รองสารวัตรทักษิณกับคดีสำคัญในชีวิตตำรวจ

Share on facebook
Share on twitter

“ผมไปค้นเจอปืนเถื่อนหลายกระบอก แล้วปรากฏว่าพอผมจับปั๊บ ก็มีผู้ใหญ่มาขอให้ปล่อยกันอุตลุด ผมย่อมไม่ปล่อยแน่นอน เพราะถือว่าคนที่จิตใจมันไม่คิดถึงความเดือดร้อนของชีวิตคนอื่น เห็นแก่เงิน ขนาดผู้ซื้อบอกว่าจะเอาไปยิงคน ยังขายให้อีก ผมถือว่าเป็นมนุษย์ที่เลว ดังนั้นไม่ควรปล่อยไป”

(จากหนังสือ ทักษิณ ชินวัตร ตาดูดาว เท้าติดดิน)

คนส่วนใหญ่จดจำภาพ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ก็ภาพนักบริหาร นักธุรกิจ แต่ภาพของนายตำรวจจับผู้ร้ายเหมือนจะไม่คุ้นชินกันเลย ในฐานะที่เคยเป็นตำรวจ พันตำรวจโททักษิณเคยจับขโมยได้บ้างไหม? หรือเคยทำคดีสำคัญอะไรบ้างไหม?  น่าจะเป็นเรื่องที่เราๆ ท่านๆ อยากจะรู้กันไม่มากก็น้อย เราลองมาแกะรอยชีวิตตำรวจของดร.ทักษิณ ชินวัตร กันดีกว่า

 4 ช่วงเวลาในชีวิตตำรวจ

ช่วงรับราชการตำรวจแม้จะไม่นานนัก แต่ก็สามารถแบ่งได้เป็น 4 ช่วงเวลา ช่วงแรกคือช่วงก่อนปี 2516 ก่อนที่จะไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา ช่วงเวลานั้นทำงานประจำกองกำกับการสนับสนุนทางอากาศตำรวจตระเวนชายแดน เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แค่ 6 เดือน ผลงานที่โดดเด่นยังไม่ปรากฏ แค่ได้ซ้อมโดดร่ม 12 ครั้ง ช่วงที่สองคือปี 2518-2519 ก็ยังไม่ได้จับขโมยแต่อย่างใด แต่ไปทำงานช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ทำงานเป็นเลขาฯคุณปรีดา พัฒนถาบุตร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช 

ช่วงที่สามน่าจะเป็นช่วงฉายแววตำรวจจริงจัง หลังรัฐบาลยุคนั้นยุบสภาในปี 2519 เขาย้ายไปเป็นรองสารวัตรปราบปรามสถานีตำรวจพระราชวัง เป็นตำรวจเต็มตัวทำงานจริงจัง และช่วงสุดท้ายคือหลังเรียนจบปริญญาเอก แล้วกลับมารับตำแหน่งหัวหน้าแผนก 6 กองวิจัยและวางแผน กรมตำรวจ หน้าที่หนักไปทางงานวิชาการมากกว่าไล่จับผู้ร้าย

ฟังดูแล้วภาพการไล่จับขโมยในชีวิตตำรวจของดร.ทักษิณ ชินวัตร น้อยเต็มที  แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคดีเผ็ดร้อนที่เคยทำอยู่ถึง 2 คดีด้วยกัน

2 คดีเด็ดพลิกชีวิตตำรวจหนุ่มตลอดกาล

คดีแรกเรื่องนี้มีอยู่ว่าหญิงคนหนึ่งถูกจับเนื่องจากมีปืนเถื่อนที่ไม่ได้รับอนุญาตอยู่ในครอบครอง รองสารวัตรทักษิณจึงสอบสวนเธอ เธอบอกว่าซื้อมาจากพ่อค้าคนหนึ่ง 

“แล้วบอกคนขายว่ายังไง” เขาซักต่อ

“ไม่ว่ายังไงนี่คะ แค่บอกว่าขอซื้อปืนไม่มีทะเบียน จะเอามายิงผัว เขาก็นัดให้มารับเลย”

“รับกันที่ไหน”

“ที่ร้านกาแฟตรงข้ามกองบังคับการตำรวจจราจรใกล้กับร้านขายปืนนั่นเอง”

คำตอบของผู้หญิงคนนี้ ถึงกับทำให้รองสารวัตรทักษิณอึ้งไปเลย เรียกว่าไปต่อไม่ได้ นอกจากต้องรีบไปจับคนขายปืนเถื่อนรายนี้ให้ได้ ทำผิดก็ต้องถูกจับ นี่คือสิ่งที่ถูกต้องสำหรับนายตำรวจหนุ่มตงฉิน แต่เรื่องราวกลับไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคิดไว้

วันรุ่งขึ้นรองสารวัตรทักษิณไม่รอช้ารีบขอหมายค้นหวังหาหลักฐานมัดตัวพ่อค้าปืนเถื่อนให้ได้แต่โดยเร็ว การขอหมายนั้นต้องไปขอจากผู้บังคับบัญชาตำแหน่งสูงกว่า เนื่องด้วยตำแหน่งรองสารวัตรไม่มีอำนาจออกหมายได้เอง แต่กลับไม่มีใครยอมออกหมายให้เขาเลย แม้กระทั่งสารวัตร ฟังดูแปลกแต่ก็เป็นเรื่องจริง เพราะทุกคนต่างกลัว “อำนาจ” ที่เหนือกว่า รองสารวัตรทักษิณยังไม่ยอมแพ้ เขายังคงยึดถือว่าความถูกต้องสำคัญกว่าอำนาจใดๆ เรื่องไหนไม่ถูกต้องเขายอมไม่ได้เด็ดขาด สุดท้ายก็ดั้นด้นไปขอหมายค้นจนได้มาจาก คุณจำลอง เอี่ยมแจ้งพันธุ์ ผู้กำกับการตำรวจนครบาลที่ 1 ในสมัยนั้น

“ผมไปค้นเจอปืนเถื่อนหลายกระบอก แล้วปรากฏว่าพอผมจับปั๊บ ก็มีผู้ใหญ่มาขอให้ปล่อยกันอุตลุด ผมย่อมไม่ปล่อยแน่นอน เพราะถือว่าคนที่จิตใจมันไม่คิดถึงความเดือดร้อนของชีวิตคนอื่น เห็นแก่เงิน ขนาดผู้ซื้อบอกว่าจะเอาไปยิงคน ยังขายให้อีก ผมถือว่าเป็นมนุษย์ที่เลว ดังนั้นไม่ควรปล่อยไป”

หลักฐานแน่นหนา ความผิดชัดเจนมาก ดังนั้นคดีเด็ดฝีมือรองสารวัตรทักษิณจึงวิ่งฉิวมากๆ  อำนาจมืดจะมาชนะความถูกต้องได้อย่างไร เป็นคดีที่น่าภาคภูมิใจมาก ยังไงเสียคนผิดก็ต้องได้รับโทษแน่ๆ  ต่อมารองสารวัตรทักษิณจำเป็นต้องไปเรียนต่อปริญญาเอก พอกลับมาเขาถึงทราบว่าคดีนี้ยกฟ้อง !

คดีแรกไม่สำเร็จอย่างที่คิด รองสารวัตรทักษิณยังไม่หมดไฟ เขาได้ทำคดีที่สองอีกครั้งเป็นคดีทับเส้นใหญ่อีกเช่นเคย กฎหมายบอกชัดเจนว่าห้ามจำหน่ายสุราเกินเที่ยงคืน แต่ก็มีร้านข้าวต้มแห่งหนึ่งขายเหล้าเกินเวลา เรียกว่าขายยันสว่างเลยก็ว่าได้ ทำให้มีคนเข็นผัก คนขับรถ และผู้ใช้แรงงาน มากินที่ร้านนี้กันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีเหตุชกต่อยทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำสร้างความรำคาญให้ชาวบ้านละแวกนั้นเป็นอย่างมาก ที่สำคัญร้านดังกล่าวมีตู้แดงซึ่งเป็นจุดเซ็นชื่อของสายตรวจตั้งอยู่อีกด้วย เวลาประมาณตีหนึ่งหรือตีสองจะมีสายตรวจแวะไปเซ็นซื่อกันตามปกติ เท่ากับเป็นการรับรองพฤติกรรมเหล่านี้ด้วยอำนาจกฎหมายไปในตัว

รองสารวัตรทักษิณจึงไม่รอช้าต้องรีบตามไปจับ เขาสืบทราบมาว่าเจ้าของเป็นภรรยาน้อยนายตำรวจใหญ่ แต่เขาไม่สน ความถูกต้องก็คือความถูกต้อง เจอเข้าอย่างนี้ต้องจับสถานเดียว!

“ตามนิสัยเถรตรง ผมเลยจับเข้าให้ แล้วเสนอที่ประชุมว่าให้ถอดเจ้าตู้แดงนั่นออกเสีย อย่างน้อยจะได้ไม่อายชาวบ้านว่าตำรวจเป็นใจด้วย ทุกคนก็อึกอักเช่นเคย รุ่งขึ้นตู้แดงก็ถูกมือดีโยนออกไปกองข้างถนน”

ความกล้าหาญในคดีที่สองของรองสารวัตรทักษิณน่าจะได้รับคำชื่นชมจากวงการตำรวจ แต่ไม่กี่วันต่อมาเขาก็ได้รับคำเตือนจากคนที่หวังดีกับเขาคือว่าที่พ่อตา พล.ต.ท.เสมอ ดามาพงศ์ ขณะนั้นเป็นรองผู้บังคับการตำรวจนครบาลเหนือ ท่านเตือนด้วยความเป็นห่วงเพราะมีคนไปฟ้องท่านว่า ว่าที่ลูกเขยรองสารวัตรทักษิณไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา

“ทักษิณ พ่อว่านิสัยแข็ง เถรตรงอย่างทักษิณนี่อย่าเป็นตำรวจท้องที่เลย ปัญหามันจะเยอะ”

“ผมทำในสิ่งที่ถูกต้องนะครับ นี่เป็นหน้าที่ของตำรวจไม่ใช่หรือ” ตำรวจหนุ่มเถรตรงยังคงยืนกรานตามหลักและเหตุผล

“ก็ใช่ แต่เราจะเหนื่อยเพราะยศยังน้อย เชื่อพ่อเถอะ พ่อว่าทักษิณไปเรียนหนังสือต่อดีกว่า เป็นตำรวจวิชาการน่าจะเหมาะกว่า”

นี่คือสองคดีสำคัญในชีวิตโปลิศจับขโมยของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร แต่ไม่ได้ทำให้เขาก้าวไปข้างหน้าในอาชีพการงาน แต่กลับทำให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้เหมาะกับอาชีพตำรวจเลย จะว่าน่าเศร้าก็ว่าได้ แต่จะว่าน่าดีใจก็ว่าได้เช่นกัน เพราะทำให้เขาพลิกผันชีวิตตัวเองจากตำรวจไปเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่คนไทยไม่เคยลืม แม้จะถูกทำทุกวิถีทางให้ลืมตลอดเวลา (ฮา)

(ข้อมูลจาก หนังสือ ทักษิณ ชินวัตร ตาดูดาว เท้าติดดิน เรียบเรียงโดย วัลยา)

Share on facebook
Share on twitter