมไปเจอเด็กหนุ่มคนจีนคนนึง เขาบอกว่าเขาจบปริญญาเอกทางด้านโรบอทหรือหุ่นยนต์เนี่ยนะครับ และเขาสร้างหุ่นยนต์ 2 ประเภท หุ่นยนต์ประเภทหนึ่งเรียกว่าเป็นหุ่นยนต์บริการ กับอีกประเภทหนึ่งเขาเรียกหุ่นยนต์ขนส่ง เขาก็บอกว่าคือปกติเนี่ย เทคโนโลยีมันถูกครึ่งเดียวนะ รูปแบบของการทำธุรกิจ หรือ Business Model เนี่ยเป็นอีกครึ่งหนึ่ง ถ้าคุณมีเทคโนโลยี แต่ Business Model หรือรูปแบบการทำธุรกิจเนี่ยไม่ดีพอก็เจ๊ง เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นเนี่ยเด็กคนนี้เขาไปมีความคิดที่ว่า ถ้าจะไปเช่าร้านเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต มันต้องใช้พื้นที่เยอะแล้วก็แพง ค่าเช่าแพง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองใหญ่ๆ ยิ่งแพงใหญ่ แกก็เลยมีความคิดว่า แกไปเอาคอนเทนเนอร์ลากไป แล้วเอาของซุปเปอร์มาร์เก็ตเนี่ยไปใส่ในคอนเทนเนอร์ เป็นตู้ลากใหญ่ๆ แล้วก็ใส่ของ ใส่คอนเทนเนอร์ ใส่ไปแล้วไปจอดตามลานจอดรถ หรือตึกต่างๆ ซึ่งเท่ากับว่าไปเช่าที่จอดรถเพียง 7-8 คัน ก็ล็อกเอาคอนเทนเนอร์ไปตั้งไว้ แล้วเสร็จแล้วแกก็มีเปิดให้คนสั่งซื้อออนไลน์

ที่เมืองจีนนะครับคนใช้การสั่งซื้อของออนไลน์มาก แล้วก็จ่ายตังค์ทางออนไลน์มากเหลือเกิน บางครั้งซื้อข้าวแค่ประมาณ 40 บาท หรือ 8 หยวน ก็ใช้ออนไลน์ปั๊บ ใช้โทรศัพท์มือถือเราเนี่ยผ่าน WeChat ผ่าน AliPay บ้างเนี่ย แป๊บเดียวเขาจ่ายเรียบร้อย คือคนจีนเนี่ยแทบจะไม่ใช้เงินสด แล้วใช้ออนไลน์เยอะที่สุด นี่ก็เขาทำไง เขาก็เปิดร้านออนไลน์ แล้วก็จอด แล้วบอกให้คนในตึกหรือคนในบริเวณย่านนั้นรู้ว่ารถเขามาจอดที่นี่นะ มีสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต สินค้าอาหารทั้งหลาย อาหารแห้ง อาหารสด ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์อะไรเนี่ยมีมาจอด

แล้วเสร็จแล้วคนก็สั่งทางออนไลน์เลยครับ สั่งว่าจะเอาเนื้อหมู 2 กิโล เอาผักกวางตุ้ง ผักอะไรเขาจะบอกหมดเรียบร้อยก็สั่ง พอสั่งเสร็จปุ๊บ เครื่องคอมพิวเตอร์เขาก็จะไปทำให้หุ่นยนต์เก็บว่าออเดอร์ที่ 1 ประกอบด้วยอะไรบ้าง เนื้อหมู 3 กิโล ผักกวางตุ้ง 2 กิโล เขาก็ไปหยิบๆๆ ตัวโรบอทที่บริการก็หยิบๆๆ เสร็จแล้วก็มาใส่ถุง โรบอทขนส่ง ก็จะหยิบถุงไปไว้ในกล่องที่เป็นกล่องรับ เอาไปหย่อนในกล่องที่เป็นของเขา มีอยู่กี่กล่องก็แล้วแต่ เขาวางให้คนมารับ พอกล่องหย่อนปุ๊บก็ปิด คนที่มารับก็จะได้รับรหัสทางมือถือนี่เลยครับ ส่งเป็นรหัสไปเลยว่า ของคุณอยู่กล่องที่ 1 นะ รหัสคืออย่างนี้  ถ้าคนอื่นมาถึงก็เอาไปไม่ได้เพราะไม่รู้รหัส ก็เอาไปก็ไม่ผิดตัวเพราะว่าใครสั่งอะไรก็ได้รหัสอันนั้นออกไป ปรากฎว่าขายดิบขายดี เพราะไปบริการแล้วมันไปถึงที่ ไปใกล้บ้าน เสร็จแล้วมันก็ไม่ต้องไปเช่าร้านแพงๆ แล้วขายได้ถูก

ผมก็เลยมีความคิดว่า เอ๊ะ!!อย่างนี้ถ้าเรามาช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยในเมืองไทย ท่าจะดี เช่นว่าเอาของมาขายรวมกันอย่างนี้นะครับ หรือไม่ก็เป็นไอเดียว่าใครอยากทำธุรกิจแบบนี้น่าสนใจครับ ก็มี Service Robot กับมี Logistic Robot ที่เขาใช้กัน คือมีโรบอทด้านบริการและโรบอทด้านขนส่ง อันนี้มันเป็นทั้งเทคโนโลยี และ Business Model หรือว่ารูปแบบการทำธุรกิจที่มันสอดเข้ากับเวลาพอดีนะครับ

แต่โรบอทเนี่ย อย่าไปคิดว่าโรบอทมันจะมาแย่งงานเราทำนะ เราต้องใช้งานมัน หุ่นยนต์เมื่อล่าสุด ผมได้ข่าวว่าโรงแรมที่ญี่ปุ่น Lay off คือปลดระวางหุ่นยนต์ 20 กว่าตัว เพราะอะไร? มันล้าสมัยแล้ว เพราะฉะนั้นหุ่นยนต์ก็มีล้าสมัย คนก็เหมือนกัน คนก็มีว่าหมดความเชี่ยวชาญ ความเชี่ยวชาญไม่พอ ไม่ถึง หรืออายุมากไป เพราะฉะนั้นทุกคนต้องปรับตัว ต้องพัฒนาตัวเองหมดนะครับ แม้กระทั่งโรบอทยังไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นที่ผมเล่าให้ฟังก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจอันนึง ในเรื่องของการใช้โรบอทให้เกิดประโยชน์ และการเข้าใจหารูปแบบทางธุรกิจในช่องว่างที่มันเกิดขึ้นนะครับ ว่ามันแข่งขันกันไม่ได้ เพราะหาที่เช่ามันแพงก็ใช้วิธีนี้อะไรอย่างนี้นะครับ แล้วก็ใช้โรบอทเข้ามาช่วย มันก็เป็น Gimmick ที่ทำให้คนสนใจจะซื้อมากขึ้นนะครับ

อีกอันที่ไปเจอเขามาอีกรายนึงก็คือ มีคนเกาหลีมาพบผมที่ดูไบ 2 คน เขาบอกว่าเขามีความเชี่ยวชาญเรื่อง Blockchain ซึ่งบล็อกเชนเนี่ยจริงๆ แล้ว มันก็เป็นเวอร์ชั่น อีกเวอร์ชั่นหนึ่งเหมือนอินเทอร์เน็ต   อินเทอร์เน็ตเราเรียกว่า World Wide Web of Information แต่บล็อกเชนเนี่ยมันคือ World Wide Ledgers of Value นะครับ มันเป็นเรื่องที่จริงๆ แล้วสรุปก็คือว่า อินเทอร์เน็ตเนี่ยมันมีมานาน แต่มันต้องผ่านตัวกลาง เช่น ธนาคารบ้างอะไรบ้าง เลยทำให้ตัวกลางรวยเอารวยเอา แล้วมันไม่กระจายรายได้เท่าที่ควร แต่ว่าเขาเลยไปคิดบล็อกเชนขึ้นมา 

บล็อกเชนเนี่ยมันเป็นอะไรที่มันไม่ต้องผ่านตัวกลาง มันเป็นลักษณะที่เราติดต่อกันโดยตรง เพราะมันใช้ระบบคำนวน ความจริงมันต้องมีเวลาอธิบายมากกว่านี้ แต่ว่าวันนี้ผมเอาสั้นๆ แล้วกัน มันเป็นระบบที่มีการเข้ารหัสที่มีความปลอดภัยสูง เขาเลยใช้สำหรับเรื่องการเงิน เรื่องที่เป็นความลับพิเศษ เป็นเรื่องคน 2 คน ที่อยากจะเปิดเผยความลับต่อกันได้ คนอื่นไม่รู้เรื่อง เช่นว่าผมอยากจะจ่ายตังค์ให้นาย ก. นาย ก. ก็จะรู้ว่าได้รับเงินจากผม  นาย ก. ก็ไม่ต้องมารู้เรื่อง นาย ข. นาย ค. แต่ว่าเมื่อวันนึงนาย ก. ก็อยากจะรู้เรื่องของ นาย ข. ก็ตกลงเป็นเรื่องการดีล การตกลงกัน คือมันเป็นลักษณะที่เป็นความลับที่ไม่ผ่านตัวกลาง

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ อาลีบาบาเนี่ย แจ็คหม่าเขาเคยไปแนะนำให้ที่รวันดา ประเทศรวันด้า ประเทศในแอฟริกา ผลิตเม็ดกาแฟขึ้นมาเนี่ย ขายไม่ออกมีเม็ดกาแฟหลากหลาย ตอนหลังมาเนี่ยเขาก็แนะนำให้ใช้บล็อกเชนเนี่ยแหละ ปรากฎว่า บล็อกเชนก็สามารถที่จะทำให้พวกเกษตรกรที่ปลูกกาแฟ ติดต่อโดยตรงกับผู้ซื้อเลยครับ  ผู้ซื้อก็สั่งซื้อ แล้วบัญชีก็ทำกัน เพราะในนั้นมันจะมี  Smart  Contracts มีบัญชีมีอะไรพร้อมหมด มีสัญญาให้เสร็จ ในลักษณะของบล็อกเชนเนี่ยครับ

คนเกาหลีคนนั้นก็มาคุยกับผมว่าเขาชำนาญเรื่อง การสร้าง Platform บนบล็อกเชนแต่ผมก็แนะนำเขาไปว่า ถ้าคุณไม่มี Business Model ดีๆ เนี่ย Blockchain ก็ไม่รู้จะ..คนที่มี Platform ตัวนี้เนี่ยก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เพราะฉะนั้นคุณต้องสร้าง Business Model ดีๆ  ผมก็มาเห็นตัวอย่างอันนึงที่  รวันด้าเนี่ยครับ แล้วผมเองเรื่องนี้ผมก็ได้พูดในรายการของผมไปแล้วครั้งนึงว่า ต่อไปข้างหน้าเนี่ย คนทำสินค้าเกษตรเนี่ย สามารถขายสินค้าโดยตรงให้กับเชฟ Michelin star ที่ประเทศไหนก็ได้ ถ้าเขารู้ว่าเราผลิตของที่ถูกต้อง แล้วตกลงกันผ่านทางบล็อกเชนไม่ต้องมีนายหน้าเลยนะครับ ก็ส่งของไปโดยวิธีการที่จ้างพวกบริษัทมืออาชีพเนี่ยส่งของส่งอะไรไปก็ตามกัน 

บล็อกเชนถูกสร้างขึ้นมาแล้วก็ใช้กันในเรื่องของ Bitcoin คือ Bitcoin เนี่ยใช้ Platform ของบล็อกเชนนะครับ แล้วก็การคำนวนเขาละเอียดยิบยับ ทีนี้ตอนหลังมาเนี่ยคนก็มาถามว่า แล้วบล็อกเชนเนี่ยที่เขาใช้กันมากๆ ก็ใช้เรื่องของ เขาเรียกกันว่า Digital Money หรือ Cryptocurrency อะไรเนี่ยคือ Bitcoin เป็นตัวเริ่ม เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ในอนาคตมันจะถูกเป็นลักษณะที่เป็นเงินสกุลที่อ้างอิงถึงทรัพย์สิน เช่นว่าทางนักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ชาติอังกฤษ   ก็เคยแนะนำว่า อังกฤษน่าจะออกเงินดิจิทัล หรือ Crypto Money เนี่ยของตัวเอง โดยที่รัฐเป็นคนออกเอง และมีเหมือนกับออกธนบัตร แต่ออกแบบนี้เหมือนที่ผมเคยอธิบายไปครั้งนึง แล้ววันนั้นคนเกาหลีมา ผมก็แนะนำว่าทำไมคุณไม่ลองทำเกี่ยวกับเรื่อง Property เพราะที่ดูไบเนี่ยมีตึกมีห้องอพาร์ทเม้นท์ มีบ้านเหลือเยอะเลย เพราะเขาสร้างเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้ Concept ที่ว่าเอา Crypto Money แล้วก็ไปซื้อทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้มาโดยตีราคาดีๆ ถ้าราคาทรัพย์สินขึ้น ค่าเงิน ค่า Coin เนี่ยก็จะขึ้นตาม พอขึ้นตามปุ๊บ ใครจะขายใครจะซื้อก็อยู่ในวงการนี้ แต่ว่าทั้งหมดเนี่ยเป็น Platform ของบล็อกเชนที่ผมพูดอย่างนี้เนี่ย อยากจะแนะนำว่าคนรุ่นใหม่เนี่ยลองไปศึกษาบล็อกเชนดีๆ เพราะมันกำลังจะสร้างเศรษฐีใหม่เหมือนกับตอนอินเทอร์เน็ตเปิดใหม่ แล้วสร้างเศรษฐีใหม่บนอินเทอร์เน็ต ตอนนี้มันกำลังจะสร้างเศรษฐีใหม่บนบล็อกเชน

บล็อกเชนก็ออกมาหลายปีแล้วแต่ว่าจริงๆ แล้วมันยังไม่กว้างขวาง เพราะว่าคนยังไม่เข้าใจ คนไปติดอยู่กับอินเทอร์เน็ต ผมเลยแยกให้เห็นว่า Internet เนี่ยเขาใช้สำหรับ Information แต่อันนี้ใช้สำหรับเรื่องการเงินการทองหรือสิ่งที่เป็นความลับพิเศษ เพราะความปลอดภัยของข้อมูลเนี่ยสูงมาก

ทีนี้ก็อยากจะเล่าว่า เมื่อเราจะหากินจากเทคโนโลยีเนี่ย ผมก็อยากเอาประสบการณ์ให้ฟังว่า      รู้ไหมว่าเทคโนโลยีเนี่ยมันมีการเสื่อม มีอายุการใช้งานเร็วกว่าที่เราคิด ยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ อย่างนี้ วันนี้ที่ประมูลกัน 4G ทั้งหลายหมดไปเป็นแสนๆ ล้านนี่นะครับ แล้วก็จะต้องติดตั้งระบบอีกเป็นแสนล้านเหมือนกันเนี่ย  มันจะอยู่ได้อีกกี่ปี … 5G กำลังออกแล้ว

เกาหลีและอเมริกาทดลองแล้ว แล้วก็จีนก็กำลังจะใช้ เพราะฉะนั้น 5G มันจ่อหลังแล้ว ถามว่า 4G จะใช้ได้อีกกี่ปี สมมติว่า 4G ลงทุนไปสองแสนล้าน ใช้ได้ 7 ปีอ่ะ  7 ปีเนี่ย ก็หักค่าเสื่อมได้ปีละสามหมื่นล้าน แล้วก็ต้องทิ้ง แต่การทำบัญชีเนี่ย ที่เขาเรียกว่า US ตาม US เนี่ย เขาบอกว่าหักค่าเสื่อมได้ 10 ปี  แต่ของไทย GAAP เนี่ย หักค่าเสื่อมได้ 20 ปี นะครับ 20 ปี  ทางบัญชีนะ แต่เราทำบัญชีหักค่าเสื่อม 10 ปีบ้าง หักค่าเสื่อม 20 ปีบ้าง แต่อายุการใช้งานของเครื่องเนี่ย ของเทคโนโลยีเนี่ยมันล้าสมัยเร็ว เพราะฉะนั้นทางบัญชีดูกำไร แต่ข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้กำไรอย่างที่คิด สมมติว่าได้กำไรสองแสนล้าน ใน 7 ปี แต่ค่าเสื่อมก็ดี ค่าทุกอย่างก็ดี หมดสภาพ มันต้องทิ้งของไปแล้ว สองแสนล้านก็คือไม่กำไร แต่ทางบัญชีเนี่ยสมมติว่าหัก 20 ปีเนี่ย มันก็กำไรอยู่ ทั้งๆ ที่ของมันเลิกใช้ไปแล้ว แต่จริงๆ แล้วมันต้องลงทุนเพิ่มอีก

เทคโนโลยีใหม่ก็ลงทุนเพิ่มอีกนะครับ เลยอยากจะบอกว่าการลงทุนทางเทคโนโลยีเนี่ย ต้องคิดให้ดีระหว่างค่าเสื่อมจริง เพราะว่าเทคโนโลยีล้าสมัย กับค่าเสื่อมทางบัญชี มันเขย่งกันอยู่ มันจะทำให้เราหลงทางไป นึกว่าธุรกิจมีกำไร แต่จริงๆ แล้วไม่มีกำไร เพราะเงินขาดก็ไปกู้แบงก์ อันนี้ต้องระวังการทำธุรกิจทางด้านของเทคโนโลยีนะครับ

ก็วันนี้คงเล่าให้ฟังแค่นี้ก่อนครับ แล้วคราวหน้าพบกันใหม่ครับ ขอบคุณมากครับ

Episode 5: Gear up for the new era of technology and business.

Hello to all my fellow listeners. Today I will talk about the ways I have seen people make money using technology.

The first one is about a young Chinese man I met. He had finished a Phd. in Robotics and built two kinds of robots. One is service robot. The other is logistic robot. He said in general robots only count for half of a business. The other half is what we call business model. If you have the technology but your business model is not on point, the whole thing could really fall through. So this young man thought that if he rented place to open a supermarket he would need a lot of space, which would be expensive, especially in big city, the rent would be even more expensive. So he thought that if he used a container. If he put the supermarket in the big containers and take park them in the parking lots or in some other buildings, he would only need to pay for 7-8 lots of parking. He could put the containers there and tell people to place their orders online. In China many people shop online and make their payments online. Sometimes for a meal that costs as little as 40 baht or 8 yuan. They do it online, on their phones, with WeChat or Alipay. All is done in a second. Chinese people rarely use cash. They use online payment the most. So this is what he does. He opened an online grocery store. He parks the containers and lets people there know that he is in the area, that he has brought grocery with him, all the food, dried food, fresh food, vegetables, fruits, meats, all in the parking lot. Then people place their orders online, 2 kgs of pork, bok choy. Whatever vegetables, he has everything listed. The customers only have to place their order. When the orders are placed, the computer tells the robots what are in order 1; 3 kgs of pork, 2 kgs of bok choy. Then he takes these produces, the robot does, and puts them in a bag. Then the logistic robot puts the bags in the delivery boxes, his boxes, however many boxes there are. They are delivery boxes. The order goes in, the box closes. The customer gets a password via their phone; Yours is box no. 1. This is the password. Other people can’t take it because they don’t know the password. There is no mistake because each customer gets their own password. It became a success. Because it is a delivery service. To your neighborhood. No expensive rents. Products can be sold at cheaper prices. And I thought, “Ah! If we could use this to help ordinary people in Thailand, wouldn’t it be nice?” For example, we can sell our goods together. Or if anyone want to build a business on this idea. That would also be interesting. They use service robots and logistic robots. Robots that provide service and robots that provide delivery. These are technology, business model, and perfect timing. But regarding the robots, do not think that they will take our jobs. We must use them. I heard that a hotel in Japan recently laid off more than 20 robots because they are obsolete. So even robots can become obsolete. People can, too. People can lose their expertise, lack expertise, or become old. This mean all of us need to adapt, to improve ourselves. Even robots are no exception. So I’m telling you this because it’s an interesting use of robots and an understanding of how to create a business model that will fill in the gaps that make it impossible to compete in the business. Because the rent is so high, we have to use this method and we make use of the robots. It’s a gimmick that gets people interested in buying from us.

Another case is two Koreans who came to meet me in Dubai. They told me that they are experts in Blockchain. Blockchain is actually like another version of the Internet. The Internet is a world wide web of information But Blockchain is a world wide Ledger of value. So we could actually sum it up like this The Internet has been around for a long time. But it requires a middleman, such as a bank. So the middlemen get richer and richer. The revenue is not appropriately distributed. That is why Blockchain has been invented. Blockchain doesn’t require a middleman. We can communicate directly because it uses math. I need more time to explain this but in summary. It is a highly secure coded system (cryptography). That’s why we use it in financial services, in highly confidential matters, between two parties that want to reveal their information only to each other without the knowledge of other people. For example, I want to pay Mr. A an amount of money. Mr. A will know that he gets the money from me without having to know about Mr. B and Mr. C. But if one day Mr. A wants to know about Mr. B. they can make a deal, an agreement. With this protocol, the secret is not shared with any middle person. This happened at Alibaba. Jack Ma made this suggestion in Rwanda, the country, an African country. They produce coffee beans but they are not selling. Many kinds of coffee beans. Later he (Jack Ma) suggested that they used Blockchain. As it turned out, Blockchain allows coffee beans farmers to trade directly with the buyers. The buyers place their orders. An account is created. There are smart contracts, accounts, everything, complete contracts, in the Blockchain. Those Koreans told me that they were experts in creating platforms on Blockchain. But I told them that without a good business model, Blockchain won’t… Those who have the platform wouldn’t know what to do with it. So you have to create a good business model. I’ve seen one in Rwanda. And I’ve talked about this on my podcast that in the future, farmers can trade directly with Michelin Star chefs from any country in the world. If they know that our products are on point and we make the agreement on Blockchain. No middleman is required. Then we hire professional delivery service to deliver the goods. Blockchain has been created and used in Bitcoin. Bitcoin uses Blockchain’s platform. Its calculation is highly meticulous. Lately people have been asking about Blockchain. It is used mostly in what we call Digital Money or cryptocurrency of which Bitcoin is the pioneer. In the future it will be recognized as a currency, as a property. For example, economists from the Bank of England have suggested that the UK government should issue its own digital money or crypto money, like they do bank notes but in this (digital/crypto) version, like I’ve explained before. And that day when those Koreans talked with me, I suggested that they do something about properties because in Dubai there are plenty of leftover apartments and houses because they’ve built so many so if we use the concept of crypto money and use it to buy properties. We must set a good price for these properties. If the value of the properties go up, the value of the crypto money, the coin, goes up. When it does, those who want to trade will be on this platform. But all these platforms belong to Blockchain. What I’m saying is, I want to suggest the new generation to study Blockchain closely because it is going to create a new generation of millionaires. Like how the Internet created Internet millionaires, Blockchain will create Blockchain millionaires. Blockchain has been around for quite some years now but it is not widely known because people don’t understand it. People are stuck with the Internet. So I’m distinguishing them. The Internet is used for information. This (Blockchain) is used for money or highly confidential matters because it offers a very high level security for the information.

Now I want to tell you that, since we’re going to make money from technology, I want to share my experience with you. Do you know that the value of a technology can be depreciated? It gets outdated much faster than we think. An obvious example, today 4G auction goes up to hundreds of billion baht? On top of that, the implementation will cost thousand millions more. How long will it stick around? 5G is already coming out. South Korea and the US are testing it. China is about to use it. So 5G is breathing on our neck. I’m asking you how many years will we be using 4G? Say we invest 200 billion on 4G and use it for 7 years. In these seven years we must deduct 30 billion of value of depreciation for each year. Then we have to discard it. But in regards to accounting, what they call US, like the US, they say we can deduct 10 years of the value of depreciation but in Thailand, there’s a GAAP, we can deduct 20 years, accounting wise but we deduct sometimes 10 years, sometimes 20 years but technology becomes outdated much faster than that. So in accounting we’re looking at the profit but the truth is it is not as profitable as we think. Let’s say we make 200 billion within 7 years but with depreciations and other expenses, it (technology) is dilapidated. It has to be discarded. 200 billion is not profitable. But in the account book, with 20 years deducted, it looks profitable. But it (the technology) has already been discarded. New investment is needed. New technology requires new investment. What I’m saying is when we invest in technology, we must carefully consider the actual depreciation and the value of depreciation in the account book. They are overlapping. This confuses us, makes us think that we have made profit, but we have not. Because when we’re short of money, we get a loan from the bank. We have to be very careful when it comes to investment in technology.

That is all for today. I’ll see you again next week. Thank you very much.

004 สุขภาพของคน คือสุขภาพของชาติ

004 สุขภาพของคน คือสุขภาพของชาติ

ระยะหลังมานี้ ผมให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพอย่างมากครับ หนึ่งในแนวทางการดูแลสุขภาพของผม คือศึกษาไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมของคนเรากับเรื่องโภชนาการ เพื่อให้สามารถดีไซน์มื้ออาหารหรือตัวยาที่เหมาะสมจากรหัสพันธุกรรมพื้นฐานในแต่ละบุคคลได้

เพราะผมเชื่อว่า You are what you eat ถ้าเราเริ่มดูแลตัวเองจากการป้องกัน ย่อมดีกว่าการเสียเงินเพื่อการรักษา

ซึ่ง Good Monday รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกกับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร “EP.4 สุขภาพของคน คือสุขภาพของชาติ” ผมได้มาแชร์แนวทางของประเทศต่างๆ ในการรณรงค์ให้ประชาชนของเค้ามีสุขภาพที่ดีกันครับ

นอกจากนั้นผมจะมาเล่าเรื่อง Juxtaposition Marketing คำนี้จริงๆ แล้วไม่ใหม่เพราะแนวคิดนี้วงการนักการตลาด และนักโฆษณาทั่วโลกใช้กันมานานแล้ว พร้อมแนะนำหนังสือดีๆที่น่าอ่านครับ

 

 

สวัสดีครับ พี่น้องที่เคารพรักครับ วันจันทร์นี้พบกันอีกครั้งเป็นครั้งที่ 4 หรือ Episode 4

วันนี้ อยากเริ่มเรื่องเบาๆ เพื่อไม่ให้เกิดเพิ่มน้ำหนัก ก็คือ เรื่องอาหาร ผมได้อ่านนิตยสาร Monocle เป็นนิตยสารเกี่ยวกับไลฟสไตล์ของคนทั่วโลก ก็เลยเอามาเล่าให้ฟังหน่อย ก็เรื่องการกินนี่แหละครับ

เค้าบอกว่าที่อังกฤษ ตามสถิติมีประมาณ 1 ใน 3 คน น้ำหนักจะเกินกว่าค่าเฉลี่ย น้ำหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็น และในนั้นก็จะมีพวกโรคอ้วน หรือ Obesity ผสมอยู่ด้วย แต่ว่าใน 3 คน เนี่ย จะมี 1 คนที่น้ำหนักเกินกว่าพิกัดที่ควรจะเป็นสำหรับเขา และบางคนในนั้นก็จะเป็นโรคอ้วน แต่ในนอรเวย์เนี่ยเป็นพวกแองโกล-แซกซัน เหมือนกันเนี่ย ทุกๆ 6 คน มี 1 คน ดีกว่ากันเท่าตัวเลย ทำไมล่ะครับมันถึงต่างกันขนาดนี้  ก็พบว่าที่นอรเวย์เค้าเริ่มเก็บภาษีสินค้าเกี่ยวกับน้ำตาล ภาษีน้ำตาลโดยตรง ภาษีช็อกโกแลต เพราะว่าน้ำตาลเป็นสาเหตุแห่งโรคอ้วน แห่งความอ่อนแอของสุขภาพทั้งหลาย ตั้งแต่ปี คศ.1922 เนี่ย เค้าเริ่มเก็บภาษีน้ำตาล จนถึงปัจจุบันขึ้นไปถึง 83% สมมติของนำเข้าราคา 100 เก็บภาษี 83% ก็เป็น 183 นี่คือต้นทุนของการนำเข้าของคนที่เอาของมาขาย แล้วบางครั้งเนี่ยเค้าเล่ากันว่า      คนนอรเวย์เวลาไปสวีเดนมักจะซื้อช็อกโกแลตกลับบ้าน เพราะช็อกโกแลตที่สวีเดนถูกกว่า เพราะไม่มีภาษี แต่คนสวีเดนก็อ้วนกว่าคนนอรเวย์

ที่น่าสนใจอีกอันนึงก็คือ ประเทศกาตาร์ กาตาร์เป็นประเทศเล็กๆ อยู่ในตะวันออกกลาง เป็นประเทศที่มี Per capita income คือมีรายได้ ต่อหัว ต่อคน สูงที่สุดในโลก คือ 112,000 ยูโร ต่อปี ก็ตกต่อคนประมาณ 4 ล้านกว่า คนนึงมีรายได้เฉลี่ย 4 ล้านกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคน 4 ล้านกว่า เพราะว่าเป็นเศรษฐีเสียเยอะ รวยมาก ประเทศไหนรวย เค้าก็ส่งอาหารดีๆ แพงๆ ส่งไปขาย พอส่งไปขายก็กินกันเพลิน ความรวย ความอ้วนมันตามกันมาเลยครับ พบว่าคนที่กาตาร์เนี่ย กินอาหาร junk food หรืออาหารที่ไม่มีคุณภาพเนี่ย ประมาณอาทิตย์ละ 3 ครั้ง/คน แล้วคนกาตาร์เนี่ย 70% มากกว่าที่อังกฤษเยอะเลย  70% ของคนกาตาร์เนี่ยจะมีน้ำหนักที่มากกว่าควรจะเป็น แล้วใน 70% เป็นโรคอ้วน หรือโรค Obesity จำนวนมาก แล้ว 17% ของคนกาตาร์เป็นโรคเบาหวาน 17% นี่เยอะมากนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยเค้าถึงเริ่มแคมเปญ เริ่มโฆษณาเพื่อสร้างขวัญกำลังใจว่า กินน้อยลง และออกกำลังกายมากขึ้นหน่อย คือ eat less move more อันนี้เป็น slogan ที่เค้าใช้โฆษณาของประเทศกาตาร์ตอนนี้ คนกาตาร์อ้วนจริงๆ เยอะมากนะครับ

ทีนี่มาดูตัวอย่างประเทศที่เค้าถือว่าอาหารเป็นเรื่องสำคัญ เค้าถือว่า       we are what we eat  คือเราจะเป็นยังไงมันอยู่ที่เรากินเข้าไป เพราะร่างกายเราเกิดมาเนี่ย เรากินอะไรเราก็จะได้ยังงั้น เรากินของอ้วนเราก็ต้องอ้วน กินของไม่อ้วนเราก็ไม่อ้วน เรากินของเพื่อสุขภาพดีที่เราก็จะดี     ญี่ปุ่นถือเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ใส่เข้าไปในหลักสูตรตั้งแต่โรงเรียนเด็กๆ    เลยนะครับว่า อาหารการกิน เรื่องโภชนาการ กินอย่างไรถึงจะดี ถึงจะถูกต้อง แม้กระทั่งว่าเวลาลูกไปโรงเรียน อาหารกลางวันที่โรงเรียนจะเลี้ยงอะไร เค้าจะมีในเมนูส่งเมนูไปให้ผู้ปกครองดูเลย ผู้ปกครองจะได้ดูว่า     เมนูนี้ โรงเรียนนี้ให้อาหารเด็กที่ถูกตามสุขลักษณะหรือเปล่าอะไรทำนองนี้

ส่วนสิงคโปร์นี่ เริ่มใช้ระบบว่า อยากให้คนออกกำลังเยอะๆ เอาข้อมือแบบ fitbit เนี่ย ใครจะเข้าโปรแกรมนี่ ก็ไปเอา fitbit ของรัฐบาล รัฐบาลให้เลยนะครับ ถ้าวันไหนเดินครบหมื่นก้าว เอาไป 50 ดอลล่าร์สิงคโปร์ หมื่นก้าวนี่เดินประมาณ 8 กิโล ก็บางทีผมไปเดินอยู่ชั่วโมงสิบนาที เดินได้ 7 กิโลกว่า ไม่ถึงหมื่นก้าวดี อ๋อเลยคำนวณได้ว่าหมื่นก้าวนี่ประมาณสัก 8 กิโล เดินจริงๆ ก็ประมาณสัก 1 ชม. 40 นาทีได้นะครับ ถ้าเราเดินขนาดวันละ    2  ชม. มันก็จะทำให้เราได้หมื่นก้าว หมื่นก้าวนี่เค้าคิดว่าเป็นการเดินที่     ทำให้การย่อยสลายของอาหารที่เรากินเข้าไปดี และร่างกายก็แข็งแรง

ประเทศเราเป็นประเทศที่มีโครงการ 30 บาท โครงการ 30 บาททุกวันนี้     ก็เพิ่มค่าหัวไปเรื่อยๆ ถ้าขืนปล่อยแบบนี้ เราก็ไม่ไหว เพราะจริงๆ แล้ว ตอนที่สร้างโครงการ 30 บาทขึ้นมา เราต้องคิดครบวงจร ครบวงจรก็คือ เราต้องถือว่า ที่ภาษาอังกฤษว่า Prevention is better than cure ก็คือการป้องกันดีกว่าการรักษา นั่นก็คือการต้องรณรงค์เพื่อให้คนมีสุขภาพดี ไม่ว่าเรื่องของอาหาร เรื่องของอารมณ์ เรื่องของการออกกำลังกาย เพราะฉะนั้น มันจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษามันลดลง ถ้าปล่อยให้เป็นการรักษาข้างเดียวแล้วประชากรเพิ่มขึ้น อัตราต่อหัวเพิ่มขึ้น งบประมาณเราจะรับไม่ไหว เพราะฉะนั้นต้องเน้นเริ่มต้นที่เรื่องของอาหารเลย We are what we eat นี่แหละ เราจะเป็นยังไงก็อยู่ที่เรากินอะไรเข้าไปนี่แหละ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องดูสุขภาพ เพราะผมมองว่า ประเทศเรานี่ ถ้าเปรียบเหมือนร่างกายมนุษย์ 1 คน มนุษย์ทุกคนในประเทศก็เปรียบเสมือนเซลล์ทุกเซลล์ที่อยู่ในตัวเรา ถ้าเราทำให้เซลล์ทุกเซลล์แข็งแรง เซลล์ทุกเซลล์ทำงานได้ดี ประเทศเราก็จะมีผลผลิตที่ดี เพราะฉะนั้นไอ้ 3 อ ที่เค้าพูดถึงกัน ก็คือ อาหาร อารมณ์ และการออกกำลัง จึงเป็นสิ่งที่จะต้องซีเรียสจริงจังกัน ต้องรณรงค์ ต้องมีโปรแกรมกัน แล้วเราจะไปลดที่ 30 บาท  ลด 30 บาท นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรื่องใหญ่ที่สุดคือ ทำให้คนในประเทศมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี แล้วเราจะได้มีกำลังความสามารถที่จะสร้างผลผลิตที่ดีให้กับครอบครัว ให้กับประเทศ นั่นคือสิ่งที่เราคงจะต้องจริงจังกับมัน

เรื่องที่ 2 พอเวลาพูดเรื่องแคมเปญ ผมเลยอยากจะมาพูดเรื่องภาษาใหม่คำหนึ่งที่ผมไม่เคยได้ยิน แต่มันมีมาแล้ว แต่ว่าผมไม่เคยได้ยิน เค้าใช้     คำว่า juxtaposition ที่สะกดว่า juxtaposition มันแปลว่าอะไร แปลว่า เอาภาพมาวางสลับกัน เอามาเคียงกัน ตรงนี้เนี่ยทางโฆษณาเค้ามาพูดถึงเรื่องว่า เมื่อก่อนนี้โฆษณาเอะอะเราจ้างดารามาเป็นนางแบบโฆษณา แต่ตอนหลังมาเค้าบอกว่า เอาของจริงดีกว่า เอาของจริงมา เพราะฉะนั้นอย่างเช่นโฆษณาเรื่อง อย่างที่ผมไปประชุมกับบริษัทที่ผมทำมาหากินด้วยนี่แหละ ที่เอาดีเอ็นเอมาเป็นตัวเลือกอาหาร ให้ดีเอ็นเอเป็นตัวเลือกอาหารให้เหมาะสมกับดีเอ็นเอร่างกายเรา เพราะอย่างร่างกายบางคนมีความสามารถในการย่อยสลายไขมันดี ก็ไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าไหร่         อย่างผมนี่ ย่อยสลายไขมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็เลยต้องมีพุง แล้วก็ย่อยสลายคาเฟอีนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นบ่ายไปแล้วนี่ กินกาแฟก็จะไม่ค่อยดี นอนไม่หลับ ที่นี้เขามาอธิบายผมฟังว่า เขาไปเอาคนอ้วนมา แล้วก็เอาคนผอมมา มาถ่ายรูปแล้วก็เอารูปมาวางเคียงกัน แล้วให้เขียนว่ามั่นใจ หรือ confident  เพราะว่า My DNA is my choice ก็คือว่า DNA สามารถเลือกอาหารให้ฉันได้ เพราะว่าต่อไปนี้ ฉันมั่นใจและ ถึงแม้ฉันอ้วน ฉันก็จะไม่อ้วน และถึงแม้ฉันผอมลีบแห้งๆ แบบนี้ฉันก็จะไม่ผอมแล้ว เพราะฉันกินอาหารตาม DNA นั่นคือการใช้ว่า Just a Position ก็คือ เอาความที่        เอาของจริงมาเทียบเคียงกัน มันก็จะเห็นว่าอ๋อ อันนี้มันเป็นสิ่งที่เห็นชัดเลย ไม่ต้องใช้ดารา เพราะใช้ดาราเนี่ย มันยังเป็นเรื่องที่อาจจะดูไม่จริงจัง อะไรอย่างนี้นะครับ แต่อันนี้ไม่ได้หมายความว่า บางอาชีพบางโฆษณาดาราอาจจะต้องใช้ดารา แต่ว่าโฆษณาในสิ่งที่ต้องการจะให้เห็นจริงเห็นจังเนี่ย ต้องใช้ความจริง ก็เหมือนผมมานั่งคิดถึงตอนเมื่อก่อนเนี่ย ตอนผมเป็นนายก อาจารย์พันธ์ศักดิ์ ที่ปรึกษาผมเนี่ย มาบอกผมว่า เราต้องใช้นางแบบชาวอีสานมาเดินแฟชั่นของไทย แล้วต้องเป็นนางแบบที่ธรรมชาติจริงๆ นะไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องไปใส่จมงจมูกอะไรทั้งสิ้น ผมก็ฟัง    ไม่ค่อยเข้าใจ แต่วันนี้ผมเข้าใจแล้วนะครับ ผมเข้าใจแล้ว ผมไปเห็นนางแบบเมืองนอก มาเดินแบบ บางคนก็เป็นนางแบบที่มีคนจ้างมาก ทั้งๆ ที่เป็นคนไม่สวยเลย เพราะฉะนั้นเนี่ยความสวยไม่สวยมันอยู่ที่เราจะจัดให้มันเหมาะสมอย่างไร เพราะฉะนั้น      ไม่งั้นคนไม่สวยเนี่ยไม่มีแฟนหรอกนะครับ และคนสวยก็ต้องมีแฟนทุกคน วันนี้คนไม่สวยก็มีแฟนได้ คนสวยบางทีก็ไม่มีแฟน  เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ ความพอเหมาะพอเจาะพอดี ผมเลยเล่าให้ฟังว่า โฆษณาตอนนี้          โลกโฆษณามันเปลี่ยนไปเยอะเลย มันเปลี่ยนแม้กระทั่งว่า ผมทำ Survey ล่าสุดเนี่ยประเทศไทยนี่นะฮะ และหลายประเทศก็จะคล้ายกันว่า คนอายุต่ำกว่า 55 เนี่ย มักจะรับรู้เรื่องราวข่าวสารหรือการโฆษณาจาก Social Media คนอายุ 55 ขึ้นไป มักจะรู้จากทีวี พวกคนที่ชอบดูทีวียังเป็นคนที่อายุเกิน 55 อายุต่ำกว่า 55 เนี่ยน้อยคนที่จะดูทีวี มักจะดูทางด้านออนไลน์ ดูจากมือถือบ้าง ดูจากอินเตอร์เน็ตบ้าง ก็เพราะฉะนั้นวันนี้บริษัทโฆษณาใหญ่ๆ เจ๊งแล้วนะครับ บริษัทโฆษณาใหญ่ๆ ไปไม่ได้ปรับตัวไม่ทัน บริษัทอย่าง Facebook ปรากฎว่ารายได้ส่วนใหญ่มาจากค่าโฆษณานะครับ     เป็นคนที่กินค่าโฆษณาสูงที่สุด เพราะฉะนั้น โลกมันมีการเปลี่ยนวงการโฆษณา วงการการรับรู้ข่าวสารเปลี่ยนหมด เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายที่จะโฆษณาก็ดี หรือเป็นผู้ที่หากินในวงการนี้ก็ดี ต้องปรับตัวอย่างแรงนะครับ

มันมีอีกเรื่องที่อยากจะพูดแต่ไม่รู้ว่าวันนี้จะทันหรือเปล่า เพราะว่า 15 นาทีกลัวจะยาวไป เอาไว้เป็นคราวหน้าผมจะมาพูดเรื่อง การทำมาหากินที่ต้องใช้เทคโนโลยีและมันเปลี่ยนไปแล้วตอนนี้ โลกมันเปลี่ยนไป เราจะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็ก่อนจบก็จะแนะนำหนังสือ และคราวหน้าจะเอาไปพูดกัน

มันมีหนังสืออยู่เล่มนึงครับที่ผมไปอ่านหนังสือ แล้วเขาแนะนำอยู่ในหนังสือที่อ่าน หนังสือนี้ชื่อว่า Race Against the Machine แปลว่าการแข่งขันกับเครื่องจักรกล เขียนโดยอาจารย์จาก MIT หรือ Massachusetts Institute of Technology มหาวิทยาลัยที่มีชื่อมากในโลกแห่งหนึ่งนะครับ ก็ สอง professor ชื่อ Erik Brynjolfsson กับ Andrew McAfee นะครับ

สองคนนี้เขียนหนังสือ หนังสือไม่ใหญ่ครับ เค้าเขียนเรื่องนี้คือเขาสรุปว่า จำไว้นะ ให้จำว่า คำว่า Great restructuring ก็คือว่าต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ ปรับโครงสร้างหรือปฏิรูปครั้งใหญ่ นั่นก็คือว่า โลกเทคโนโลยีมันนำหน้าความชำนาญของมนุษย์ และนำหน้าองค์กรทั้งหลาย เพราะฉะนั้นในเมื่อความชำนาญและองค์กรมันล้าหลังเนี่ย ถ้าเราไม่ปรับปรุงทำตัวเพื่อรองรับเทคโนโลยีเนี่ยเราพัง หนังสือเล่มนี้เขียนหลังจากที่มี financial crisis หรือมีปัญหาทางเศรษฐกิจของอเมริกาเมื่อปี 2008 หนังสือเล่มนี้เขียนปี 2011 เขาบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องของการถดถอยทางเศรษฐกิจ หรือไม่ใช่เรื่องของการเงิน เรื่องอะไรอย่างเดียว แต่ปัญหามันจริงๆ แล้ว มันเกิดจากการที่เทคโนโลยีมันแซงหน้า ความสามารถ ความชำนาญของมนุษย์ และก็ความสามารถขององค์กรในการปรับตัวต่างหาก ก็เป็นหนังสือที่ดูแล้วน่าจะไปอ่านเพื่อเราจะได้ปรับตัวว่าเราจะอยู่กับเทคโนโลยีอย่างไรนะครับ

วันนี้เอาแค่นี้ แล้วคราวหน้าเดี๋ยวผมจะเอาเทคโนโลยีที่ไปประชุมไปพบกับเด็กหนุ่มๆ คนจีนที่มาพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีที่เขาทำยังไงเนี่ย น่าสนใจมากครับ เดี๋ยวคราวหน้าเราพบกันอีกครั้งนะครับ วันนี้เอาแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

 

003 ชวนโลกมาเที่ยวไทย กระจายรายได้ทุกจังหวัด

003 ชวนโลกมาเที่ยวไทย กระจายรายได้ทุกจังหวัด

Good Monday รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกกับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร “EP.3 ชวนโลกมาเที่ยวไทย กระจายรายได้ทุกจังหวัด” เพราะผมเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก ประเด็นสาคัญคือเราต้องกระจายรายได้ไปถึงประชากรทุกระดับและสร้างให้ไทยเป็น Hub ด้านการบินของภูมิภาค เพื่อที่การท่องเที่ยวไทยจะกลายเป็น Growth Engine ที่แข็งแรง สามารถกระจายรายได้สู่ชุมชนจนสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนครับ

 

สวัสดีครับ พี่น้องที่เคารพรักครับ วันนี้พบกันเป็น Episode ที่ 3 ตอนแรกว่าเอ๊ะจะพูดเรื่องอะไรดี แต่ไปตื่นเต้นข้อมูลรายงานของ World Bank ของธนาคารโลกที่ประเมินว่าปี 2028 เนี่ยประเทศไทยสามารถที่จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 5.9 ล้านล้านบาท หรือจะเป็นประมาณ 28.2 % ของ GDP หรือของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศเนี่ย ซึ่งปัจจุบันเรามีรายได้อยู่ที่ประมาณ 3.47 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 22% ของ GDP ก็หมายความว่าอีก 10 ปี ไม่ถึงดี เราจะมีรายได้กระโดดขึ้นมา และมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาอีกจำนวนมากมาย ฟังแล้วตัวเลขมันดีครับ แต่ถามว่าจะให้เป็นอย่างนั้นเนี่ยมันต้องทำอะไรอีกเยอะเลย อีกเยอะเลยครับ เพราะไม่งั้นเรารองรับนักท่องเที่ยวแบบนั้นไม่ได้ จะรองรับได้ต้องไปอีกเยอะ ผมก็เลยจะมาพูดว่าแล้วที่สำคัญคือ มันช่วยเศรษฐกิจด้วย เพราะมันเป็นประมาณ เกือบ 30% ของ GDP ต้องทำให้รายได้เหล่านี้ลงไปถึงประชาชนข้างล่าง ถ้าลงได้จริง ประเทศเราจะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ และมีประโยชน์ต่อคนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น นั่นเป็นสิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ที่เราต้องตอบ

ถ้าเริ่มต้นเนี่ย ผมก็อยากจะยกตัวอย่างอันนึง ซึ่งเป็นประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวที่สูงมาก คือดูไบ เมืองดูไบประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดูไบเขาใช้เครื่องมือทุกอย่าง ว่าจะดึงคนมาที่ดูไบอย่างไร แล้วดึงมาแล้วจะให้อยู่นานอย่างไร จะให้ใช้ตังค์อย่างไร เขาทำกันเป็นกระบวน เป็นขั้นเป็นตอน นั่นคือว่าเขามียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และก็มีการให้อำนาจในการจัดการอย่างชัดเจน

ยกตัวอย่างเช่น เอมิเรตส์ แอร์ไลน์ เป็นสายการบินที่กลายเป็นใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อประมาณสัก ถ้าผมจำ ค.ศ. ไม่ผิดคือประมาณ 1983 ประมาณสัก 30 กว่าปีที่แล้ว เขาเริ่มต้นด้วยทุนจดทะเบียนแค่ 10 ล้านเหรียญ แล้วเครื่องบินที่มาเปิด เที่ยวบินปฐมฤกษ์ เช่ามาจาก ปากีสถาน แอร์ไลน์ 2 ลำ แต่วันนี้เป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มี 380 เยอะที่สุดในโลก

เขาดึง เขากระจายการบินไปทั่วโลก แล้วให้ดูไบเป็นศูนย์กลาง ใครจะไปไหนก็ผ่านดูไบ แล้วเขาก็มีแรงจูงใจว่า ถ้าแวะตั๋วถูกลง ถ้าแวะหลายวันหน่อย ยิ่งตั๋วถูกลง สมมุติว่าคนไปเที่ยวดูไบ ถ้าจองตั๋ว 2 วัน กับ 4 วัน ตั๋ว 4 วันกลับ ถูกกว่า 2 วันกลับ เพราะว่าจะเป็นแรงจูงใจให้คนได้อยู่นาน ได้ไปช่วยโรงแรมนะครับ เพราะงั้นระบบการท่าอากาศยานก็ดี ระบบอะไรหลายๆ อย่างมันไปอยู่กับเอมิเรตส์ แอร์ไลน์หมด เดี๋ยวผมจะกลับมาพูดถึงของเรา 

โรงแรมก็เกิดขึ้นมากขึ้น แล้วเขาก็ไปสร้าง man-made หรือสิ่งที่ดึงดูดท่องเที่ยว เช่น สวนสนุกบ้าง ศูนย์การค้าบ้างอะไรบ้าง ก็พยายามทำตามกฎประชากร เป็นประเทศที่มีประชากรน้อย แต่ว่าดึงประชากรจากทั้งโลกมาช่วยสร้างเศรษฐกิจ อันนี้คือเทคนิคที่เขาใช้ แม้กระทั่งเรื่องของประชากร เขาไม่มีคนทำงานในภาคบริการมาก เขาก็ให้วีซ่ากับคนที่จะมาทำงานที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือที่เมืองดูไบเนี่ยได้ง่ายมาก คือ ให้มาทำงาน คนของเขามีหน้าที่กู้แบงก์ลงทุน แล้วก็คนต่างชาติมีหน้าที่มาทำงานให้เขา แล้วก็ภาคบริการเนี่ยก็ขยายอย่างรวดเร็วมาก วันนี้คนไปดูไบใช้เงินเป็นอันดับ 1 ของโลก คือ เฉลี่ยต่อคน นี่คือรายงานของ             มาสเตอร์การ์ด หรือบริษัทเครดิตการ์ด

ทีนี้ของเราเนี่ยถ้าอยากได้นักท่องเที่ยวเยอะขนาดนั้นเนี่ย ปัญหาคือสนามบิน       วันนี้สุวรรณภูมิที่เราสร้างไว้เนี่ย รองรับได้ 45 ล้านคนต่อปี แต่วันนี้เนี่ยเราใช้ไป 60 กว่าล้านคนแล้ว เราใช้เกิน 62.8 ล้านคน ดอนเมืองเราสร้างไว้ 30 ล้าน ตอนนี้ ใช้ไป 40.5 ล้าน ภูเก็ตสร้างไป 12.5 ล้าน ใช้ไป 18.2 ล้าน เชียงใหม่ 8 ล้าน     ใช้ไป 10.8 ล้าน นั่นคือวันนี้ สนามบินที่มีอยู่ในประเทศไทย เล็กไปสำหรับ        การท่องเที่ยวในปัจจุบันแล้ว

ทีนี้เราอยากเร่งให้มีรายได้มากขึ้น ก็ต้องขยายสนามบินมากขึ้น สนามบินสุวรรณภูมิเนี่ย ตอนที่ผมทำไว้ แพลนไว้ว่าจะสร้างมิดฟิลด์คองคอร์ด และก็สร้างเทอมินอลที่ 2 แล้วก็ทำถนนจ่อมาแล้วทางด้านใต้นะครับที่มาจากทางบางนาตราด มันช้าไปหน่อย แล้วรันเวย์ที่ 3 เนี่ยก็ถมไว้แล้ว อัดดินอัดแน่นไปแล้ว ก็เหลือแค่ทำรันเวย์ ก็ช้าไปหน่อย ถ้าเราเร็วขึ้นเนี่ย มันจะทำให้เรารองรับเที่ยวบินเข้ามาเมืองไทยได้เยอะขึ้น วันนี้มีเที่ยวบินอยากเข้าเมืองไทยเยอะ

ที่ดูไบเขาทำไงรู้ไหมฮะ ร้านอาหารในดูไบ ยกตัวอย่างๆ La Petite Maison มีหลายสาขาทั่วโลก แต่ที่ดูไบอร่อยที่สุด เพราะระบบการนำเข้าวัตถุดิบมันสดตลอดเวลา เพราะเนื่องจากว่าเครื่องบินมันมาจากทุกแห่งทั่วโลก และมันมาแวะที่ดูไบ คือ Belly cargo คือหมายถึงว่า การขนส่งของผ่านใต้ท้องเครื่องบิน มันมีมาจากทุกแห่ง เพราะฉะนั้นของจะสด เพราะฉะนั้นเมืองไทยก็เหมือนกัน เรานอกจากจะเอาของเข้าและของออกด้วย เราสามารถเอาสินค้าเกษตรออก ถ้ายิ่งเรามีเที่ยวบินมาเยอะๆ การใช้บริการ Belly cargo คือ ติดท้องเครื่องบินโดยสารไปด้วย จะทำได้เยอะ ถี่ เร็ว นะครับ ผลพลอยได้ มันมีเยอะ

เพราะฉะนั้นของเรามีจุดอ่อนอีกอันนึงก็คือ การท่ากับการบินไทย ตอนนั้นผมอยากสร้างการบินให้ผงาด อยู่ในสุวรรณภูมิ เป็น home-base ลงมาเห็นความยิ่งใหญ่ของการบินไทย แต่ปรากฏว่า การทำงานร่วมกันระหว่างการบินไทยกับการท่าอากาศยานเนี่ย มันอ่อนไปหน่อย มันขาดความร่วมมือที่ดี เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะเป็น hub หรืออยากเป็นศูนย์กลางการบิน เราจะต้องจัดเวลาเที่ยวบินมาถึงและออกต่ออีกชั่วโมง เพื่อให้การต่อเครื่องเนี่ยมันสะดวก ไม่ใช่เครื่องบินมาเช้าแล้วออกอีกทีตอนดึก คนไม่อยากมานอนเล่นอยู่สนามบินรอ มันเสียเวลา แล้วก็เหนื่อยด้วย เพราะฉะนั้นระบบการสร้างการเป็น hub เป็นศูนย์กลาง ซึ่งโดยทางภูมิศาสตร์ เราเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคทางอาเซียนอยู่แล้ว ในทางเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เราเป็นศูนย์อยู่แล้ว แต่ทางด้านบริหาร เราไม่สามารถทำให้มันเป็นศูนย์ได้

อย่างที่ดูไบเขาเป็นศูนย์ เขาถึงเรียกว่า Middle East เป็นศูนย์กลางตรงนั้น ซึ่งมันมีหลายประเทศที่เป็นศูนย์กลางได้ แต่เขาดึงเข้ามาโดยใช้สายการบินของเขาเป็นตัวดึง เพราะฉะนั้นวิธีการบริหารการจัดการมันสร้างความแตกต่างเยอะเลย เพราะฉะนั้นการบริหารการจัดการเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแก้ไขนะครับ

นอกจากนั้นเรื่องของการรักษาความปลอดภัยก็ดี เรื่องของการสร้างระบบไอดีก็ดี เรื่องอีกที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องของกำลังคนที่จะใช้ในภาคบริการ เราต้องการประมาณ 8 ล้าน กว่าคน 8,570,000 คน เข้ามาอยู่ในภาคบริการ ทางด้านการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะต้องเริ่มคิดว่า เราจะเทรนคนของเรายังไง จุดแข็งของการท่องเที่ยวไทยเราเนี่ย เขาบอกว่าเป็นความมีน้ำใจของคนไทยในการต้อนรับแขก เขาชอบตรงที่เราแฮปปี้ โรงแรมบริการดี สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เป็นเสน่ห์ของเมืองไทย นอกเหนือจากอาหาร นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรม ธรรมชาติอะไรทั้งหลาย เดี๋ยวค่อยพูดกันเรื่องนั้น  เราจะต้องสร้างคนที่ในภาคบริการให้เป็นมนุษย์พันธุ์ที่ทำงานด้านบริการได้ดี จะต้องทำอย่างไร

วันนี้เราก็ต้องถือโอกาสแล้วครับ ว่าหุ่นยนต์มันจะมาไล่คนออกจากภาค อุตสาหกรรม เราก็ต้องเอาภาคอุตสาหกรรมส่วนหนึ่งเนี่ย พัฒนาให้เป็นนายหุ่นยนต์ อีกส่วนหนึ่งเนี่ย เอามาสู่ภาคการเกษตร  อีกส่วนหนึ่งเอามาสู่ภาค         การบริการ มนุษย์มันมีหลายประเภท หลายนิสัย เราก็คัดมา แล้วก็เอามาเทรนได้ วันนี้ต้องคิดแล้วครับว่าจะเตรียมคนเข้าสู่ภาคบริการอย่างไร ภาคอุตสาหกรรมเรามีคนเหลือ ต่อไปเราจะเหลือคนจากภาคอุตสาหกรรม เราก็เอามาสู่ภาคบริการ แล้วภาคเกษตรเดี๋ยวคราวหน้า คราวต่อไป ผมจะพูดเรื่องภาคเกษตร ให้รู้ว่าภาคเกษตรเนี่ยมันสามารถยกระดับ ทั้งการทำผลผลิต ยกระดับของการทำการเกษตร และยกระดับของคนที่ทำภาคการเกษตรได้ เพราะฉะนั้นเนี่ย ตรงนี้ต้องยกระดับคนเข้ามาสู่ในภาคบริการ โดยดึงมาจากภาคอื่นที่จะมีการเหลือ

ในอนาคตข้างหน้า แม้กระทั่งภาคการบริการด้านอื่นๆ เช่น ภาคธนาคาร คนในธนาคารก็จะเหลือ แน่นอนครับต่อไปข้างหน้า ออนไลน์แบงก์กิ้งมันเข้ามาแรงขึ้น ใช้กันมากขึ้น ในที่สุดผลสุดท้ายก็จะใช้คนพนักงานแบงก์น้อยลงไป จะต้องมีการ lay off พนักงานแบงก์อีกเป็นหมื่นๆ คน ตอนนี้ภาคบริการน่าจะเปิดรับได้กว้างขึ้นถ้าหากว่าเรามีการจัดบริหารให้ดีนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องคนก็เป็นเรื่องสำคัญ

อีกอันที่เราบอกว่าจะกระจายรายได้ไปสู่ระดับล่างได้ไง นั่นก็คือเดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยี และ Business Model ที่เราเรียกกันว่า sharing economy เหมือนกับ UBER ก็ดี เหมือน Airbnb ก็ดี เราสามารถที่จะจัดโฮมสเตย์ทำเป็นเว็ปไซต์เหมือนกับ Airbnb เพื่อจะแยกกลุ่มว่า ใครจะไปเที่ยวชนบท ประเภทไหน อยู่ในกลุ่มนี้ ประเภทไหนอยู่ในกลุ่มนี้เช่น ประเภท ซี ซัน แซนด์ ก็โฮมสเตย์ก็อยู่แถวบ้าน แถว ซี ซัน แซนด์ ก็คือ เที่ยวชายหาด ดูทราย ดูแสงแดดอะไรพวกนี้นะฮะ ก็คือทะเล

อีกประเภทนึงบอกว่าอยากไปด้านธรรมชาติทางภูเขา ก็ไปทางเหนือ  อีกประเภทนึงก็คือว่าอยากจะไปอยู่กับชาวบ้าน ไปดูวิถีชีวิต เช่น ไปดูว่าเขาจะทำนาอย่างไร เกี่ยวข้าวอย่างไร ก็ไปอยู่แถวร้อยเอ็ด แถวอะไรพวกนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้อย่าให้รายได้มันกระจุกอยู่ไม่กี่จังหวัด กระจายออกไป และให้สนามบินต่างๆ ที่บางที่เนี่ยได้ใช้เป็นที่ปลูกหญ้าเลี้ยงวัวไปแล้ว ก็ต้องเอามาฟื้น และให้การท่องเที่ยวมันกระจายออกไปสู่ชนบท เพราะว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมันมีมากพอแล้ว ต่อไปจะมากขึ้นไป ซึ่งผมเคยพูดไว้ว่าเราต้องทำให้ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเท่ากับจำนวนประชากรของเรา มันเป็นไปได้แล้วนะครับ ที่ World Bank พูดถึงปี 2028 และวันนี้ถ้าดูยอดคนมาเที่ยว อย่างคนอินเดียมีตั้งพันสามสี่ร้อยล้านคน เพิ่งมาล้านสี่แสนคนเอง  เพราะงั้นมันยังดึงมาได้อีกเยอะ เที่ยวได้อีกเยอะ

เพราะฉะนั้นเราจะต้องปรับปรุง เตรียมการเรื่องการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ถ้าให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงท่องเที่ยวอย่างเดียวไม่พอนะครับ แล้วก็ต้องมียุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ไปถึงเรื่องของการกระจายลงไปให้นักท่องเที่ยวไม่ว่าไทยหรือต่างชาติ

ในที่สุดมนุษย์มันอยู่กับชีวิตที่เหนื่อย ที่แข่งขัน ที่เครียดมาเยอะ บางคนได้ตังค์แล้วก็ไม่รู้ว่า..ใช้ไม่เป็นนะครับ ก็ดูบางคนก็อยากจะกลับไปสู่ธรรมชาติ คือ Back to nature กลับไปสู่สภาพที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์ ก็อยากจะไปเห็นไปสัมผัสวิถีชีวิต สิ่งเหล่านี้อีกหน่อยจะเป็นการท่องเที่ยวที่ดึงคนไปได้เยอะ   อย่างวันก่อน มีคนส่งรูปมาให้อย่าง Bill Gates เศรษฐี อันดับต้นๆ ของโลกไปยืนเข้าคิว แต่งตัวธรรมดาๆ เข้าคิวซื้อแฮมเบอเกอร์ อยู่ที่เมือง Seattle ก็เป็นเรื่องที่ให้เห็นว่า ในที่สุด มนุษย์ก็คือมนุษย์  อย่าไปคิดว่าคนมีตังค์เป็นเทวดา มนุษย์ก็คือมนุษย์อยู่ดี เพราะงั้นในที่สุดมนุษย์จะมีความสุขได้ต้องมีความสุขแบบมนุษย์ ถ้ามนุษย์คิดว่าจะมีความสุขแบบเทวดา ไม่มีทางมีความสุข เพราะเราไม่ใช่เทวดา มนุษย์ต้องมีความสุขแบบมนุษย์ถึงจะมีความสุข นั่นคือสิ่งที่มนุษย์เริ่มแสวงหาความสุขที่แท้จริง ก็จะไปค้นคว้าอะไรต่างๆ เยอะ

ประเทศไทยเรามีความพร้อมในสิ่งเหล่านี้จริงๆ งั้นต้องจัดและบริหารให้ดี วันนี้ ผมคิดว่าเดี๋ยวผมจะมาพูดต่อเพราะว่าเรื่องท่องเที่ยวมันมีเรื่องยาว แต่วันนี้เราพูดกว้างๆ แค่นี้ก่อน แล้วก็คราวหน้ามีเวลา ก็จะพูดต่อและก็พูดเรื่องการย้ายผู้คนจากภาคต่างๆ ที่อาจจะล้นงาน หรือที่ต้องปรับตัวเข้าสู่เรื่องที่โลกเปลี่ยนแปลงไปเนี่ยอย่างไร เราก็จะมาคุยกันต่อนะครับ วันนี้ผมขออนุญาต เอาสั้นๆ แค่นี้ก่อนครับ สวัสดีครับ

 

002 แก้วิกฤติฝุ่น ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง

002 แก้วิกฤติฝุ่น ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง

Good Monday รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกกับดร.ทักษิณ ชินวัตร EP.2 ผมขอขยายมุมมองของปัญหาที่เกิดจากฝุ่น เพื่อให้ทุกท่านลองดูว่าอนาคตโลกจะไปทางไหน The Third Wave หรือคลื่นลูกที่ 3 คือเทคโนโลยีจะมีบทบาทอย่างไรในการช่วยแก้ปัญหาครับ #ThaksinGoodMonday

 

สวัสดีครับพี่น้องที่เคารพรักครับ พบกันเป็นจันทร์ที่ 2 นะครับ คราวที่แล้วผมบอกว่าจะเล่าเรื่องไปเมืองจีน ก็พอดีที่เมืองไทย มีปัญหาที่ตกใจกันมากก็คือเรื่องของ “ฝุ่น” เรื่องของอากาศมลพิษที่มีฝุ่นขนาดเล็ก ถึง 2.5 ไมครอน ซึ่งเป็นขนาดที่อันตรายในการทะลุทะลวงเข้าไปในหลอดเลือดต่างๆ ทำให้สุขภาพเสียหาย

การมีมลภาวะที่ติดอันดับ 10 ของโลกเนี่ย มันเสียหาย 2 ส่วนแน่นอน ส่วนหนึ่ง คือสุขภาพอนามัยของคนไทย แต่ส่วนที่สอง คือ ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ก็คือเรื่องของภาพพจน์ที่เสียหายไป การท่องเที่ยวก็จะมีผล เพราะคนก็ไม่อยากจะมาในช่วงที่ภาวะมลพิษทางอากาศสูงอย่างนี้ เหมือนหลายประเทศ หลายเมืองที่ขึ้นบัญชีว่าเป็นเมืองที่มีมลพิษสูง ฉะนั้นก็จะเสียหายทางเศรษฐกิจ เสียหายในการทำมาหากินของคนซึ่งขายของตามถนนหรือตามกลางแจ้ง ก็จะมีความรู้สึกกลัวหรือเป็นห่วงใยต่อสุขภาพของตัวเอง ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องแก้กัน จะแก้ยังไงนั้นผมคงไม่อยากจะไปรบกวนที่จะทำให้เกิดความไขว้เขวสำหรับผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย แต่ผมจะเล่าประสบการณ์ที่ผมไปมา ผมบอกจะเล่าเรื่องเมืองจีน ความจริงแล้วต้องการจะเล่าเรื่องอื่น แต่วันนี้ขอเล่าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก่อนนะครับ

ที่ปักกิ่ง เมืองเค้าเป็นแอ่ง เวลามีมลภาวะเนี่ย มีแล้วจะอยู่นานออกไปได้ยาก เค้าก็หาสาเหตุว่าเกิดจากอะไรบ้าง แน่นอนสาเหตุหนึ่งก็เกิดจากรถติด รถเยอะ และเครื่องยนต์ดีเซลทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเค้าเคยมีโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานถ่านหินอยู่รอบเมืองปักกิ่ง ตอนหลังเค้าก็ยกเลิก และก็ไปใช้พลังงานอื่นที่สะอาด แล้วก็มีโรงงานอุตสาหกรรมรอบเมืองปักกิ่ง เค้าก็จับย้ายหมด ส่วนเรื่องของปัญหาด้านรถยนต์ของเค้า เค้าก็มีนโยบายเลยว่า ภายใน 5-6 ปีข้างหน้า รถที่จะวิ่งในปักกิ่งต้องเป็นรถไฟฟ้าเท่านั้น และเค้าก็ถือโอกาสเอาวิกฤตนี้ มาส่งเสริมอุตสาหกรรมทำรถไฟฟ้าอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เค้ามองถึงเรื่องแบตเตอรี่ เรื่องของที่ชาร์จ และจะเติมพลังไฟฟ้าอย่างไร เวลารถวิ่งไปแล้วต้องชาร์จไฟยังไง เค้าทำแม้กระทั่งว่า บางที่เนี่ยมีเทคโนโลยีที่สามารถทำเหมือนพาวเวอร์แบงค์ เอารถไปจอด ลงไปเข้าห้องน้ำ กินน้ำสักแก้ว กลับมาวิ่งต่อได้เลยโดยไม่ต้องเสียบปลั๊ก เค้าใช้เป็นลักษณะของ Induction หรือว่าการเหนี่ยวนำ เค้าก็คิดไปเยอะแล้ว ส่งเสริมให้มีการผลิตอุตสาหกรรมไฟฟ้ามากขึ้น จริงจังขึ้น อันนี้ก็เป็นการถือเอาวิกฤตเป็นโอกาส

กลับมาที่บ้านเรา ปัญหาที่เกิดจากฝุ่นจำนวนมากมายวันนี้ จนเป็นมลภาวะที่ติดอันดับ 9 ของโลกเนี่ย (อันดับ 10 เป็นดูไบ) เพราะว่ามันเกิดจาก 2 อย่าง

อย่างที่หนึ่งคือเกิดจากเรื่องรถ โดยเฉพาะรถดีเซล กับรถที่ไม่ได้มาตรฐาน รถเก่า หมดสภาพมาวิ่ง ควันเยอะ พวกนี้เนี่ย ปัญหารถติด ปัญหารถมาก ปัญหารถดีเซล พวกนี้ต้องได้รับการแก้ไขระยะยาว ระยะยาวก็คือต้องแก้ปัญหาเรื่องรถติดอย่างจริงจัง

อันที่สอง ก็คือการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมรถยนต์เราเนี่ย เปลี่ยนจากการใช้เครื่องยนต์ ซึ่งวันนี้ทุกบริษัท อย่าง GM เค้ามีแผนชัดเจนว่าจะเปลี่ยนเป็นรถมีไฮโดรเจนบ้าง หรือเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าบ้าง หลายบริษัทเค้าเตรียมไปจนถึงตรงนั้นแล้ว และไปจนถึงรถที่ไม่ต้องมีคนขับ เค้าเตรียมเผื่อไว้แล้ว เพราะฉะนั้นอุตสาหกรรมรถยนต์เนี่ย เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออก ถ้าเราไม่มีแผนที่ชัดเจนนะ เค้าย้ายหนีหมด

อย่างวันนี้สิงคโปร์ดีใจมากที่ DYSON คือบริษัทเครื่องเป่าผม เค้าเก่งเรื่องไฟฟ้า เรื่องพลังลม เค้าจะไปตั้งโรงงานผลิตรถไฟฟ้าที่สิงคโปร์ สิงคโปร์ดีใจมาก แต่ว่าบริษัทรถยนต์ทั้งหลายที่ผลิตอยู่ในประเทศไทย เราต้องพยายามจูงใจให้เค้าเปลี่ยนมาผลิตรถไฟฟ้าให้ได้ เพื่อลดมลภาวะของเราเอง และมันถูกตังค์ด้วยในอนาคตข้างหน้า เพราะเราไม่ต้องนำเข้าน้ำมันมากมาย เพราะเนื่องจากใช้ไฟฟ้าแล้ว นี่ก็ถ้าเรามีตลาดใหญ่รองรับอยู่แล้ว ถ้าเรามีนโยบายที่ชัดเจน บริษัทรถยนต์เหล่านี้ก็จะหันมาผลิตรถไฟฟ้าในเมืองไทย เราก็จะดำรงความเป็นศูนย์กลางในการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกได้อยู่ต่อไป เพราะฉะนั้นต้องมีนโยบายที่ชัดเจนว่า การจะไม่ให้รถที่เป็นเครื่องยนต์วิ่งได้อีกกี่ปี ก็ต้องมีแผน

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้คนที่มีรถที่เป็นเครื่องยนต์ธรรมดาวันนี้ต้องเดือดร้อน ไม่ใช่ครับ มันจะมีช่วงระยะเวลาในการเปลี่ยน สมมุติว่าวันนี้รถเราหมดอายุแล้วจะซื้อใหม่ ถ้าไปซื้อรถไฟฟ้าอาจจะซื้อได้ถูกกว่า หรือมีแรงจูงใจทางภาษีอะไรก็แล้วแต่ เพื่อจะให้คนได้เปลี่ยนจากรถเครื่องยนต์ธรรมดาที่หมดสภาพ หมดอายุแล้ว หรือจะซื้อใหม่ ให้ไปซื้อรถไฟฟ้า เราก็จะลดจำนวนรถยนต์ที่ใช้ดีเซลก็ดี ใช้เครื่องยนต์ก็ดีที่วิ่งในกรุงเทพฯไปเรื่อยๆ จนในที่สุดมลภาวะที่เกิดจากรถยนต์ก็จะหายไป

อีกตัวนึงที่เป็นมลภาวะที่เค้ามองมากเนี่ย คือการเผาชีวมวลทั้งหลาย พอดีช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยวข้าวเพิ่งเสร็จ เกษตรกรมักจะเผาตอข้าวแทนที่จะขุดหรือจะขังน้ำไว้ให้เน่า ในประเทศเวียดนามเค้านิยมขังไว้ให้เน่า เพราะการเผาเป็นการทำลายจุลินทรีย์ในดิน ทำให้ฤดูกาลต่อไปผลผลิตอาจจะตกต่ำ ต้องใช้ปุ๋ยเยอะ ต้องใช้ยาฆ่าแมลงเยอะ แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นการขังน้ำแล้วให้ตอข้าวมันเน่า จุลินทรีย์ในดินก็จะไม่เสียหาย แล้วตอข้าวที่เน่าจะเป็นปุ๋ย จะทำให้ผลผลิตในปีต่อไปมากขึ้น ลดการใช้ปุ๋ยขึ้น

อันนี้เราต้องรณรงค์เพื่อให้เกษตรกรทั้งหลายเข้าใจว่าแบบนั้นมันมักง่ายไป ทำแบบนี้ดีกว่า และเป็นประโยชน์ด้วย เค้าเข้าใจแล้วเค้าก็จะทำ ก็จะทำให้ลด biomass เพราะหน้านี้เป็นหน้าหนาว ลมก็จะพัดมาจากทางเหนือบ้าง ตะวันออกบ้าง ลมมันแรง ก็จะหอบสิ่งเหล่านี้เข้ามาสุมกับฝุ่นจากรถยนต์ เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้เราถือเอาวิกฤตตรงนี้เป็นโอกาสโดยการรณรงค์เกษตรกรลดการเผา biomass ทั้งหลาย แล้วก็เปลี่ยนเป็นการปล่อยให้มันเน่าบนดินแล้วจะเป็นปุ๋ยในตัวเนี่ย ก็จะทำให้ biomass ทั้งหลายไม่เข้ามาในกรุงเทพฯ

แล้วก็ตัวรถยนต์ทั้งหลายเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า โดยมีแผนระยะยาวเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้เกิดขึ้น รวมทั้งการสร้างบุคลากรด้วย ไม่ใช่ว่าจูงใจอย่างเดียว ต้องมีบุคลากรรองรับ ไม่งั้นเค้าก็จะไม่มากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนอาชีวะทั้งหลาย น่าจะฝึกนักเรียนอาชีวะให้เป็นนายหุ่นยนต์ให้หมด อีกหน่อยเตรียมตัวที่จะเข้าไปสู่เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการส่งออกได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจ เพราะเราจะได้ลดมลภาวะเหล่านี้

ผมไปอ่านข่าวจาก Line Today ที่รายงานข่าวโดย คุณมณีนาถ อ่อนพรรณ ของวันพฤหัสที่ 17 เค้าเสนอข่าวเกี่ยวกับการที่ฮ่องกงจะเปิดใช้เครื่องขจัดมลพิษขนาดยักษ์ เป็นทาวเวอร์ใหญ่ ซึ่งเค้าบอกว่าเทียบเท่า กับการขจัดมลพิษด้วยต้นไม้ 4 แสน 8 หมื่นต้น เห็นมั้ยครับว่าเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นเนี่ย เค้าเอามาใช้เพื่อประโยชน์ เพื่อความผาสุกของคนทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราจะต้องให้ความสนใจเรื่องเทคโนโลยี

แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นไม้  สิงคโปร์เนี่ยเป็นประเทศที่ปลูกต้นไม้เยอะ ตอนเหตุที่เกิดฝุ่น ที่เกิดจากการที่ไฟป่าไหม้จากอินโดนีเซียพัดมาถึงสิงคโปร์เนี่ย ทุกอย่างมันไปได้เร็ว มัน Absorb ได้เร็ว เพราะว่ามันมีต้นไม้ เค้าปลูกต้นไม้เยอะ

ดูไบที่ผมอยู่เนี่ย ถึงแม้จะมีฝุ่นเป็นอันดับ 10 ของโลก สิ่งที่ผมเห็นการเปลี่ยนแปลง คือ ฝุ่นดูไบเกิดจากพายุทะเลทราย ที่นี่เค้าไม่ค่อยมีรถดีเซล เค้าไม่ส่งเสริมรถดีเซลเลย แล้วก็ฝุ่นมันเยอะจากทะเลทราย แต่เค้าขยันปลูกต้นไม้ครับ ต้นไม้ที่นี่มาจากเมืองไทยแทบทั้งนั้น แถวบ้านผมมีสะเดา พวกแม่บ้านผมชอบไปเก็บสะเดามากินกับน้ำปลาหวานเรื่อย มีต้นปีบ มีเฟื่องฟ้า ต้นไม้พวกนี้เค้าซื้อมาจากไทยมาปลูก เดี๋ยวนี้ต้นไม้ที่นี่เขียวชอุ่ม เขียวเยอะเลย จนเมื่อก่อนจากไม่มีฝน ตอนนี้มีฝนเรื่อยๆ แต่ไม่ได้มากเหมือนทางบ้านเรา แต่ว่าก็มีฝน เพราะว่าความชุมชื้นเกิดจากการที่เค้ามีต้นไม้มากขึ้นทุกวัน

ก็เป็นห่วงอยากให้กรุงเทพฯรักษาต้นไม้หรือเพิ่มต้นไม้หน่อย ถ้าไม่งั้นก็ต้องไปเพิ่มทาวเวอร์ไว้เพื่อขจัดมลพิษเหมือนที่ฮ่องกงทำ เพราะฉะนั้นประเทศเราเป็นประเทศที่ปลูกต้นไม้ได้ แต่วันนี้เราปลูกตึกจนทิ้งต้นไม้หมด ถ้าจะส่งเสริมเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์

พอวกมาถึงเรื่องนี้เนี่ยผมอยากจะเท้าความถึงหนังสือเก่ามากเกือบ 50 ปีแล้ว ของนักอนาคตศาสตร์ ชื่อ อัลวิน ท็อฟฟ์เลอร์ คนนี้เค้าเขียนหนังสือเมื่อปี 1970 ชื่อ Future Shock : The Third Wave เค้าให้คำจำกัดความว่า Future Shock แปลว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในระยะเวลาอันสั้น ทำให้จิตวิทยาของเราตกใจว่าทำไมเปลี่ยนเยอะมาก เปลี่ยนเร็วเหลือเกิน เพราะเทคโนโลยีมันพัฒนาเร็ว

วันนั้นเค้ามองเห็นเกือบ 50 ปีที่แล้ว แต่วันนี้เนี่ยหนักกว่า ก็คือเทคโนโลยีมันเปลี่ยนเร็วกว่าเยอะ มาเร็วมาแรงกว่าวันที่เค้าเห็นเยอะ แต่วันนั้นเค้าก็พูดเตือนไว้เยอะ คำว่า The Third Wave ของเค้าเนี่ย ก็คือคลื่นลูกที่ 3

เค้าว่าคลื่นลูกแรกคือยุคเกษตรกรรม ยุคนี้เป็นยุคที่ผู้คนมีน้ำจิตน้ำใจต่อกัน สิ่งแวดล้อมดี สะอาดสะอ้าน แล้วก็สุขภาพพลานามัยดี แต่พอมายุคที่ 2 ยุคอุตสาหกรรม เป็นยุคที่ผู้คนละโมบ มือใครยาวสาวได้สาวเอา อยากจะแข่งกันผลิตจำนวนมากๆ เพื่อให้รวยๆ ยุคนี้เลยทำให้เป็นยุคที่ทำลายสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมที่ดีงามทั้งหลายก็เสียหายไป สุขภาพพลานามัยก็แย่ลง เพราะทุกคนต้องรีบทำงาน อยากจะทำงานจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง

คลื่นลูกที่ 3 คือเป็นคลื่นของเทคโนโลยีด้านสังคมข่าวสาร ข้อมูลข่าวสาร และก็เรื่องของเทเลคอมมูนิเคชั่นทั้งหลาย ในหนังสือนี้คนจะไปให้ความสนใจกับเทคโนโลยีที่กำลังมา แต่ในนี้เนี่ย อัลวิน ท็อฟฟ์เลอร์ ได้พูดถึงสิ่งที่ดีงาม ที่หายไปแล้วก็จะเอากลับคืนมา แล้วเค้ามองถึงเรื่องว่า ยุคต่อไปเนี่ย ใครทำมาหากินด้านสุขภาพจะถูกทาง เพราะคนเริ่มห่วงใยสุขภาพ พอมีตังค์แล้วกลัวตาย กลัวป่วย และยิ่งเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันยาว คนพูดกันถึงอายุ 120 ปีแล้วเนี่ย ก็ยิ่งจะอยู่ยังไงให้มีคุณภาพ เค้าก็นึกถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสุขภาพ เพราะฉะนั้นเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ดีเรื่องสุขภาพก็ดีเนี่ย ได้เขียนเตือน แล้วก็มองเห็นว่าเป็นปัญหา แล้วผู้คนจะมองเห็นเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญในยุคนี้ก็เป็นจริงหมด

ผมได้ไปบรรยายหลายที่ แล้วตอนเป็นนายกก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ จนคุณหนุ่มเมืองจันท์ หรือว่า คุณสรกล แห่งมติชน เนี่ย ก็เอาเรื่องราวผมไปเขียน แต่เขียนเองโดยที่ไม่ได้สัมภาษณ์ผมนะครับ แล้วก็ไปเขียนหนังสือชื่อว่า “อัศวินคลื่นลูกที่ 3” เขียนมาหลายปีแล้วนะครับ 20-30 ปีแล้วมั้ง ถ้าหากว่ายังมีอ่านอยู่ก็จะเห็นชัดว่าสิ่งเหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่พวกนักอนาคตศาสตร์ได้ทำนายแล้วก็พูดไว้ บางครั้งเราไม่มีเวลาศึกษา ฟังพวกอนาคตศาสตร์ไว้บ้างก็ดีเหมือนกัน แต่ว่าไม่ใช่นักนิยายศาสตร์ อนาคตศาสตร์เค้ามีวิจัย เค้าจะเห็นว่ามันจะเดินไปทางไหน แต่ถ้าแต่งเรื่องเอาเองเนี่ยมันไม่ใช่

เพราะฉะนั้นก็อยากให้ทุกคนลองดูว่าอนาคตโลกจะไปทางไหน แล้วประเทศไทยเราเนี่ยจะรับมือยังไง ไม่ว่าเรื่องของการสาธารณสุข สังคม แม้กระทั่งเรื่องของศิลปวัฒนธรรม และรวมทั้งที่สำคัญที่สุดก็คือเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลกทั้งหลายมันกำลังเข้ามา ก็จะคอยมาเล่าให้ฟังว่าไปอ่าน ไปเจออะไรที่ไหน ก็จะเล่าตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ก็ถือว่า เล่าสู่กันฟังแล้วกันนะครับ วันนี้ก็คงขอเล่าเท่านี้ก่อนครับ แล้วพบกันใหม่ในจันทร์หน้าครับ สวัสดีครับ

 

001 รู้ให้ทันเพื่อรับมือกับโลก 2020

001 รู้ให้ทันเพื่อรับมือกับโลก 2020

เศรษฐกิจโลกในปี 2019 และ 2020 ที่จะกระทบกับรายย่อย , โลกที่เราต้องเป็นนายของหุ่นยนต์ ไม่ใช่ให้หุ่นยนต์มาไล่เราตกงาน , การพัฒนาด้านสุขภาพที่ใช้ข้อมูลใน DNA มาเป็นข้อมูลประกอบมากขึ้น , มีการพัฒนายาที่เฉพาะเจาะจงกับ DNA ของเรามากขึ้น , มีการศึกษาเทโลเมียร์ (Telomere) ที่มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับสุขภาพของเรามากขึ้น

สวัสดีครับ พี่น้องที่เคารพรักครับ วันนี้ผมจะมาเริ่มพบปะพูดคุยกับพี่น้องในวันจันทร์ ผ่านเว็บไซต์ของทักษิณ official เพื่อที่จะได้เล่าเรื่องราวที่ไปเที่ยวพบคนนั้นคนนี้ ไปดูงานตรงนั้นตรงนี้ เพื่อที่จะได้เอามาแบ่งประสบการณ์ให้พี่น้องคนไทย เพราะว่าโลกมันเปลี่ยนไปเร็วจริงๆ

เศรษฐกิจโลกน่าเป็นห่วง
วันนี้จะเริ่มต้นด้วยการที่ผมอวยพรปีใหม่ และแสดงความห่วงใยไปยังพี่น้องคนไทย เมื่อวันที่ 1 ที่ผ่านมา ก็มีหลายเรื่องที่อยากอธิบายต่อ ก็เลยจะขออธิบายว่า สิ่งที่ผมเป็นห่วงอันนึง ก็คือเรื่องเศรษฐกิจในปลายปีนี้ ต่อด้วยต้นปีหน้า คศ.2020 ดูตัวเลขดีนะ 2020 ทุกคนก็หวังว่าจะทำนู่นนี่สำเร็จ แต่บังเอิญว่ามันเป็นวัฎจักรของระบบการเงินโลกที่น่าจะมีปัญหา เศรษฐกิจโลกจะมีปัญหา จะอ่อนแอลง หรือว่าเกิดภาวะวิกฤต ซึ่งจะเป็นแรงกระแทกใหม่ต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งหนีไม่พ้นเพราะว่าเราคือส่วนนึงของโลก เราคงจะหนีภาวะนี้ไม่ได้

ก็มีผู้รู้พูดกันว่าอาจจะเริ่มเกิดที่แถวยุโรปตะวันออกก่อน เพราะว่าเศรษฐกิจเขาอ่อนแออยู่แล้ว และธนาคารของประเทศเหล่านี้ก็เป็นธนาคารเล็กๆ อ่อนแอกัน ก็อาจจะมีปัญหากันพอสมควร ทางอเมริกา เศรษฐกิจอเมริกาปีหน้าก็น่าจะอ่อนตัวลงด้วยเช่นกัน ก็เลยเป็นห่วงประเทศไทยเรา วันนี้เรายังไม่ได้ปรับตัว และก็อ่อนแออยู่ด้วย โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานล่างเราอ่อนแอมาก ก็เลยคิดว่าถ้าโดนเที่ยวนี้ เราจะป้องกันกันอย่างไร ก็แสดงความกังวลไว้ก่อน

แต่ที่สำคัญคือว่า ระบบการเงินโลกก็ดี ระบบเทคโนโลยีก็ดี หรือว่าวิธีการทำมาหากินด้วยโครงสร้างทางธุรกิจแบบใหม่ ๆ ก็ดี มันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องปรับตัว ถ้าไม่ปรับตัวมันจะลำบาก เพราะว่าความเชื่อมโยงของโลกมีมาก บริษัทระดับโลกก็หากินข้ามชาติมาถึงประเทศไทย บริษัทระดับชาติของประเทศไทยก็หากินข้ามจังหวัดไปจนถึงชนบท เพราะฉะนั้นคนตัวเล็ก ๆ ในชนบทจะเริ่มทำมาหากินลำบากขึ้น คนตัวเล็กๆ ขนาดกลางก็เริ่มเหนื่อยขึ้น เพราะถ้าไม่ใหญ่จริงจะไปรอดยาก นั่นคือมิติที่จะเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นมันมีทางเดียวคือ ต้องปรับตัวให้คนข้างล่างเนี่ยรวมตัวกันแข็งแรง เหตุการณ์มัน..ถ้าเราคิดถึงเทคโนโลยีเนี่ย ก็จะเปรียบเทียบเหมือนสมัยก่อน IBM เป็นเจ้าโลกทางด้านคอมพิวเตอร์ เมื่อใหญ่มาก ก็แสดงความยิ่งใหญ่หนักเข้าไปอีก ด้วยการที่ทุกอย่างไม่เปิดให้ใครเข้ามาร่วม ตัวเองจะหากินคนเดียว ผลสุดท้ายคนตัวเล็กๆ บริษัทคอมพิวเตอร์เล็กๆ ก็จับมือกัน และใช้ระบบที่เรียกว่า ระบบเปิด รวมตัวกันแข่งกับ IBM จน IBM ทรุดเลย เจอคนตัวเล็กรุมหนักเข้า ต่อยหนักเข้า เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่าประเทศไทยวันนี้ จะทำยังไงถึงจะรวมตัวเล็กๆ ของเรา ไม่ใช่จะเอามารวมกัน แต่ว่าเอาเทคโนโลยีถักร้อยให้รวมกัน ให้บริษัทเล็ก ๆ เหล่านี้แข็งแรงได้

อย่างเช่นเรื่องของที่ผมเคยคิดไว้เมื่อสมัยก่อน Brand Thailand คิดถึงเรื่องของระบบแอพพลิเคชั่น ที่มันจะทำให้เกิด Sharing Economy หรือเกิดการทำให้เอาสิ่งที่เรามีอยู่มารวมกันเหมือนเป็นบริษัทใหญ่ แต่ไม่ใช่บริษัทใหญ่ แต่เป็นต่างคนต่างทำมาหากิน ต่างคนต่างมีรายได้ แต่ใช้เทคโนโลยีร้อยรวมเข้าหากัน อันนี้จะต้องรีบต้องเกิด ถ้าไม่เกิดก็แข็งแรงสู้เขาไม่ได้

ไม่ให้หุ่นยนต์แย่งงานก็ต้องฉลาดกว่า 
อีกเรื่องนึงที่ผมได้พูดถึงไป ก็คือเรื่องตัวเทคโนโลยีที่พูดถึงหุ่นยนต์ หุ่นยนต์เนี่ยเค้าบอกว่าปี 2045 เค้าทำนายไว้ว่าหุ่นยนต์จะมีความฉลาดเท่ากับมนุษย์ ที่มีสมองเท่ากับสมองเฉลี่ยของโลก คือถ้าใครมีสมองต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ก็โง่กว่าหุ่นยนต์ ถ้าใครสมองฉลาดกว่าค่าเฉลี่ยก็จะเก่งกว่าหุ่นยนต์ นี่คือสิ่งที่เค้าทำนายไว้นะครับ เพราะว่าเค้าใส่โปรแกรมเข้าไปทำให้หุ่นยนต์เรียนรู้ได้ตลอดเวลา สามารถเรียนรู้ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เพราะฉะนั้นในประเทศที่ไม่เจริญทางเทคโนโลยี ก็จะมองหุ่นยนต์เป็นตัวมาแย่งงานคนทำ แต่ส่วนประเทศที่มีความเจริญทางเทคโนโลยี เค้าก็จะมองว่าหุ่นยนต์มาช่วยทำให้คนสามารถไปทำงานที่สำคัญกว่า งานจำเจซ้ำซ้อน พวกงานประจำเนี่ยก็ให้หุ่นยนต์ทำก็ได้ นี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นประเทศไทยเราควรจะต้องฝึกคนให้เป็นนายหุ่นยนต์ อย่ามานั่งรอให้หุ่นยนต์มาไล่เราออกจากงาน นั่นก็คือฝึกการใช้โปรแกรมด้าน AI หรือ artificial intelligence และฝึกการใช้หุ่นยนต์ บังคับหุ่นยนต์ให้ทำงานต่าง ๆ เพราะว่าแม้กระทั่งชาวนาเนี่ย อีกหน่อยหุ่นยนต์ก็จะมาหว่านข้าวเกี่ยวข้าวได้ ตัวนึงก็ไม่แพง เพราะฉะนั้นแล้วชาวนาของเราจะทำไง ก็ต้องฝึกดิ เราอย่าไปหนีมัน ต้องสู้กับมัน นั่นคือหลักของผม คืออย่าไปหนีอะไรเลย สู้กับมันดีกว่า ง่ายกว่า ง่ายกว่าหนีนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวันนี้ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมตรงนี้

ความรู้ใหม่ในการรักษาสุขภาพ
อีกเรื่องที่ผมพูดในคำอวยพรของผมตอนปีใหม่เนี่ยก็พูดถึงเรื่องสุขภาพ เทคโนโลยีด้านสุขภาพ ตอนนี้มันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายนะครับ การมารักษาโรคที่อาการมัน..หรือรักษาโรคที่ปลายทางมันเนี่ย หรือที่เราทำๆ กันอยู่ทุกวันนี้ มันล้าสมัย แล้วมันก็สิ้นเปลือง แล้วก็ใช้เวลานาน แล้วก็ไม่ทำให้คนไข้ดีขึ้น

โลกข้างหน้าเขาจะใช้ตัว DNA มาเป็นเครื่องมือประกอบ ในการวิเคราะห์ วิจัย เกี่ยวกับสุขภาพมากขึ้น เช่นว่า ยกตัวอย่างเรื่องยา วันก่อนผมไปนั่งคุยกับอาจารย์ที่มาจาก Harvard เขามาทำวิจัยที่ฮ่องกง เขาบอกว่ายาเนี่ย ส่วนใหญ่เวลามันทำการทดลอง เขาเรียกว่า clinical trial หรือทดลองทางคลินิก ทดลองกับมนุษย์ก่อนที่จะออกใช้เนี่ย ปรากฏว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นยาทางด้านตะวันตก มันอาจจะใช้ไม่ได้สำหรับคนตะวันออกก็ได้

เขาก็เลยเริ่มมาเอาข้อมูลเกี่ยวกับคนป่วยทางด้านเมืองจีน โดยเฉพาะจีน ตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่ ก็เริ่มจากคิดว่ายาตัวไหนมันใช้ได้กับจีน แล้วต้องผสมส่วนยังไงถึงจะเหมาะกับคนเอเชีย เขาจะเริ่มใช้ยาเนี่ย โดยดูว่า DNA ของคนที่มาจากกลุ่มนี้ คนนี้ เป็นยังไง ถึงจะสามารถยา จนอีกหน่อยเขาเรียกกว่า personalized medicine คือเป็นยาที่เจาะจงเฉพาะคนที่มี DNA ประเภทนี้ ถึงจะกินยาตัวที่ถูกต้อง อะไรอย่างนี้ มันจะเริ่มมากขึ้นๆๆ เพราะฉะนั้น DNA จะเป็นตัวที่มา แหล่งในการถูกใช้งานมากขึ้น เพื่อจะให้ยาเฉพาะเจาะจงสำหรับคน อาหารเฉพาะเจาะจงที่เหมาะกับ DNA ของเรา มันกำลังมา

เทโลเมียร์
และอีกตัวที่มันอยู่ในโครโมโซมเรา ในมนุษย์เราเนี่ยมีโครโมโซมอยู่ 23 คู่ ตรงปลายโครโมโซมเนี่ยเขาเรียกว่า “เทโลเมียร์” เทโลเมียร์ตัวนี้ มันมีความสั้นยาว หดได้ ยืดได้ ตามภาวะสุขภาพเรา เขาบอกว่าคนเกิดใหม่เนี่ย เทโลเมียร์มันจะมีความยาว สมมุติว่า..เอ่อ ผมจำตัวเลขไม่ได้ หมื่นไมครอน หรืออะไรทำนองนี้ แต่ว่าสรุปแล้วก็คือว่า มันมีความยาวสุด แต่พอตายด้วยเชื้อโรคนะไม่ใช่ตายด้วยอุบัติเหตุ ตายเพราะเจ็บป่วยเนี่ย มันจะหดลงเหลือครึ่ง เพราะฉะนั้นเนี่ย ช่วงที่เรามีชีวิตอยู่เนี่ย เขาสามารถวัดความยาวของเทโลเมียร์เนี่ย เพื่อจะบอกว่า อ๋อ สภาวะร่างกายของเราเนี่ยดีหรือไม่ดีอย่างไร เผื่อเราจะได้ปรับวิถีชีวิต การอยู่ การกิน การออกกำลัง เพื่อให้ไอ้เทโลเมียร์ตัวนี้มันกลับมายาว มันก็คือสุขภาพเรากลับมาแข็งแรงขึ้นนะครับ

พัฒนาการใช้จุลินทรีย์แทนยา
เพราะฉะนั้นก็การดูแลร่างการเราเนี่ย มัน มันเปลี่ยนไป วิถีทางมันเปลี่ยนไปแม้กระทั่งว่า วันนี้การใช้ยาที่เป็นเคมีเนี่ย จะถูกใช้ลดลงนะครับ เนี่ยผมเพิ่งไปเมืองจีนกลับมา ไปเยี่ยมบริษัท บริษัทนึงทำ Lab ทางด้านยาเนี่ย ก็พบว่าเขาใช้ ไมโครปส์ หรือ เชื้อจุลินทรีย์เนี่ย มาทำยามากขึ้นแล้ว มาทั้งรักษามะเร็ง มาทั้งละลายลิ่มเลือดไม่ให้ข้น เติมเอาวิตามินซีให้เข้ากระดูกมากขึ้น เพื่อให้กระดูกเราแข็งแรง อะไรทำนองนี้นะครับ แล้วคราวต่อไปผมจะมาเล่าเรื่องที่ผมไปเมืองจีน ไปเห็นอะไรมาบ้างนะครับ

พัฒนาการใช้ฟิสิกส์แทนยา
แล้วนอกจากนั้น ก็มาพูดถึงเรื่องของฟิสิกส์เนี่ยจะมาแทนยา เขาใช้การรักษาด้วยการใช้เครื่องมือทางฟิสิกส์ แทนที่จะมีการกินยาๆๆ ฉีดยา ตอนนี้จะเริ่มลดไป อย่างเช่น การเจ็บปวด ก็แทนที่จะใช้ยา ก็มาใช้เรื่องของเครื่องมือทำ shock wave ช็อคเวฟ มานวดมาอะไรแทนยามั่ง มันก็จะมีอะไรขึ้นมาหลายอย่าง

เนื่องจากวันนี้อาจจะพูดยาวไปละ ก็ขอสรุปว่า ต่อไปสุขภาพมนุษย์จะแข็งแรงขึ้น จะมียุคที่เรียกว่า มี Human Spare Parts ก็คือมีอะไหล่มนุษย์ มนุษย์เราเนี่ยเค้าบอกว่าอะไหล่ทุกชิ้นเนี่ยเปลี่ยนได้หมด ยกเว้นตัวสมอง ตัวหัวใจ ตับ ไต ไส้พุง เปลี่ยนได้หมด เพราะฉะนั้นยุคที่มันกำลังจะเข้ามาวันนี้ ก็คือยุคของการใช้ DNA การใช้ฟิสิกส์แทนยา การเปลี่ยนอะไหล่มนุษย์

มนุษย์อายุยืนขึ้น ต้องออกแบบเศรษฐกิจใหม่มารองรับ
เพราะฉะนั้นมนุษย์จะมีอายุยืนยาวขึ้น เมื่อก่อนเราพูด 100 เป็นเรื่องตื่นเต้น ตอนนี้เค้าพูดถึง 120 เพราะฉะนั้นอยู่ยังไงให้มีคุณภาพ อยู่ยังไงไม่ให้เป็นภาระลูกหลาน นั่นคือสิ่งที่เราจะต้องดูแลกันเอง เพราะฉะนั้นสังคมไทยต้องเตรียมสังคมของคนสูงอายุไว้ ต้องปรับตัวอย่างแรงในเรื่องการออกแบบเศรษฐกิจธุรกิจ ออกแบบเศรษฐกิจประเทศ ออกแบบการดูแลผู้คน ออกแบบสวัสดิการของมนุษย์ทั้งหลาย

วันนี้ผมก็ขอกราบลาไปแค่นี้ แล้ววันหลัง ถ้าวันจันทร์ไหนผมว่าง ผมจะมาพูดกับพี่น้องสักครั้งนึง อาจจะเป็นจันทร์เว้นจันทร์ หรือว่าบางจันทร์ก็อาจจะติดกันแล้วแต่นะครับ จะพยายามเล่าอะไรให้ฟังให้เป็นความรู้ดีกว่านะครับ เรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ก็ไม่ค่อยอยากเสียเวลาพูด เราพูดกันแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตพวกเราดีกว่า วันนี้ขอกราบลาแค่นี้ครับ

วิทยาศาสตร์ที่จะเอาชนะความชรา

วิทยาศาสตร์ที่จะเอาชนะความชรา

ในสังคมที่มนุษย์มีชีวิตยืนยาวมากขึ้นอย่างทุกวันนี้ คำถามสำคัญที่น่าสนใจคำถามหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะหาคำตอบให้ได้ก็คือ “อะไรเป็นสาเหตุให้เราเจ็บป่วยและแก่ชรา?” และถ้าค้นพบเหตุนั้น มันจะนำไปสู่การค้นหา “วิธีที่จะชะลอการเจ็บป่วยและชะลอวัย” ได้หรือไม่?

ปัจจุบันนี้ ดร.ทักษิณก็เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่มีความสนใจศึกษาและเริ่มลงทุนกับธุรกิจด้านสุขภาพไปแล้วหลายด้าน ทั้งการศึกษาวิจัยและการพัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้ให้ได้จริงในชีวิตประจำวันเพื่อที่จะทำให้ชีวิตของคนในโลกนี้มีคุณภาพมากขึ้นโดยเฉพาะการทำให้สุขภาพดีขึ้นด้วยการดูแลให้ดีตั้งแต่ระดับ DNA ของบุคคล

Dr.Thaksin

เป็นที่ทราบกันดีว่าการที่มนุษย์เริ่มชราภาพและเริ่มเจ็บป่วยก็เป็นเพราะเซลล์ในร่างกายของเรานั้นเสื่อมสภาพลงเนื่องจากเซลล์ที่เกิดขึ้นมาใหม่ในแต่ละวันของเรานั้นไม่แข็งแรงเท่าเดิมอีกต่อไป แต่เราไม่เคยทราบสาเหตุว่าทำไมเมื่อถึงวัยแล้วร่างกายของเราจึงไม่สามารถผลิตเซลล์ที่ดีได้เท่าที่เคยเป็นในวัยเด็ก จนกระทั่ง การค้นพบ Telomere (เทโลเมียร์) ของ ดร.อลิซาเบ็ธ แบล็กเบิร์น เมื่อกว่าสี่สิบปีที่แล้วนำมาซึ่งความสนใจของนักวิจัยจำนวนมาก

เทโลเมียร์นั้นเป็นส่วนปลายของโครโมโซมที่เป็นองค์ประกอบสำคัญมากของชีวิตเรา ซึ่งอยู่ภายในแต่ละเซลล์ของเราอีกทีหนึ่ง ดร.แบล็กเบิร์นพบว่าหน้าที่ของมันคือการป้องกันไม่ให้โครโมโซมถูกทำลายเสียหายได้ง่าย มันจึงอยู่ตรงปลายทุกด้านของโครโมโซมเพื่อเป็นตัวป้องกันความสึกหรอที่ว่านี้ และดร.แบล็กเบิร์นได้ค้นพบข้อเท็จจริงจากการติดตามตรวจสอบเซลล์ของผู้คนจำนวนหลายร้อยคนเป็นเวลาหลายสิบปีติดต่อกันว่า หนึ่ง เทโลเมียร์ของแต่ละคนที่เกิดมานั้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม , สอง เมื่อมีอายุมากขึ้น เทโลเมียร์ในเซลล์ที่เกิดใหม่ของแต่ละคนก็จะหดสั้นลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงจุดที่โครโมโซมเริ่มถูกทำลาย นั่นนำมาซึ่งความเจ็บป่วยและวัยชรา และสาม พบว่าการใช้ชีวิตของเรานั้นมีผลโดยตรงกับเทโลเมียร์ ยิ่งถ้าเราดูแลสุขภาพได้ไม่ดีก็จะทำให้เซลล์ใหม่มีเทโลเมียร์ที่สั้นลงเรื่อย ๆ จนทำให้บางคนแก่เร็วกว่าคนในวัยเดียวกันได้

TSO-Telomere

รวมถึงการพบว่าความมั่นคงในชีวิตก็มีผลโดยตรงกับเทโลเมียร์เช่นกัน เพราะจากงานวิจัยพบว่า “เด็กที่มีความเครียด” ในบางประเทศที่อยู่ภายใต้สภาวะความรุนแรงหรือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจนั้นก็จะเติบโตมาแบบที่มีเทโลเมียร์สั้นเร็วผิดปกติด้วยเช่นกัน

ทำให้ในปี 2009 ดร.แบล็กเบิร์นและทีมวิจัยที่ศึกษาร่วมกันมาอย่างยาวนานได้รับรางวัลโนเบลในสาขา Physiology เมื่อพวกเขาค้นพบความสัมพันธ์ที่ว่านี้ จากนั้นเป็นต้นมาก็มีการเริ่มต้นวิจัยเพื่อหาวิธีดูแลปกป้องเทโลเมียร์ของมนุษย์อย่างจริงจัง

ดร.ทักษิณเชื่อว่ายังมีสิ่งใหม่ที่จะได้รับการค้นพบอีกมากในด้านของเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสุขภาพหรือ HealthTech ซึ่งมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ศึกษาเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจังและสามารถค้นพบสิ่งใหม่ได้ไม่น้อยไปกว่านักวิทยาศาสตร์จากประเทศอื่นในโลก การสนับสนุนอย่างถูกต้องและจริงจังจะนำมาซึ่งการพัฒนาสุขภาพของคนไทยและคนทั้งโลกให้ดีขึ้นอย่างแน่นอน

 

ดร.ทักษิณกับธุรกิจคอนโดมิเนียม

ดร.ทักษิณกับธุรกิจคอนโดมิเนียม

บทเรียนสำคัญในการเริ่มต้นชีวิต Entrepreneur ของดร.ทักษิณนั้นเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่หลายคนเรียกว่า “ทำอะไรก็ล้มเหลว” เนื่องจากทุกธุรกิจที่ทำในตอนนั้นไม่เป็นไปอย่างที่คิด ซึ่งสร้างหนี้สินให้กับชีวิตมากมายจนท่านเองก็เคยถามตัวเองว่าจะ “เลิกดีมั้ย?” มาหลายต่อหลายครั้งแต่สุดท้ายก็ไม่เคยย่อท้อ

ในทศวรรษที่ 2520 หลังปิดธุรกิจค้าขายผ้าไหม และกิจการโรงภาพยนตร์  ดร.ทักษิณ ได้หันเข้าสู่วงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะมองว่าธุรกิจการสร้างที่อยู่อาศัยในเมืองที่กำลังมีการขยายตัวอย่างกรุงเทพมหานครนั้นเป็นธุรกิจที่น่าจะเติบโตดี โดยในขณะนั้นโฟกัสไปที่การสร้างที่อยู่อาศัยที่เป็นตึกสูง ซึ่งถือเป็นแนวคิดใหม่มากสำหรับผู้คนในยุคนั้นที่อยู่ในเมืองที่เพิ่งเริ่มพัฒนาและประชากรเกือบทั้งหมดยังอาศัยอยู่ในบ้าน , ทาวน์เฮ้าส์และตึกแถว การขายอาคารชุดที่อยู่อาศัยมีสูงที่สุดก็มักจะไม่เกิน 2-3 ชั้นเพราะคนกรุงเทพยังไม่คุ้นชินกับการอาศัยอยู่ในอาคารที่สูงมาก ๆ 

ขณะที่สื่อในขณะนั้นก็มีส่วนในการสร้างทัศนคติต่อตึกสูงไปในทางที่ไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัย นักเขียนคอลัมน์ที่มีชื่อเสียงรายหนึ่งเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์คัดค้านอย่างรุนแรงที่จะให้มีการสร้างตึกสูงสำหรับอยู่อาศัย โดยให้เหตุผลว่าตึกสูงเกิดไฟไหม้ได้ง่าย ทำให้ทัศนคติของคนกรุงเทพที่มีต่อตึกสูงนั้นไม่สู้ดีนัก

แต่ดร.ทักษิณ มองเห็นว่าถ้าเมืองอย่างกรุงเทพจะต้องเติบโต ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องถูกบังคับให้การอยู่อาศัยกลางเมืองนั้นต้องขึ้นสูง ทั้งจากประชากรรุ่นใหม่วัยทำงานที่เป็นที่ต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงแรงกดดันของประชากรที่ต้องทำมาหากิน ขณะที่การเดินทางจากบ้านไปที่ทำงานจะเริ่มไกลขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจัยทั้งหมดนี้จะมีผลทำให้ทรัพยากรคือที่ดินกลางเมืองนั้นจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของทุกคนซึ่งในที่สุดก็จะตามมาด้วยราคาที่ดินที่จะสูงมากขึ้นจนคนหนึ่งคนสู้ราคาไม่ไหว การขึ้นสูงและแบ่งกันอยู่จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่กรุงเทพไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดร.ทักษิณจึงได้ตัดสินใจทุบทิ้งโรงภาพยนตร์ที่ตั้งอยู่ในย่านราชวัตรมูลค่า 18 ล้านบาท และกู้ยืมเงินธนาคารมาเพิ่มเติมอีก 20 ล้านบาท เพื่อเตรียมสร้างคอนโดมิเนียมที่มีความสูง 15 ชั้น ซึ่งถือว่าเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่แหวกแนวอย่างมากในเวลานั้น

แต่หลังจากได้รับอนุมัติเงินกู้มาเริ่มเดินหน้าก่อสร้างโครงการนี้ได้เพียงไม่นาน กระทรวงมหาดไทยก็ออกกฎระเบียบใหม่ห้ามสร้างตึกสูงเกินกว่า 7 ชั้นในเขตใจกลางเมือง โครงการอาคารที่อยู่อาศัย 15 ชั้นของดร.ทักษิณจึงจำเป็นจะต้องเหลือเพียง 7 ชั้นเท่านั้น ความเป็นไปได้ทุกอย่างของโครงการที่คิดเอาไว้นั้นพังทลายลงหมดพร้อมกับหนี้สิน 20 ล้านบาทที่มาอยู่ในมือแล้วเรียบร้อย

มิหนำซ้ำในช่วงเวลาที่กำลังก่อสร้าง มีภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องหนึ่งก็ช่วยซ้ำเติมให้สถานการณ์การขายคอนโดมิเนียมย่ำแย่ลงไปด้วย นั่นก็คือภาพยนตร์เรื่อง ‘The Towering Inferno’ (ตึกนรก) ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมของผู้คนจำนวนมากที่ต้องตายไปอันเนื่องมาจากไฟไหม้ตึกสูงและความผิดพลาดที่ทำให้ไม่สามารถจะช่วยเหลือหรือกู้ภัยได้ทันท่วงที เจอหนังแบบนี้ทำให้คนไทยที่แต่เดิมทีก็นิยมปลูกบ้านเตี้ยๆ อยู่แล้ว เมื่อได้เห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวนี้แล้วยิ่งทำให้ไม่มีใครอยากอาศัยบนตึกสูงเข้าไปอีก

เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ นอกจากเพื่อนสนิทของ ดร.ทักษิณ ไม่กี่คนที่ซื้อห้องชุดไปจำนวนหนึ่งแล้วนั้น ส่วนที่เหลือก็ไม่มีใครสนใจอีกเลย การ “สร้างเสร็จแล้วขายไม่ออก” ครั้งนั้นทำให้หนี้สินและดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายของ ดร.ทักษิณ ทวีคูณขึ้นไปเป็น 50 ล้านบาทในเวลาไม่นาน

หนังสือ THAKSIN’ S 24 HRS. AFTER THE COUP ซึ่งแปลบทสัมภาษณ์ของ ดร.ทักษิณ ซึ่งเคยตีพิมพ์เป็นภาษาจีนโดยหนังสือพิมพ์หมิงเป้า และเปิดตัวในงาน  Hong Kong Book Fair ระบุไว้ว่า “ดร.ทักษิณ เคยมีความคิดจะเลิกล้มทำธุรกิจ เพราะไม่ว่าประกอบกิจการด้านใดก็ล้มเหลว ยิ่งทำยิ่งขาดทุน เขาแทบจะไม่กล้าคิดเลยว่าหากอดรนทนทำต่อไปหนี้สินจะยิ่งสูงท่วมขึ้นมาอีกเท่าไร ดร.ทักษิณ คิดว่าบางทีตนเองอาจไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นนักธุรกิจ แต่ว่าหนี้สินจำนวนมากที่แบกรับอยู่ขณะนี้จะทำฉันใดดี หากอาศัยรายได้จากการเป็นข้าราชการชาตินี้ทั้งชาติก็คงชดใช้หนี้ไม่หมด” ซึ่งหนี้สินก้อนใหญ่ก้อนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ ดร.ทักษิณ ลาออกจากราชการขณะมียศเป็นพันตำรวจโท เพื่อมาทำธุรกิจอย่างเต็มตัวในที่สุด